“แอสเซทไวส์”ปิดดีลปี 68 โกยยอดขายทะลุเป้า 20% แตะ 2.3 หมื่นล้านบาท! สั่งลุยปี 69 ไม่ยั้ง เดินหน้าเปิด 11 โครงการใหม่ในกรุงเทพฯและภูเก็ต มูลค่ารวม 17,555 ล้านบาท ปรับพอร์ตบุก "ภูเก็ต" เต็มสูบ ชู TITLE ขึ้นแท่นอสังหาฯ Leisure ระดับเวิลด์คลาส ยึด 7 หาดหรู เล็งปั้น “บ้านหลังที่สอง” ชิงกำลังซื้อต่างชาติ มั่นใจศักยภาพไทย "ไร้สงคราม-ราคาจับต้องได้" ดึงเม็ดเงินมหาเศรษฐีทั่วโลก มุ่งเป้าปีแห่งการขับเคลื่อนอนาคต "EMPOWERING THE FUTURE"ตั้งเป้ายอดขายรวมปีนี้ 18,500 ล้านบาท และรายได้รวม 12,500 ล้านบาท หรือเติบโต 19% พร้อมโชว์ฐานะการเงินแข็งแกร่ง เตรียมโอนโครงการใหม่ปีนี้ 11 โครงการ และมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 32,861 ล้านบาท รองรับการเติบโตระยะยาว

นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่แอสเซทไวส์ฯยังรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำยอดขายรวมปี 2568 ได้ 23,407 ล้านบาท สูงกว่าเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ 19,500 ล้านบาท ราว 20% และเติบโตขึ้น 21% (YoY) เมื่อเทียบกับปี 2567 จากการบริหารจัดการสต๊อกโครงการพร้อมอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ และการเพิ่มสัดส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ในจังหวัดภูเก็ตที่พัฒนาโดย บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ จนสามารถสร้างยอดขายในภูเก็ตได้ถึง 13,015 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 69%
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 มองว่า ยังอยู่ในภาวะทรงตัวต่อเนื่องจากปี 2568 แต่เห็นสัญญาณบวกจากสมดุลของตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น ผู้ประกอบการเน้นบริหารจัดการสต๊อกและศึกษาตลาดก่อนเปิดโครงการใหม่อย่างรอบคอบ ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาลดความรุนแรงลง ขณะที่กำลังซื้อฝั่งเรียลดีมานด์ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศ ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงถือเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการควบคุมต้นทุนวัสดุก่อสร้างและค่าขนส่ง เช่นเดียวกับในประเทศ สถานการณ์ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อและทำให้ผู้ประกอบการวางแผนได้มีประสิทธิภาพ ในสภาวะที่ตลาดมีความเฉพาะตัวสูง ผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสและเข้าใจตลาดอย่างแท้จริง จะยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ปัจจัยท้าทายของอสังหาฯในปี 2569 นี้ คือ กำลังซื้อ แต่เมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารงาน เชื่อว่าจะมีการผลักดันโครงการต่างๆออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่ง ส่วนผู้ประกอบการต่างๆก็จะมีการบริหารกระแสเงินสด เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ด้านตลาดภูเก็ต มองว่ายังเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว มีมากถึง 30 กว่าหาด และประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องศาสนา และสงคราม จึงถือว่าเป็นบ้านหลังที่สองระดับโลกได้ อีกทั้งราคาก็ไม่แพง อีกทั้งจะมีการขยายสนามบินที่จ.พังงา ก็จะทำให้ภูเก็ตเติบโตไปได้อีกไกล
“ยอมรับว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทาย สำหรับบริษัทฯปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ 21 ในการดำเนินธุรกิจ และจะเป็นปีที่ 5 ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านมาบริษัทฯก็ปรับตัวรับความท้าทายมาโดยตลอด และตั้งแต่วิกฤติโควิด-19 ต่อเนื่องมาถึงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่างๆ และปัจจัยลบจากในประเทศ ซึ่งทุกอย่างล้วนส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาฯ และดีมานด์ รวมไปถึงสถาบันการเงิน และการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ต้องรอดูว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะมีนโยบายอย่างไร เพราะหนี้ครัวเรือนยังเป็นปัญหาหลักอยู่ หากประชาชนยังมีหนี้สูง ก็สามารถกู้ได้น้อยลง และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ก็วิเคราะห์สถานการณ์ว่าปีนี้จีดีพีจะโต เพียง 2% แต่เชื่อว่าปีนี้ ASW ก็จะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้ดี” นายกรมเชษฐ์ กล่าว

