“การบินไทย”ทรานส์ฟอร์ม รับมอบ A321neo ลำแรก ได้รับพระราชทานนาม“บวรรังษี”อัดเทคโนโลยี 4K-เน็ตแรงสูง ยกระดับพรีเมียมสู้ศึกน่านฟ้าโลก ลุยปูพรม 32 ลำ ครบภายใน 3 ปี ดันฝูงบินแตะ 100 ลำปี’69 มั่นใจรายได้โตก้าวกระโดด
คมนาคม

“การบินไทย”ทรานส์ฟอร์ม รับมอบ A321neo ลำแรก ได้รับพระราชทานนาม“บวรรังษี”อัดเทคโนโลยี 4K-เน็ตแรงสูง ยกระดับพรีเมียมสู้ศึกน่านฟ้าโลก ลุยปูพรม 32 ลำ ครบภายใน 3 ปี ดันฝูงบินแตะ 100 ลำปี’69 มั่นใจรายได้โตก้าวกระโดด

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI จัดงานเปิดตัวอากาศยานแบบ Airbus A321neo ลำแรก ณ โรงจอดอากาศยานของบริษัทฯ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมเผยโฉมผลิตภัณฑ์ภายในห้องโดยสาร สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพฝูงบินและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีนายสัมฤทธิ์ สำเนียง นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ คณะกรรมการบริษัทฯ พร้อมด้วยนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทฯ ผู้บริหาร และพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าร่วมงาน

 

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า อากาศยานแบบ Airbus A321neo เป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดหาและปรับปรุงฝูงบินของการบินไทย เพื่อรองรับการให้บริการในเส้นทางบินระยะสั้นและระยะกลาง โดยเป็นอากาศยานที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการบินอย่างต่อเนื่อง มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการลดระดับเสียงรบกวนเมื่อเทียบกับอากาศยานรุ่นก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ ซึ่ง Airbus A321neo จะมีจำนวนทั้งหมด 32 ลำ ซึ่งเป็นการเช่าซื้อเครื่องบินใหม่ทั้งหมดจากเมืองฮัมบูร์ก (Hamburg) ประเทศเยอรมนี โดยจะใช้ระยะเวลาในการส่งมอบเครื่องบินทั้ง 32 ลำ ภายในระยะ 3 ปี โดยปี 2569 จะเป็นการส่งมอบทั้งหมด 16 ลำ ,ปี 2570 อีก 10 ลำ และปี 2571 อีก 6 ลำ ซึ่งสัญญาเช่าจะมีระยะเวลาทั้งหมด 12 ปี

โดยอากาศยานลำแรกนี้ ได้รับพระราชทานนามว่า “บวรรังษี” ซึ่งมีที่มาจากชื่อชุมชนบวรรังษี ชุมชนเก่าแก่ในเขตกรุงเทพมหานครที่มีความเชื่อมโยงกับวัดบวรนิเวศวิหาร โดยคำว่า “บวร” มีรากจากบวรสถานสุทธาวาส หรือวังหน้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางอำนาจในอดีต ขณะที่คำว่า “รังษี” หมายถึงแสงและความรุ่งเรือง ชื่อ “บวรรังษี” จึงสะท้อนความหมายถึง พื้นที่ที่อยู่ในอิทธิพลและรัศมีแห่งสถาบันสำคัญ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคลและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และได้รับการตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์และลวดลายใหม่บนลำตัวอากาศยาน ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของการบินไทย โดยโลโก้ A321neo ได้รับการออกแบบเฉพาะ ภายใต้แนวคิด Thai Contemporary เลือกใช้โทนสี Neon Violet เพื่อสื่อถึงนวัตกรรมและความก้าวหน้า พร้อมออกแบบให้สอดคล้องกับโลโก้อากาศยานตระกูล Airbus ของการบินไทย

 

ทั้งนี้ภายในห้องโดยสาร ประกอบด้วยที่นั่งในชั้นธุรกิจ (Royal Silk Class) จำนวน 16 ที่นั่ง แบ่งเป็นที่นั่งเดี่ยว (Throne Seat) จำนวน 4 ที่นั่ง และที่นั่งคู่ (Double Seat) จำนวน 12 ที่นั่ง ออกแบบภายใต้แนวคิด “Your Personal Room Concept” มอบพื้นที่ส่วนตัวที่มากขึ้นและสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างลงตัว ตั้งแต่พื้นที่รับประทานอาหารและทำงาน ไปจนถึงที่นั่งที่สามารถปรับเอนนอนราบได้ 180 องศา เพื่อการพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมระบบความบันเทิงผ่านจอสัมผัสขนาด 17.3 นิ้ว ในขณะที่ที่นั่งชั้นประหยัด มีจำนวนทั้งหมด 159 ที่นั่ง จัดพื้นที่แบบ 3-3 ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ สามารถปรับเอนได้ 10 องศา พร้อมที่พักศีรษะปรับได้ 6 ทิศทาง และระบบความบันเทิงผ่านจอสัมผัสขนาด 13.3 นิ้ว

