ดีลรับต้นปี ยักษ์ค้าปลีกไทย BJC จับมือเบอร์ 1 โลจิสติกส์โลก DHL ตั้งบริษัทใหม่ร่วมทุน 50:50 เตรียมพลิกโฉมการจัดส่ง ยา-เวชภัณฑ์-อุปกรณ์การแพทย์ ทั่วไทยให้รวดเร็วเหมือนรถกู้ชีพ วางงบลงทุน 5 ปีๆละ 1,000-1,500 ล้านบาท ยกระดับคลังสินค้ามาตรฐานสากลรับกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ตั้งเป้าปิดช่องว่างการแข่งขัน ดันรายได้กลุ่มสุขภาพพุ่ง 4 เท่าแตะ 2.8 หมื่นล้านบาท ขึ้นแท่น Top 3 ของอุตสาหกรรม พร้อมเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทยรับสังคมผู้สูงวัย ตั้งเป้ารายได้ต้องโต 36% ต่อปี เป้าหมายชัด “เบอร์ 1 ในใจบริษัทข้ามชาติ” พร้อมพาไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ระดับภูมิภาค ขณะที่ "อัศวิน เตชะเจริญวิกุล" เผยแผนสำรองสุดล้ำ เมื่อตลาดหุ้นไทยผันผวน เตรียมเบนเข็มส่งบิ๊กซีบุกตลาดหุ้นเวียดนามแทน รับอานิสงส์เศรษฐกิจโตแรง พร้อมดันรายได้ต่างประเทศพุ่งแตะ 30%


นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ จำกัด (BJL) ในเครือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ร่วมทุน(Joint Venture) กับบริษัท ดีเอชแอล ซัพพลายเชน(ประเทศไทย)จำกัด ในการก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา ด้วยทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท โดยถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50:50 เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี สู่มาตรฐานสากล พร้อมรุกตลาดเฮลธ์แคร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยได้แต่งตั้ง นายเคนนี่ ไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทร่วมทุน ด้วยพนักงานจำนวนประมาณ 2,500 คน ซึ่งการร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นการดำเนินงานที่ไร้รอยต่อ (Seamless) เนื่องจากทั้ง 2 บริษัททำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมานาน โดยโครงสร้างความร่วมมือจะเป็นในลักษณะ Exclusive ระหว่างกัน กล่าวคือ BJC HealthCare จะรับผิดชอบด้านการขาย (Sales) ในขณะที่บริษัท JV จะดูแลด้านคลังสินค้าและการกระจายสินค้า (Distribution & Logistics) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับทั้งกลุ่มธุรกิจเดิมในเครือ เช่น Big C, BJC Consumer และ BJC HealthCare รวมถึงการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ วางแผนลงทุนปีละประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการขยายและยกระดับมาตรฐานคลังสินค้า (Warehouse Facility) ให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานเฮลธ์แคร์ที่สูงขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ
“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกความแข็งแกร่งระหว่าง รากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงและเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศของ กลุ่ม BJC บิ๊กซีเข้ากับความสามารถด้านซัพพลายเชนระดับโลก และประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญในธุรกิจโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ของ DHL ซึ่งจะเน้นการขยายและยกระดับมาตรฐานคลังสินค้า (Warehouse Facility) ให้ก้าวสู่ระดับมาตรฐานเฮลธ์แคร์ที่สูงขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มบริษัทข้ามชาติ”นางฐาปนี กล่าว
นางฐาปนี กล่าวต่อไปว่า บริษัทร่วมทุนแห่งนี้มุ่งเน้นการให้บริการโซลูชันโลจิสติกส์เฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในประเทศไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 6.45 แสนล้านบาท (16.9 พันล้านยูโร) ภายในปี 2573 การผสานมาตรฐานโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของดีเอชแอล เข้ากับความเชี่ยวชาญเชิงลึกของบีเจซี ทั้งในด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์ของไทย จะช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ พร้อมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ระดับภูมิภาค
ในด้านกลยุทธ์การเติบโต BJC ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจเฮลธ์แคร์ของบริษัทจะเติบโตเฉลี่ยถึง 36% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการเติบโตของตลาดเฮลธ์แคร์ในไทยที่อยู่ระดับ 7-8% โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากปัจจุบันที่ประมาณ 7,000 - 8,000 ล้านบาท ให้ เติบโตขึ้น 4 เท่า หรือเป็น 28,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้า ทั้งตั้งเป้าติดอันดับ Top 3 ของอุตสาหกรรม และต้องการปิดช่องว่างทางการแข่งขัน (Closing the gap) อย่างต่อเนื่อง
