เงินบาท"อ่อนค่าลงหนัก"เปิดเช้านี้ 31.30 บาท/ดอลลาร์
เศรษฐกิจ

เงินบาท"อ่อนค่าลงหนัก"เปิดเช้านี้ 31.30 บาท/ดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31.30 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงหนัก" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.45 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-ยุโรป

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.30 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงหนัก" จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.09 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุกรอบบนที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า 31.10 บาท/ดอลลาร์ และทดสอบโซนแนวต้าน 31.30 บาท/ดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.05-31.32 บาท/ดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป) และการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังประธานาธิบดี Donald Trump มีท่าทีที่ผ่อนปรนลงบ้างในประเด็น Greenland ทั้งระบุว่า จะไม่มีการใช้กำลังทางทหารในการเข้ายึดครอง Greenland รวมถึงระบุว่า บรรลุกรอบข้อตกลงในประเด็น Greenland หลังการการเจรจากับผู้นำของทาง NATO จนสหรัฐฯ จะไม่ใช้มาตรการภาษีนำเข้าเหมือนที่ได้ขู่ไว้ในช่วงก่อนหน้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป โดยภาพดังกล่าวก็ดูจะสอดคล้องกับธีม TACO (Trump Always Chickens Out) Trade ในปีที่ผ่านมา

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ

ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ได้

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงคืนที่ผ่านมา ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ สอดคล้องกับมุมมองของเราในวันก่อนที่มองว่า “เงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจดำเนินต่อไปได้ จนกว่าประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทยอยคลี่คลายลง” นอกจากนี้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจมีจังหวะผันผวนอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้บ้าง หากราคาทองคำได้เข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับสถิติในอดีตที่ราคาทองคำมักเข้าสู่ช่วงการพักฐาน หากมีการปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น จนราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า +30% จากเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ในเบื้องต้น เราประเมินว่า หากราคาทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทยอยคลี่คลายลง จนราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับแถว 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากประเมินจากค่าเฉลี่ยของการพักฐานจากสถิติดังกล่าว อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เรายังคงเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอยู่ และหากความปั่นป่วนของตลาดบอนด์เริ่มลดลง อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ก็อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านของเงินบาทได้ ตั้งแต่ช่วงโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ดี เราขอย้ำว่า ความผันผวนของตลาดการเงินยังมีอยู่ โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากตลาดจะรับรู้ ทั้ง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.45 บาท/ดอลลาร์

You can share this post!