ในปี 2569 แอสเซทไวส์ฯมีแผนเปิดตัวใหม่ ทั้งสิ้นจำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 17,555 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 7,455 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกจะทยอยเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียม “เคฟ คานิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) รวมถึงโครงการแนวราบแบรนด์ใหม่ “เบลสซินี่ รังสิต” (Blessini Rangsit) บ้านเดี่ยว 2 ชั้น และโครงการช็อปเฮาส์ภายใต้แบรนด์ “ไวส์ เฮาส์ รังสิต” (Wise House Rangsit) บนทำเลใกล้มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งทั้งหมดตั้งอยู่ภายใต้โครงการมิกซ์ยูส “ไวส์พาร์ค รังสิต” (Wise Park Rangsit) ที่พัฒนาบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ผสานทั้งคอมมูนิตี้มอลล์ที่เปิดให้ลูกบ้านและคนในพื้นที่โดยรอบสามารถเข้ามาใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกัน ควบคู่กับโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมของแอสเซทไวส์ โดยออกแบบพื้นที่ส่วนกลางและฟังก์ชันการใช้งานให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนทุกช่วงวัย บนทำเลศักยภาพที่เชื่อมต่อเมือง เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันอย่างสมดุล ทั้งนี้หากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศดีขึ้น ก็อาจจะเปิดตัวได้มากกว่านี้
ทั้งนี้โดยภาพรวมในปีนี้ บริษัทฯเปิดตัวโครงการใหม่เท่ากับปี 2568 ที่ผ่านมา แต่มูลค่าโครงการน้อยกว่า เนื่องจากในช่วง 1-2 ปี ไม่เน้นการเปิดตัวโครงการในพื้นที่กทม.-ปริมณฑล มากนัก และบางแปลงที่พัฒนาในปีนี้จะเป็นที่ดินขนาดเล็ก แต่จะหันไปรุกพัฒนาโครงการในภูเก็ตมากกว่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ จ่ายเงินดาวน์สูงถึง 25% ซึ่งสามารถปิดการขายและโอนกรรมสิทธิ์ได้เร็ว ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารด้านการเงินประกอบไปด้วย ดังนั้นในช่วงอีก 1-2 ปีข้างหน้าเชื่อว่าบางทำเลในกทม.ซัปพลายเริ่มจะหมดแล้ว จึงจะเริ่มกลับมาพัฒนากันใหม่อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน บริษัทฯยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งบน Strategic Location ในหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและการลงทุนในฐานะบ้านหลังที่สอง (Second Home) โดยมีแผนเปิดตัวโครงการ Leisure Residence ในภูเก็ตจำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 10,100 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งหาดราไวย์ ในยาง และกมลา รวมถึงการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ทำเลใหม่อย่างหาดสุรินทร์ และเกาะแก้ว โดยโครงการไฮไลต์ที่จะเปิดขายในเร็วๆ นี้ ได้แก่ “เบียงกาน่า สุรินทร์” (Biancana Surin), “คาซ่า เดอ มอนเต้” (Casa de Monte) โครงการพูลวิลล่าระดับลักชัวรีในโซนเกาะแก้ว และ “เดอะไทเทิล วิวาน่า กมลา” (THE TITLE Vivana Kamala) บนทำเลหาดกมลา ซึ่งเตรียมเปิดตัวในช่วงไฮซีซันนี้ รองรับดีมานด์จากทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ โดยเมื่อพัฒนาทั้งปี 2569 จะทำให้ TITLE มีโครงการที่พัฒนาทั้งหมด 21 โครงการ มูลค่ารวม 54,950 ล้านบาท
“ในปีนี้เราได้ที่ดินที่ภูเก็ตเพิ่มมาอีก 2 หาดใหม่ คือ หาดสุรินทร์ พื้นที่ทั้งหมด 14 ไร่ ถือว่าเป็นแปลงสุดท้ายของหาดที่สามารถพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยได้ ซึ่งจะพัฒนาใน 2 รูปแบบ คือ คอนโดฯ จำนวน 350 ยูนิต และโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป ขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบและเลือกเชนในการบริหารงาน ส่วนอีกแปลงคือที่หาดกะรน ส่งผลให้ปัจจุบัน ASW พัฒนาโครงการบนเกาะภูเก็ตแล้วจำนวน 7 หาด นอกจากนี้ยังให้ความสนใจที่ดินที่จ.พังงา เนื่องจากจะมีการขยายสนามบินแห่งใหม่ แต่ปัจจุบันกลุ่มเอเจนต์ ยังเน้นขายโครงการในจ.ภูเก็ต มากกว่า เพราะปิดการขายชาวต่างชาติได้เร็วและง่ายกว่า ส่วนสมุยก็เข้าไปทำตลาดได้ 2 เดือนกว่าแล้ว แต่มองว่าตลาดยังเล็กเมื่อเทียบกับภูเก็ต และมีข้อจำกัดที่มีหน้าฝนที่ยาวนานกว่าภูเก็ต”นายกรมเชษฐ์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE บริษัทย่อยในเครือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Leisure Residence เพื่อการพักอาศัยและการลงทุนอย่างยั่งยืน ได้ย้ายหลักทรัพย์จากตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามแผน พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มนักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมเสถียรภาพของราคาหุ้น และสนับสนุนการขยายการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