สำหรับจุดเด่นสำคัญของความร่วมมือนี้คือการดึงดูดกลุ่มบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ที่ต้องการขยายธุรกิจในไทยแต่ยังติดข้อจำกัดด้านมาตรฐานการขนส่ง โดย BJC จะนำความเชี่ยวชาญในท้องถิ่น (Local Expert) มาผสานกับมาตรฐานระดับโลก (Global Standard) ของ DHL เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลกที่มีอยู่กว่า 150 ราย
ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวเริ่มตกผลึกตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2568 ที่ผ่านมา และผ่านการอนุมัติจากบอร์ดของทั้ง 2 ฝ่ายเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่ากระบวนการ Integration จะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้
“เราต้องการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยผ่านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจากข้อมูลระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชากรส่วนใหญ่ แต่การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้มีความจำเป็นต้องมีระบบแผนสุขภาพ (Health Plan) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดย "หัวใจสำคัญ" ของความสำเร็จนี้คือ ระบบโลจิสติกส์ด้านสุขภาพที่แข็งแกร่ง เพื่อให้มั่นใจว่ายา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ จะถูกจัดส่งถึงมือผู้ป่วยได้อย่าง ถูกต้อง ปลอดภัย และตรงเวลา เพราะทุกชีวิตมีความสำคัญที่สุด ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่เปรียบเสมือนการสร้าง "เส้นเลือดใหญ่" ทางการแพทย์ที่หล่อเลี้ยงระบบสาธารณสุขไทย ให้สามารถส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ป่วยได้รวดเร็วและแม่นยำ เหมือนกับการมีระบบนำทางที่แม่นยำในรถกู้ชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการรักษาจะไปถึงเป้าหมายได้ทันท่วงทีนั่นเอง”นางฐาปณี กล่าว
สำหรับดีเอชแอล ซัพพลายเชนฯ จะนำความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ขั้นสูงเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้ในคลังสินค้า มาตรฐานการดำเนินงาน (Operations Management System – OMS) และระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและความแม่นยำ พร้อมสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบสถานะได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (end-to-end Visibility) ทั่วทั้งซัพพลายเชนด้านเฮลธ์แคร์ ความยั่งยืนจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของทุกกระบวนการดำเนินงาน ตั้งแต่การบริหารจัดการอาคารคลังสินค้าไปจนถึงการขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของทั้งกลุ่มดีเอชแอล และกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่มุ่งหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 บริษัทร่วมทุนนี้จะมุ่งมั่นในการนำแนวปฏิบัติด้านโลจิสติกส์ยั่งยืนตามมาตรฐานสากลมาปรับใช้ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
บริษัทร่วมทุนนี้พร้อมส่งมอบบริการโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์อย่างครบวงจร โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ดังนี้:
1.โครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์โดยเฉพาะ: คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ครอบคลุมทุกระดับความต้องการ (Multi-temperature) และระบบคลังสินค้าแบบแช่เย็นและแช่แข็ง (Cold-chain facilities) ที่ได้มาตรฐาน Good Distribution Practice (GDP) รองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มยาชีววัตถุ (Biologics), วัคซีน, ยาเฉพาะทาง, ยาฉีดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ
2.บุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านเฮลธ์แคร์: โปรแกรมการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางที่ผสานหลักสูตรฝึกอบรมโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์มาตรฐานโลกของดีเอชแอล เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์เชิงลึกของบีเจซี เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรมีความพร้อมในการจัดการผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยความแม่นยำและใส่ใจในทุกรายละเอียด
