“แสนสิริ” เปิดเกมรุกฆาตลั่นกองรบปี’69 ชูโรง 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้าน สยบตลาดอสังหาฯ – ตั้งกองทุนพันล้านล่าขุมทรัพย์ธุรกิจใหม่ มั่นใจกวาดยอดขาย-ยอดโอน ตามเป้า
อสังหาริมทรัพย์

“แสนสิริ” เปิดเกมรุกฆาตลั่นกองรบปี’69 ชูโรง 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้าน สยบตลาดอสังหาฯ – ตั้งกองทุนพันล้านล่าขุมทรัพย์ธุรกิจใหม่ มั่นใจกวาดยอดขาย-ยอดโอน ตามเป้า

แสนสิริฯประกาศกร้าวสวนมรสุมเศรษฐกิจ ลั่นกลองรบปี 69 เดินหน้าแผนลงทุน 51,000 ล้านบาท เปิดตัว 33 โครงการใหม่ ยึดหัวหาดกรุงเทพฯ-ภูเก็ต เตรียมงบช้อปที่ดินเพิ่ม 3,000 ล้านบาท รองรับแผนเติบโต 3 ปี พร้อมสั่งลุยธุรกิจใหม่เต็มสูบ ตั้งกองทุน Venture Capital 1,000 ล้านบาท หวังสร้าง "หมากตัวใหม่" ไล่ซื้อกิจการเสริมแกร่งพอร์ต มั่นใจปิดดีลพันธมิตรยักษ์ใหญ่ได้ภายในไตรมาสแรกปีนี้ ชู 4 กลยุทธ์ผู้นำอสังหาฯ เติบโตยั่งยืน ตั้งเป้ากวาดยอดขายปีนี้แตะ 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 11,000 ล้านบาท

 

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มีการแข่งขันสูง และยากลำบาก รวมไปถึงปัจจัยลบต่างๆ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและกำลังซื้อที่ชะลอตัว แสนสิริยังคงตอกย้ำความเชื่อมั่นในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ด้วยการเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสผ่านกลยุทธ์ที่แม่นยำและยืดหยุ่น มุ่งสร้างสมดุลแห่งความสำเร็จร่วมกับพันธมิตรทางการเงิน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ความแข็งแกร่งนี้พิสูจน์ได้จากผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท Sold Out รวม 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท และครองแชมป์กำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม อยู่ที่ 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 2568) รวมถึงการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield ในระดับสูง (ราว 10%), มีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้
เพิ่มความสามารถในการรับมือความผันผวน และรองรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท นอกจากนี้แสนสิริยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการออกหุ้นกู้ (ส่วนใหญ่จะ over subscribe)  

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 จะเปิดตัวใหม่ทั้งหมด 33 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 51,000 ล้านบาท มากกว่าปี 2568 ที่เปิดตัว 24 โครงการ มูลค่าโครงการ 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม จำนวน 16 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 51% มูลค่าประมาณ 26,000 ล้านบาท และแนวราบ จำนวน 17 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 49% มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านบาท

โดยทั้งหมด 33 โครงการนั้น แบ่งเป็นโครงการระดับพรีเมียม (Premium) 39%,โครงการระดับกลาง (Medium) 41% และโครงการระดับแมส (AFFORDABLE) 20% ซึ่งแบ่งเป็นการพัฒนาโครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ สัดส่วน 85% มากกว่าปี 2568 ที่มีสัดส่วน 20% และต่างจังหวัด สัดส่วน 15% น้อยกว่าปี 2568 ที่มีสัดส่วน 20% โดยทั้งหมดนี้จะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรชาวไทยและต่างชาติประมาณ 5 โครงการ และขณะนี้อยู่ในระหว่างเจรจากับกองทุน Private Fund เพื่อร่วมพัฒนาโครงการในหัวเมืองท่องเที่ยว คาดว่าจะสามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในไตรมาส 1/2569 นี้  ซึ่งโครงการที่จะพัฒนาในปีนี้นั้น มีที่ดินรองรับแล้วทั้งหมด และในปีนี้ได้เตรียมงบประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่องด้วย

ทั้งนี้รายละเอียดของแผนการพัฒนาธุรกิจ ปี 2568 เริ่มจากธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ ส่งดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ (นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ) และบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ), พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่ และเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง พร้อมไฮไลต์ ด้วยการเปิดพรีเซลนาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคม 2569 นี้

ส่วนโครงการ แนวสูง (คอนโดมิเนียม) มีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จึงมีการเปิดตัวมากกว่าปี 2568 ที่ผ่านมาถึง 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรกเจริญนคร ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม มิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า Strategic Location ในภูเก็ตด้วยโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพหาดสุรินทร์ และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT นอกจากนี้ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซกเมนต์ลักชัวรี ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล และเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Pets-Welcome ที่จะเพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ที่เน้นสุขภาพกายและใจ และมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ

นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนธุรกิจปี 2569 บริษัทฯมุ่งเน้นการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมั่นคง โดยตั้งเป้ายอดขายที่  48,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 เพื่อสะท้อนสถานการณ์ความเป็นจริงในปัจจุบัน จากปี 2568 ที่มียอดขาย 51,000 ล้านบาท เติบโต 2% จากปี 2567 แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 25,000 ล้านบาท เติบโต 35% จากปี 2567 และยอดขายจากโครงการแนวราบ 26,000 ล้านบาท ลดลง 17% จากปี 2567  และยอดโอน 39,000 ล้านบาท เติบโต 6%  แบ่งเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการคอนโดมิเนียม 17,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการแนวราบ 21,500 ล้านบาท โดยเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการร่วมทุนกับพันธมิตร์ มูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท หรือสัดส่วน 20% จากปี 2568 ที่มียอดโอน 14,500 ล้านบาท เป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการคอนโดมิเนียม 14,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ จากโครงการแนวราบ 22,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดโอนที่มีสัดส่วนลดลง 16% จากปี 2567 แบ่งเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการแนวราบ 22,000 ล้านบาท ลดลง 32% จากปี 2567 และยอดโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการคอนโดมิเนียม 14,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน

ล่าสุดบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ในมือรวมมูลค่า 20,000 ล้านบาท จะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2569 ประมาณ 11,000 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของเป้าหมายยอดโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งในปี 2569 จะมีโครงการคอนโดมิเนียมเสร็จใหม่ จำนวน 10 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 23,000 ล้านบาท และทั้ง 10 โครงการดังกล่าว มี Backlog รอโอนแล้วมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทยังมีมีสต๊อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ได้ทันที (Ready to Move : RTM)  ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน ดังนั้น บริษัทจึงมั่นใจจะผลักดันผลประกอบการให้เป็นไปตามเป้าหมายการเติบโตได้ 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นๆ เป็น 25% ภายใน 5 ปีจากนี้ (หรือในปี 2573) จากปี 2568 ที่มีสัดส่วน 13% และคาดว่าในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่ 500 ล้านบาท เติบโต 2 เท่าตัว จากปี 2568 ที่ทำได้ 250 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่ประมาณ 15% ซึ่งจะมาจากรายได้จากการบริหารอาคาร ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจนวัตกรรมความปลอดภัยอัฉริยะ และในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวธุรกิจรับสร้างบ้านเพิ่มเข้าในพอร์ต ทั้งนี้

นายอุทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทยังคงมองหาความร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มเติม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ และหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตให้กับบริษัท ซึ่งได้มีการตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล คาดว่าทุกอย่างจะสรุปได้ทั้งหมดในปี 2569 นี้

ด้าน นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) หรือ SIRI กล่าวว่า  ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังอยู่ในโหมดประคับประคองอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลยุทธ์รับมือเศรษฐกิจปี 2569 มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและการวางแผนที่แม่นยำ รองรับเศรษฐกิจผันผวน พร้อมเดินหน้าภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก

1.รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) ปี 2569 นี้ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในนี้ในสัดส่วนที่สูงถึง 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค และบริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง (ในช่วงต้นปี 2568-2569 บริษัทยังคงรักษาปริมาณสินค้าคงเหลือที่พร้อมโอนสำหรับแนวสูงในระดับที่เหมาะสมคือ 3,200 – 3,400 ยูนิต ในขณะที่บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม มีอัตราการระบายสต็อกได้ดี สะท้อนถึงความต้องการซื้อในกลุ่ม Real Demand ที่มีต่อแบรนด์แสนสิริ)

2.ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งของแสนสิริในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย ตลอดจนมุ่งเน้นทางด้านความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึก สร้างมูลค่าเพิ่มที่เหนือกว่าในระยะยาวและทุกโครงการของแสนสิริยังมั่นใจถึงคุณภาพในการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยด้วยทีมงานมืออาชีพ ตอบโจทย์ทุกการดูแล จากบริษัท  พลัส พร็อพเพอร์ตี้ และ LIV-24

3.ปั้น New S-Curve เร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว อาทิ ต้นแบบCrafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% (แตะระดับ 500 ล้านบาท) พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี

4.ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet Management) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต  

 

***หมายเหตุ

-ข้อมูลล่าสุดจาก บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (วันที่ 14 มกราคม 2568) ระบุว่า ยังคงแนะนำ ซื้อ SIRI ด้วยราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 1.76 บาทต่อหุ้น โดยหุ้น SIRI ซื้อขายบน PER ปี 2568 เพียง 5.5 เท่า ซึ่งสนับสนุนมุมมองของฝ่ายวิจัย การเติบโตของยอดขายสุทธิในปี 2568 ในระดับบวก สะท้อนถึงความสามารถของบริษัท ในการรับมือกับความไม่แน่นอน รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และกลยุทธ์เชิงรุก ด้วยศักยภาพดังกล่าว ประกอบกับยอด Backlog ในมือที่ระดับสูงที่ 1.9 หมื่นล้านบาท โดย 1.06 หมื่นล้านบาท มีกำหนดโอนในปี 2569 ทำให้ SIRI อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่จะ รายงานการเติบโตของกำไรเชิงบวก
ในปี 2569

-ในภาพรวมแสนสิริยังมุ่งเน้นยกระดับพันธกิจด้านความยั่งยืนสู่การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาวะ (Well-being) ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมภายใต้มาตรฐานปลอดฝุ่นและสารเคมี พร้อมรุกเดินหน้าโครงการ Biodiversity Flagship และขยายความร่วมมือ Green Partner ร่วมกับสถาบันการเงินและสถาบันการศึกษาชั้นนำ พร้อมตอกย้ำบทบาท Good Citizen ผ่านกลยุทธ์ลดความเหลื่อมล้ำใน 4 โปรเจกต์สำคัญ ได้แก่ Live Equally, Sansiri Academy, No One Left Behind และศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เป็นรากฐานในการสร้างชุมชนที่แข็งแกร่งและสังคมที่ยั่งยืน

-ล่าสุด จาก Top 50 Companies in Thailand 2026 โดย WorkVenture แสนสิริอยู่ในอันดับ 1  กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และครองอันดับ 14 จาก 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด

 

You can share this post!