ระบบความบันเทิงบนเที่ยวบินได้รับการพัฒนาให้ทันสมัยด้วยจอภาพความละเอียดระดับ 4K รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ส่วนบุคคล มาพร้อม User Interface (UI) รูปแบบใหม่ที่ใช้งานง่ายและตอบสนองรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเครือข่าย SES Open Orbits แบบหลายวงโคจร (Multi-Orbit) รองรับความเร็วสูงสุด 200–300 เมกะบิตต่อวินาที โดยจะเริ่มให้บริการภายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569

ส่วนอัตราการกินน้ำมันต่อที่นั่ง ของอากาศยาน Airbus A321neo นั้นดีกว่ารุ่น A320  ประมาณ 20% ต่อที่นั่ง และอัตราการสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงลดลง 20% นั้นหมายถึงว่าอัตราการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ก็ลดลงไปตามสัดส่วนนั้นด้วย และแม้ว่าลำตัวของอากาศยานจะมีความคับแคบที่สุดในภูมิภาคหรือทั่วโลก แต่เรื่องความทันสมัย มีความพรีเมียม ไม่เป็นที่สองรองประเทศไหนนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป และปลายปี 2569 นี้จะครบ 16 ลำ ก็จะยิ่งขยายเครือข่ายได้ครอบคลุมมากขึ้น ในด้านการใช้บริการของผู้โดยสาร คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 5% ต่อปี โดยราคาตั๋วโดยสารก็เป็นไปตามราคาตลาด

บริษัทฯ มีกำหนดนำอากาศยาน Airbus A321neo ลำแรกเข้าประจำการในฝูงบิน โดยเริ่มทำการบินระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 28 มีนาคม 2569 ในเส้นทางดังต่อไปนี้

-เที่ยวบิน TG413 เส้นทาง กรุงเทพฯ – สิงคโปร์ กำหนดเวลาออก 11.30 – 14.50 น. (เที่ยวบินแรก)

-เที่ยวบิน TG414 เส้นทาง สิงคโปร์ – กรุงเทพฯ กำหนดเวลาออก 15.55 – 17.15 น.

-เที่ยวบิน TG221 เส้นทาง กรุงเทพฯ – ภูเก็ต กำหนดเวลาออก 18.30 – 20.00 น.

-เที่ยวบิน TG222 เส้นทาง ภูเก็ต – กรุงเทพฯ กำหนดเวลาออก 20.40 – 22.15 น.

-เที่ยวบิน TG331 เส้นทาง กรุงเทพฯ – เดลี กำหนดเวลาออก 23.25 – 02.20 น. (วันถัดไป)

-เที่ยวบิน TG332 เส้นทาง เดลี – กรุงเทพฯ กำหนดเวลาออก 03.30 – 09.00 น.

หมายเหตุ : เวลาตามท้องถิ่น

“การนำเครื่องบินแบบ Airbus A321neo เข้าเป็นส่วนหนึ่งในฝูงบินของบริษัท ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ที่ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของการบินไทยที่ไม่เพียงเพื่อพัฒนาและยกระดับประสบการณ์การเดินทางของผู้โดยสารด้วยห้องโดยสารและผลิตภัณฑ์ในห้องโดยสารที่มีความสะดวกสบายและทันสมัยแต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยและภูมิภาคไปสู่การบินที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการบินไทยยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณภาพ ความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสาร และเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดการบินระดับภูมิภาคและระดับโลก”นายชาย กล่าว

โดยในสิ้นปี 2569 จะทำให้เครื่องบินของการบินไทย มีเพิ่มเป็นจำนวน 100 ลำ เทีบบเท่าช่วงก่อนวิกฤติโควิต-19 ซึ่งเป็น New Generation ทันสมัยทั้งหมด ซึ่งจะทำให้รายได้เติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญได้อีกครั้งหนึ่ง

 

You can share this post!