3.การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานทางการแพทย์: มั่นใจด้วยระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ทรงประสิทธิภาพ และขั้นตอนการดำเนินงานตามมาตรฐาน (SOPs) ผสานเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล (digital traceability) พร้อมทั้งการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงมาตรฐาน GDP และ GMP (Good Manufacturing Practice) อย่างเคร่งครัด
บริษัทร่วมทุนแห่งนี้มุ่งมั่นที่จะยกระดับการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์คุณภาพสูงของคนไทยทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนด้านสาธารณสุขของไทย พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว ด้วยการผสานเครือข่ายอันแข็งแกร่งของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่ง เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการกระจายผลิตภัณฑ์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของดีเอชแอล บริษัทพร้อมส่งมอบบริการโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ที่ได้มาตรฐานและไว้วางใจได้ ซึ่งไม่เฉพาะในหัวเมืองใหญ่ แต่ขยายการครอบคลุมไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของไทย
บริษัทร่วมทุนนี้มุ่งมั่นลงทุนในการพัฒนาศักยภาพทีมงาน ผ่านหลักสูตรการฝึกอบรมมาตรฐานสากลและการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานทุกคนมีทักษะด้านเทคโนโลยี, AI แล การปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพด้านเฮลธ์แคร์
“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในการเสริมความแข็งแกร่งในภาคโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ที่กำลังเติบโตอย่างสูงของประเทศไทย ความร่วมมือกับดีเอชแอลซึ่งเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ระดับโลก ทำให้เราสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ทรงพลังในอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความร่วมมือนี้ช่วยให้เราสามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่ลูกค้าต่างประเทศ และนำเสนอโซลูชันระดับโลกที่รองรับความต้องการด้านสุขภาพที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องของประเทศไทย ขณะที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เราเข้าใจว่าอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ต้องการอะไรอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่การขนส่งที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องเป็นโซลูชันที่สร้างขึ้นบนรากฐานของความไว้วางใจ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความเข้าใจในบริบททางการแพทย์เชิงลึก บริษัทร่วมทุนนี้จะช่วยให้เราสามารถยกระดับการบริการเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของประเทศ ด้วยคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องตามกฎระเบียบที่ผู้ป่วยและผู้ให้บริการด้านเฮลธ์แคร์ควรได้รับ พร้อมทั้งผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคด้วยมาตรฐานโลจิสติกส์ระดับโลก”นางฐาปณี กล่าว

นายเคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทร่วมทุน กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของไทยเติบโตรวดเร็วกว่าภาคส่วนอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนครั้งนี้จึงถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว เรามุ่งเน้นในการปฏิบัติและการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ความร่วมมือนี้จะช่วยให้เราสามารถยกระดับซัพพลายเชนเฮลธ์แคร์ในประเทศไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไว้วางใจได้มากขึ้น และเป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกำลังลงทุนในระบบอัตโนมัติ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้คนไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ได้ดียิ่งขึ้น
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ให้บริการด้านเฮลธ์แคร์ และผู้ป่วย ผ่านการส่งมอบบริการโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกของดีเอชแอลเข้ากับเครือข่ายที่แข็งแกร่งของ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภายในประเทศ เรามั่นใจว่า จะสามารถมอบบริการโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ระดับเวิลด์คลาสให้แก่บริษัทเวชภัณฑ์ และผู้จัดจำหน่ายในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง” นายเคนนี่ กล่าว