อีกทั้งแอสเซทไวส์ฯยังมุ่งสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ผ่านบริษัทย่อยในเครือ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาวและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อาทิต
-ธุรกิจซื้อขายฝากเช่าครบวงจร สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยของแอสเซทไวส์ ผ่าน Asset A Plus
-ธุรกิจ Health & Wellness ผ่าน WHB เช่น Rocket Fitness และคลินิกกายภาพบำบัด Vitala
-ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ผ่าน Wisejai และ ZAAP World ในการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ
-ธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ผ่าน Treasure M พัฒนา Mingle Mall ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต
-ธุรกิจ Hospitality ผ่าน TITLE โดยเปิดตัว เดอะ ซาลูท (The Salute) Beach Restaurant ริมหาดในยาง และโรงแรมโวโค ภูเก็ต บางเทา (voco Phuket Bangtao) เป็นแห่งแรกในภูเก็ต ซึ่งคาดว่าจะให้บริการในปี 2569 และ 2572

ในปี 2569 แอสเซทไวส์ฯมุ่งดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” โดยวางกรอบกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 4 มิติหลัก ดังนี้
1.Product Excellence มุ่งยกระดับคุณภาพโครงการในทุกมิติ ทั้งการออกแบบฟังก์ชันและดีไซน์ เพื่อส่งมอบที่อยู่อาศัยรวมถึงบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของลูกค้าบนทำเลศักยภาพ สะท้อนมาตรฐานคุณภาพที่แข็งแกร่งและความใส่ใจในทุกรายละเอียดของแอสเซทไวส์
2.Business Transformation ขับเคลื่อนองค์กรด้วยการปรับกระบวนการดำเนินงาน การยกระดับศักยภาพบุคลากร และการบริหารจัดการธุรกิจและกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ รองรับการเติบโตในระยะยาว และสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรในทุกสภาวะตลาด
3.Exceeding Stakeholders’ Expectations ยกระดับการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ พนักงาน และสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน
4.Diversification & Partnership เดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านการกระจายพอร์ตธุรกิจและการลงทุนในโครงการบนทำเลที่หลากหลาย พร้อมผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ (New S-Curve) เสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง
โดยภายใต้กรอบกลยุทธ์ทั้ง 4 มิตินี้ แอสเซทไวส์ฯเชื่อมั่นว่าแผนธุรกิจปี 2569 จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในด้านยอดขาย รายได้ และการขยายพอร์ตโฟลิโอในทำเลศักยภาพ พร้อมสร้างคุณค่าให้กับนักลงทุน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ และเสริมศักยภาพการแข่งขันในระยะยาวอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตามในปีนี้ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ 18,500 ล้านบาท และรายได้รวม 12,500 ล้านบาท เติบโต 19% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ปีก่อน (YoY) โดยมีโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมโอนจำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 26,760 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับปี 2568 ที่เปิดตัว 11 โครงการ มูลค่ารวม 23,600 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มูลค่า 4,300 ล้านบาท และภูเก็ต มูลค่า 19,300 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมทั้งสิ้น 8,740 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 32,861 ล้านบาท โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาได้โอนไปจำนวน 2,515 ยูนิต รับรู้รายได้ 7,875 ล้านบาท และในปี 2569-2570 จะโอนประมาณ 6,225 ยูนิต รับรู้รายได้ 24,986 ล้านบาท สะท้อนความสามารถในการสร้างรายได้และการเติบโตในระยะยาว