"Home Re-defined" : เจาะ 3 คีย์เวิร์ดบ้านสร้างเอง ยุคประหยัดงบ แต่ไม่ลดฟังก์ชัน
บทความ - การเมือง

"Home Re-defined" : เจาะ 3 คีย์เวิร์ดบ้านสร้างเอง ยุคประหยัดงบ แต่ไม่ลดฟังก์ชัน

ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันมีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการและข้อจำกัดต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล โดยการเลือกซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ยังคงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย การเข้าถึงสาธารณูปโภคครบครัน รวมถึงมาตรฐานการก่อสร้างและบริการหลังการขาย อย่างไรก็ตาม บ้านในโครงการบ้านจัดสรรก็มีข้อจำกัดบางประการ เช่น ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รูปแบบ หรือฟังก์ชันได้อย่างอิสระ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม ข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย รูปแบบและคุณภาพวัสดุก่อสร้าง รวมถึงราคาบ้านที่ค่อนข้างสูงจากการมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด กำไรของผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้การสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยเองก็ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก โดยเฉพาะผู้ที่มีที่ดินเป็นของตนเอง และให้ความสำคัญกับรูปแบบบ้าน การเลือกวัสดุก่อสร้าง ต้องการความเป็นส่วนตัว รวมถึงต้องการควบคุมงบประมาณ

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านประเมินว่า มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท/ปี และในพื้นที่ต่างจังหวัดได้รับความสนใจในการสร้างบ้านเองมากกว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคิดเป็นสัดส่วน 75% ของมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านโดยรวมทั้งประเทศ ทั้งนี้ตลาดรับสร้างบ้านประกอบด้วยผู้ประกอบการที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อย ไปจนถึงบริษัทรับสร้างบ้านรายใหญ่ที่มีการเปิดสาขาให้บริการทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่บางส่วนก็เริ่มมีการขยายธุรกิจเพื่อเข้าสู่ตลาดบ้านสร้างเองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามากขึ้น เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมท่ามกลางความซบเซาของตลาดบ้านจัดสรร จึงกล่าวได้ว่า ตลาดรับสร้างบ้านเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในห่วงโซ่อุปทานภาคการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน และการจ้างงาน อีกทั้ง ส่งผลด้านบวกต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องใน Supply chain เช่น วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง บริการตกแต่งที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมตามมา

ผลสำรวจความเห็นผู้บริโภคด้านที่อยู่อาศัย (Residential real estate survey) ของ SCB EIC ในปี 2025 พบว่ากลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองแทนการซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรส่วนใหญ่ 58% สนใจสร้างบ้านในต่างจังหวัด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 55% ในปี 2024 และยังพบว่า 42% ของผู้มีแผนสร้างบ้านเองตั้งงบประมาณไว้ที่ 1-3 ล้านบาท โดยไม่รวม
ค่าที่ดิน เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 38% ในปี 2024

นัยต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับสร้างบ้าน

การแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านยังเป็นไปอย่างรุนแรง ประกอบกับในปี 2026 ยังเผชิญสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจ และกำลังซื้อฟื้นตัวช้า รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นความท้าทายต่อตลาดบ้านสร้างเอง ดังนั้น นอกจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรับสร้างบ้านจะต้องสามารถตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ไข Pain point พื้นฐานของกลุ่มผู้สร้างบ้านเอง ได้แก่ ความล่าช้า งบประมาณบานปลาย
และปัญหาด้านคุณภาพงานก่อสร้างแล้ว ยังต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการตอบโจทย์เทรนด์การสร้างบ้าน ทั้งการส่งมอบความคุ้มค่าภายใต้งบประมาณจำกัด การปรับฟังก์ชันตามต้องการได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการสร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  1. กลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมาก่อสร้าง

บริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมาก่อสร้างควรกำหนดตำแหน่งการแข่งขันเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันที่อยู่อาศัยแบบครบวงจร รวมถึงลด Pain point ที่สำคัญของผู้สร้างบ้านเอง ทั้งความล่าช้า งบประมาณบานปลาย และปัญหาด้านคุณภาพงานก่อสร้าง ด้วยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารจัดการต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง
และสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของการก่อสร้างได้ทันทีแบบ Real time รวมถึงนำเสนอบริการหลังการขายและระยะเวลารับประกันงานก่อสร้างที่ยาวนานขึ้น

ทั้งนี้บริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมาก่อสร้างยังต้องตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภค ในยุคที่ผู้สร้างบ้านเองมีงบประมาณที่จำกัด และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า โดยอาจนำเสนอรูปแบบบ้านที่มีการกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยให้พอดีกับความต้องการใช้งาน หรือสอดคล้องกับจำนวนสมาชิกในบ้าน (Right-Sizing) แทนการสร้างบ้านหลังใหญ่เกินความจำเป็น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโครงสร้างและวัสดุก่อสร้างได้มาก

นอกจากนี้ การออกแบบและการก่อสร้างยังต้องคำนึงถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามต้องการ เช่น การทำงานรูปแบบ Hybrid Workplace บ้านที่สามารถประกอบธุรกิจพร้อมกับอยู่อาศัย บ้านที่รองรับเทรนด์ต่าง ๆ
ทั้งการสร้างครอบครัวเดี่ยว การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแทนการมีลูก รวมถึงการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ อีกทั้ง บริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมาก่อสร้างยังต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบและการก่อสร้างที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับปรุงและต่อเติมบ้านในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตสำหรับผู้สร้างบ้านเอง เช่น การปรับปรุงบ้านให้เป็น Universal design เพื่อรองรับการอยู่อาศัยเมื่ออายุมากขึ้น