ด้านนายสตีฟ วอล์กเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอีโคซิสเต็มเฮลธ์แคร์ในประเทศไทย และสะท้อนความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของดีเอชแอลในการสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคในอนาคต ปัจจุบันเรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในซัพพลายเชนด้านเฮลธ์แคร์ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั่วเอเชีย การเติบโตของเวชศาสตร์เฉพาะบุคคล กฎระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงความคาดหวังที่สูงขึ้นในด้านความยั่งยืนและความโปร่งใสในการดำเนินงาน
ในขณะที่อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล ด้วยการผสานประสบการณ์ความร่วมมือที่มีมากว่าสองทศวรรษกับกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของดีเอชแอล เรากำลังสร้างมาตรฐานใหม่ไม่เพียงแค่สำหรับประเทศไทย แต่สำหรับทั้งภูมิภาค ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านความเป็นเลิศในโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า ภาพรวมของ BJC ในปี 2569 ในส่วนของยอดขายยังมีการเติบโตได้ ซึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของยอดขายหลักในปีนี้มองว่าจะมาจากธุรกิจในเวียดนามที่ลังคงเห็นการเติบโตในระดับสูงตามทิศทางของเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง และในปีนี้จะมีรายได้ที่เข้ามาเสริมในธุรกิจของกลุ่ม BJC ในเวียดนามจาก MM Mega Market เวียดนาม ที่บริษัทเข้าซื้อในช่วงปลายปีก่อนเข้ามา ทำให้เป็นปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตให้กับธุรกิจในเวียดนามของ BJC และภาพรวมของ BJC ด้วยเช่นกัน
โดยประเทศเวียดนามถือเป็นหนึ่งประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี จากการที่เศรษฐกิจยังมีการเติบโตที่สูง การที่ภาครัฐของเวียดนามมีการจัดระเบียบการทำงานของหน่วยงานราชการให้มีความกระชับและรวดเร็วมากขึ้น ประกอบกับการที่ออกนโยบายดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนต่างๆจากผู้ประกอบการชั้นนำจากต่างชาติเข้ามาลงทุนในเวียดนาม ทำให้ประเทศเวียดนามมีการเติบโตได้ดีมาต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลบวกต่อการบริโภคในประเทศของเวียดนามที่ยังเติบโตได้ดี และเป็นปัจจัยที่หนุนต่อธุรกิจในเวียดนามของ BJC และทำให้สัดส่วยรายได้ที่มาจากต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% จากเดิมที่ 10%
อย่างไรก็ตามสำหรับธุรกิจในประเทศไทยปี 2569 ยอมรับว่า ยังคงมีความท้าทาย จากความผันผวนของเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างๆทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยที่ในประเทศยังมีปัจจัยการชะลอตัวของกำลังซื้อที่ยังคงชะลอตัวอยู่ แต่ปัจจุบันก็เริ่มเห็นพฤติกรรมของคนที่เริ่มลดการใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือย และหันมาใช้เงินซื้อสินค้าจำเป็นแทน ซึ่งสะท้อนภาพของการระมัดระวังการใช้เงินของคนในประเทศ ทำให้เป็นปัจจัยหนุนต่อ BJC ได้บ้างเช่นเดียวกัน เพราะสินค้าที่ BJC จำหน่ายเป็นสินค้าอุปโภคและบริโภคในชีวิตประจำวันเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่ธุรกิจของบิ๊กซี แม้ว่าในช่วงปลายปีที่ผ่านมามีผลกระทบต่อสาขาที่หาดใหญ่ ซึ่งต้องปิดปรับปรุงไปบ้าง แต่ยังมีสาขาอื่นๆในบางทำเลที่บิ๊กซีสามารถสร้างยอดขายได้ดี โดยเฉพาะสาขาขนาดเล็กที่สามารถสร้างยอดขายได้ดีต่อเนื่อง ทำให้ในปีนี้บริษัทฯจะสามารถดำเนินการขยายสาขาขนาดเล็กได้มากขึ้น ส่วนสาขาขนาดใหญ่ก็ยังมีการเปิดเพิ่มอยู่ สลับกับปิดบางสาขาลงไป พร้อมรีโนเวทบางสาขาในการเพิ่มพื้นที่เช่า เพราะในบางสาขาพื้นที่ที่เป็น Out of store สามารถเจาะกลุ่มและตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน
ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจของบิ๊กซี โดยเฉพาะการนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น อาจจะต้องมีการชะลอแผนออกไปก่อน หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมีความผันผวน และอาจจะยังมีการชะลอตัวไปบ้างในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทก็ศึกษาในการที่นำธุรกิจในกลุ่มเข้าตลาดหุ้นเวียดนามแทน เนื่องจากตลาดหุ้นเวียดนามถือเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีการน่าสนใจ และมีการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจของเวียดนามด้วย