กรมท่าอากาศยาน เผยถึงความคืบหน้าโครงการท่าอากาศยานพัทลุง ซึ่งปัจจุบันได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2569-2570 จำนวน 42.6926 ล้านบาท สำหรับศึกษาและออกแบบโครงการก่อสร้างทางวิ่ง ทางขับ ลานจอดเครื่องบิน และองค์ประกอบอื่นๆ และศึกษารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพิ่มเติม เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ตลอดจนเพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของภาคใต้ และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ของจังหวัดพัทลุงและพื้นที่ใกล้เคียง

ซึ่งที่ผ่านมากรมท่าอากาศยานได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง (Feasibility Study : FS) โครงการท่าอากาศยานพัทลุงแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2564 และได้รายงานผลต่อกระทรวงคมนาคมแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2565 โดยผลการศึกษาระบุว่า ในระยะเริ่มต้นของการเปิดให้บริการท่าอากาศยานพัทลุงจะมีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 214,129 คนต่อปี และมีเที่ยวบินประมาณ 1,400 เที่ยวบินต่อปี ส่วนในด้านความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ ผลการศึกษาพบว่า โครงการมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Internal Rate of Return : EIRR) เท่ากับร้อยละ 14.70 และมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (Benefit–Cost Ratio : B/C) เท่ากับ 1.26 สะท้อนถึงศักยภาพและความต้องการใช้งานด้านการเดินทางทางอากาศของพื้นที่
ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินงานด้านการสำรวจภูมิประเทศเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อสร้าง พบว่าพื้นที่ที่กำหนดไว้เดิมเป็นพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมการข้าว ซึ่งใช้ประโยชน์เป็นศูนย์วิจัยข้าว และได้ขอสงวนพื้นที่ไว้เพื่อภารกิจของหน่วยงาน อย่างไรก็ตามจังหวัดพัทลุงได้มีแนวทางในการจัดหาพื้นที่แห่งใหม่ เพื่อรองรับการดำเนินงานของศูนย์วิจัยข้าว ไม่ให้กระทบต่อภารกิจด้านการวิจัยและพัฒนาข้าวของประเทศ โดยจังหวัดพัทลุงได้แจ้งให้กรมท่าอากาศยานทราบถึงแนวทางดังกล่าว และอยู่ในขั้นการตอนการดำเนินการจัดหาพื้นที่ทั้งนี้ กรมท่าอากาศยานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับส่วนกลาง ระดับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน อันจะนำไปสู่การพัฒนาโครงการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง

สำหรับความคืบหน้าของโครงการท่าอากาศยานพัทลุงในวันนี้ ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญด้านคมนาคมทางอากาศให้กับจังหวัดพัทลุงและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบขนส่ง ลดภาระการเดินทางไปใช้ท่าอากาศยานหลักในจังหวัดอื่น และเสริมสร้างความเชื่อมโยงของระบบคมนาคมในภาคใต้ตอนล่างอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ต่อไป