ในส่วนของการตอบโจทย์เทรนด์การสร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอาจอยู่ในรูปแบบการออกแบบบ้านให้สามารถรับแสงจากธรรมชาติ ถ่ายเทอากาศได้ดี รวมถึงใช้วัสดุก่อสร้างชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อน และปรับอุณหภูมิภายในตัวบ้านให้เย็นลง รวมถึงสร้างความสามารถในการแข่งขันด้วยการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการติดตั้งเทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัย เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ระบบ Smart home

ธุรกิจรับสร้างบ้านมีแนวโน้มเผชิญกับโจทย์ท้าทายในการสร้างบ้านที่สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น ทั้งน้ำท่วม พายุ และแผ่นดินไหว ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสร้างบ้านที่ป้องกันภัยธรรมชาติ หรือมีความยืดหยุ่น สามารถฟื้นฟูจากภัยธรรมชาติได้รวดเร็ว เช่น การยกระดับโครงสร้างบ้านให้พ้นระดับน้ำท่วม การใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนทานต่อน้ำท่วม โครงสร้างบ้านที่ยืดหยุ่นและเหนียวตามมาตรฐานเพื่อรองรับแผ่นดินไหว โดยการก่อสร้างแบบโมดูลาร์ การใช้โครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปคุณภาพสูง อย่างเหล็ก ZAM (Zinc-Aluminum-Magnesium)
ที่ต้านทานสนิมและการกัดกร่อนได้ดีกว่าเหล็กทั่วไป การขึ้นโครงสร้างเหล็ก H-BEAM ที่มีความแข็งแรงและสามารถกระจายแรงสั่นสะเทือนได้ดี

ทั้งนี้ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้นยังเป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการรับสร้างบ้านในกลุ่มผู้ที่รับงานด้วยราคาสัญญาคงที่ (Fixed price contract) ซึ่งหากเสนอราคาสูงเกินไปก็อาจเสียโอกาสได้รับงาน แต่หากเสนอราคาต่ำเกินไปก็เผชิญความเสี่ยงให้อัตรากำไรลดลง ไปจนถึงขาดทุน และผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจตามมา โดยสามารถนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องเค้ามาใช้กับธุรกิจเพื่อให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ อาทิ นำระบบวางแผนงาน Building Information Modeling (BIM) และการจัดการโครงการแบบดิจิทัลมาใช้เพื่อควบคุมต้นทุน และระยะเวลา
ที่ใช้ในการก่อสร้าง

นอกจากนี้ การเริ่มขยายธุรกิจของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เข้ามาสู่ตลาดรับสร้างบ้าน นับเป็นความท้าทาย
ที่สำคัญต่อบริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่กลุ่มนี้มีจุดแข็ง ทั้งความน่าเชื่อถือของแบรนด์ การทำการตลาด และมาตรฐานการก่อสร้าง ประกอบกับมีความได้เปรียบทางด้านต้นทุน จากการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างปริมาณมากจนเกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) และมีการผลิตโครงสร้างและส่วนประกอบแบบสำเร็จ เช่น ระบบ Precast, Modular เป็นของตนเอง ส่งผลให้มีความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับบริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมาก่อสร้างได้

  1. กลุ่มผู้ผลิต และผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง

ตลาดวัสดุก่อสร้างจำเป็นต้องปรับตัวตอบโจทย์ตลาดสร้างบ้านเองยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการมุ่งไปสู่กระบวนการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำ และการให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดพลังงานภายในตัวอาคาร นอกจากนี้ ยังมีโอกาสสำหรับวัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์เทรนด์การให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือมีสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดพรีเมียมซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับสินค้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดแมส ซึ่งมีการแข่งขันด้านราคาทั้งวัสดุก่อสร้างที่ผลิตในประเทศ และวัสดุก่อสร้างนำเข้าราคาถูกจากจีน

สำหรับผู้ค้าวัสดุก่อสร้างจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การบริหารจัดการภายในกิจการ เช่น การสั่งซื้อ การควบคุมสต็อก ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า เช่น การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ระบบ E-commerce platform หรือแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยให้กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างและลูกค้าสามารถสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ตรวจสอบสต็อก และติดตามการจัดส่งวัสดุได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การนำเทคโนโลยี AR/VR มาช่วยในการจำลองภาพเสมือนจริงเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง

ภาครัฐมีบทบาทส่งเสริมการก่อสร้างอาคารเขียวหรืออาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น จากความสนใจก่อสร้างบ้านที่ได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันในไทยได้มีการกำหนดมาตรฐานอาคารเขียว TREES-HOME ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับอาคารพักอาศัย ครอบคลุมทั้งบ้านสร้างเอง โครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ส่งผลให้ภาครัฐยังต้องมีบทบาทส่งเสริมการก่อสร้างอาคารเขียวหรืออาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น โดยอาจอยู่ในรูปแบบการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการสร้างบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจากสถาบันการเงินของรัฐ การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

บทวิเคราะห์โดย... https://www.scbeic.com/th/detail/product/Home-Re-defined-020226

You can share this post!