“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด”เขย่าขวัญ! หั่นจีดีพีไทยโตแค่ 2% บีบ กนง. ทุบดอกเบี้ยเหลือ 1% จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง "เฝ้าระวัง" สู้ศึกลุ้นฟื้นครึ่งปีหลัง’69
ธนาคารพาณิชย์

“สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด”เขย่าขวัญ! หั่นจีดีพีไทยโตแค่ 2% บีบ กนง. ทุบดอกเบี้ยเหลือ 1% จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยง "เฝ้าระวัง" สู้ศึกลุ้นฟื้นครึ่งปีหลัง’69

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดฯ กางตำราเศรษฐกิจไทยปี 69 ส่งสัญญาณอันตราย! ชี้จีดีพีติดหล่มโตต่ำแค่ 2% ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน จับตาพิษเงินเฟ้อติดลบยาวถึงกลางปีหน้า แบะท่า "กนง." ไม่มีทางเลือก ต้องหั่นดอกเบี้ยด่วนเริ่มกุมภาพันธ์นี้ เล็งเป้าสุดท้ายเหลือเพียง 1% หวังปั๊มหัวใจสินเชื่อประคองเสถียรภาพ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นเต็มสูบ จับตา 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้อง "เฝ้าระวัง" การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง,สงครามการค้า และค่าเงินบาท ยังเป็นชนักติดหลัง รอความหวังเดียว ลุ้นจุดพลุฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

 

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารฯ มองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น จากแรงสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเสถียรภาพของภาคต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 นี้

โดยธนาคารฯคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2% ในปี 2568 และ 2569 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อยๆปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยที่ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

ด้านอัตราเงินเฟ้อ ยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ในปลายปี 2569 นี้ เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะเห็นการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลงมาอย่างเร็วในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นี้

ด้านภาคการท่องเที่ยว ยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 68 อยู่ที่ 26.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 82% ของระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าการฟื้นตัวตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 69 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้นจากตลาดสำคัญอื่นๆ อย่างไรก็ดี การเร่งตัวของการเติบโตอย่างยั่งยืนยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

ส่วนด้านการคลังของไทยคาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ของ GDP แม้ว่าการปรับฐานะการคลังจะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment grade) ไว้ได้

“เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการกระจายตลาดส่งออกจะเป็นแรงหนุนในระยะยาว” นายทิม กล่าว

นายทิม กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะกลางจะได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการยกระดับอุตสาหกรรมหลัก การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก แต่ยังคงต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งของไทย และการจัดตั้งรัฐบาลที่จะกำลังจะเกิดขึ้น

You can share this post!