กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมคิกอ๊อฟ Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นต้นแบบวางรากฐานระบบ IP Finance ของประเทศให้เกิดผลได้จริง มุ่งสร้างกลไกในการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและระดมทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีผลงานนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ และสตาร์ทอัพ (Startup)
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยภายหลังการประชุมโต๊ะกลมระดมความเห็น เรื่อง “การขับเคลื่อนระบบการเงินด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย” ในงาน Thailand IP Finance & Valuation Connect 2026” กับผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคการเงิน กว่า 50 หน่วยงาน เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ว่า กรมฯ มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าผลักดันการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) เพื่อผู้ประกอบการและเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะได้สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้เกิดผลได้จริง ขณะเดียวกันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดและอุปสรรคที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผล โดยเฉพาะจากการขาดองค์ประกอบที่สำคัญในหลายๆ ด้าน อาทิ มาตรฐานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาในไทยที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันได้อย่างแพร่หลาย ความมั่นใจที่จะบริหารความเสี่ยงจากการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ การเชื่อมโยงข้อมูลที่จำเป็นระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อจะใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ เป็นต้น ทำให้นับตั้งแต่ พ.ร.บ. หลักประกันทางธุรกิจ มีผลใช้บังคับในปี 2559 มีการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปเป็นหลักประกันเป็นสัดส่วนเพียง 0.07% หรือคิดเป็นมูลค่า 14,495 ล้านบาท จากยอดรวมมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน 22.097 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพที่แท้จริง
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมระดมความเห็นครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานด้าน IP Finance ของประเทศไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองและนำเสนอแนวทางพัฒนาระบบนิเวศ IP Finance ของประเทศไทย ควบคู่กับการศึกษาเรียนรู้กรณีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ Pilot Project IP Finance Thailand ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย โดยกรมฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน),สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ,ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 50 หน่วยงาน เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) (CEA)ทั้งนี้ การหารือโต๊ะกลมครั้งนี้ได้ข้อสรุปที่จะเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ (1) การยกระดับองค์ความรู้ผู้เกี่ยวข้องในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา โดยจะบูรณาการความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้เกี่ยวข้อง ผ่านหลักสูตรและการอบรมเชิงปฏิบัติการในทักษะที่จำเป็น เช่น การประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา การเขียนข้อเสนอเพื่อนำนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการขออนุมัติเงินกู้จากสถาบันการเงิน เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความพร้อมรองรับการดำเนินงานของ Pilot Project IP Finance Thailand และการขยายผลสู่การใช้งานจริงในระดับประเทศและเป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ และ (2) การขับเคลื่อน Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการเดินเครื่องจริง โดยจะนำทรัพย์สินทางปัญญาที่ผ่านการคัดเลือกมาประเมินมูลค่า และใช้เป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินจริง ซึ่งจะเปิดรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ ทั้งเจ้าของผลงานนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา นักประเมินมืออาชีพ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา เป็นต้น เชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาในการเข้าถึงแหล่งทุนได้จริง อันนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป