"วิลล่า คุณาลัย" กางแผนยุทธศาสตร์ทางรอด ท่ามกลางวิกฤติปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 50% ประกาศกร้าว "หยุด" เปิดโครงการใหม่ยาว 5 ปี เน้นระบายสต๊อกหมื่นล้าน-เปิดเฟสใหม่ 2 ทิศกทม. พร้อมเบนเข็มรุกธุรกิจบ้านเช่า เตรียมเปลี่ยนที่ดินเก่าเก็บ 70 ไร่ ผุดเฮลท์แคร์ "Charasaran" เดย์เปิดตัวไตรมาส 3/69 ปั้นรายได้ระยะยาวสัดส่วน 40% ภายในปี 75 เปิดหน้าชนรัฐบาลใหม่ จี้ต่ออายุมาตรการรัฐและขยายสิทธิ์ต่างชาติถือครองที่ดิน 60 ปี -อุ้มโอน 0.01% ต่อลมหายใจอสังหาฯ ตั้งเป้าปีนี้กวาดยอดขาย 1,200 ล้านบาท ยอดโอนแตะ 600 ล้านบาท

นางประวีรัตน์ เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ความท้าทายอันดับ 1 ของธุรกิจอสังหาฯคือ ยอดการถูกปฏิเสธสินเชื่อ (Reject)จากสถาบันการเงิน ในกลุ่มบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของบริษัทฯเองที่ผ่านมาแม้ว่าลูกค้าจะมีความต้องการซื้อมาก แต่ก็มียอด Reject ที่สูงถึง 48 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากโดยที่ไม่เคยพบมากก่อน ซึ่งโครงการของบริษัทฯในทำเลบางบางบัวทอง ถือว่ามียอด Rejectที่สูง เพราะส่วนใหญ่เป็นบ้านระดับราคา 3-5 ล้านบาท แต่ก็เป็นทำเลที่ขายดีที่สุด ขณะทำเลโซนรังสิตจะมียอด Reject น้อยที่สุด และทำเลโซนพระราม 2 จะโอนกรรมสิทธิ์ได้มากที่สุด
ทั้งนี้มองว่าในปี 2569 ยังมีความท้าทายใน 3 ปัจจัยหลัก คือ ความสามารถในการบริหารสภาพคล่อง,วินัยทางการเงิน และโมเดลธุรกิจที่ตอบโจทย์การตลาดที่เปลี่ยนไป ด้วยการขยายไลน์ไปยังธุรกิจที่สร้างรายได้ระยะยาวมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2571-2575 จะมีธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5-7 ธุรกิจ และในปี 2575 จะทำให้บริษัทฯมีรายได้ระยะยาว จากธุรกิจ Recurring Income ในสัดส่วน 40% อีกทั้งบริษัทฯตั้งเป้าที่จะลดยอด Reject ให้น้อยลงกว่าปี 2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากจะมีพันธมิตรมาร่วมดีลในการสร้างวินัยทางการเงินให้ลูกค้า ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

ส่วนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป เมื่อมีการก่อตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ก็อยากให้มองถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เพราะทุกประเทศทั่วโลก ก็จะผลักดันให้ประเทศของตนเองเดินไปข้างหน้า ซึ่งประเทศไทยเองก็มีผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเห็นการบริหารประเทศอย่างที่ผ่านมาก็เริ่มท้อแท้บ้างเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลชุดใหม่ช่วยผลักดัน ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเองก็ต้องการความมั่นใจและกำลังใจจากภาครัฐ ด้วยการออกมาตรการต่างๆออกมาช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอยู่รอด และดำเนินธุรกิจต่อไปได้ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีกำลังซื้อได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ ก็อยากให้ขยายระยะเวลาในการครอบครองสิทธิ์ในที่ดินของชาวต่างชาติให้ยาวขึ้น คือประมาณ 60 ปี และต้องการให้ขยายมาตรการการลดค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับบ้านและคอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ที่จะหมดระยะเวลาในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ออกไปอีก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมการซื้อขายในตลาดอสังหาฯ

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯในช่วง 5 ปี นับจากปี 2569 นี้เป็นต้นไป จะไม่มีการเปิดตัวโครงการใหม่แต่อย่างใด เพราะต้องการลดความเสี่ยง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวน อีกทั้งยังมีสต๊อกเดิมเหลืออยู่ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดขายจำนวน 8 โครงการ รวมมูลค่า 14,000 ล้านบาท แต่มีมูลค่าเหลือขายประมาณ 11,000 ล้านบาท ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 5 ปีนี้ บริษัทฯจึงเน้นเพียงการเปิดเฟสต่อเนื่องภายใต้แบรนด์ “นาวาร่า” (NAVARA)ใน 2 โซนหลัก คือ

1.โซนเหนือของกทม. คือรังสิต ที่จะมีการพัฒนาบ้านสั่งสร้าง เป็นครั้งแรก ระดับราคาตั้งแต่ 9 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าประมาณ 400-500 ล้านบาท จากเดิมในโซนดังกล่าว ที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับราคา 4.7-20 ล้านบาท
2.โซนใต้ของกทม. คือ ทำเลบางขุนเทียน-ชายทะเล ที่จะพัฒนาบ้านสำหรับปล่อยเช่าเป็นครั้งแรก โดยระยะแรกจะพัฒนาบ้านเดี่ยวพร้อมเฟอร์นิเจอร์ ก่อนประมาณ 20 หลัง มูลค่าโครงการประมาณ 180 ล้านบาท ระดับราคา 9 ล้านบาทขึ้นไป โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องจากที่ตั้งโครงการอยู่ใกล้โรงพยาบาลผู้สูงอายุ บางขุนเทียน รวมไปถึงโรงพยาบาลของสถาบันมะเร็ง ที่คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2571 และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นอาจารย์ชาวต่างชาติ ที่สอนมหาวิทยาลัยในพื้นที่ใกล้เคียงกับโครงการ โดยสามารถปล่อยเช่าได้ในราคา 30,000-40,000 บาท/เดือน และผู้ซื้อเพื่อลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ประมาณเกือบ 6% ต่อปี

และล่าสุดได้เปิดตัว สโมสร “คี-อา-นู” (Keanu) ในโครงการ “นาวาร่า พระราม2 อย่างเป็นทางการเพื่อสะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างสมดุลบนทำเลศักยภาพถนนบางขุนเทียน–ชายทะเล ที่สามารถเชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองได้อย่างสะดวก แต่ยังคงความสงบและเป็นส่วนตัว
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่อากาศดีที่สุดของกรุงเทพฯ และเปรียบเสมือน “ปอดของคนกรุงเทพฯ” จากอิทธิพลของลมทะเลและพื้นที่สีเขียวโดยรอบ
โดยสโมสร คี-อา-นู มีที่มาจากภาษาฮาวาย แปลว่า “สายลมเย็น” ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่ส่วนกลาง แต่เป็นพื้นที่แห่งการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (Quality Time) ภายใต้บรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ โปร่ง สบาย และเป็นส่วนตัว รองรับกิจกรรมที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยทุกช่วงวัย ตั้งแต่การพักผ่อน การดูแลสุขภาพ ไปจนถึงการพบปะสังสรรค์ในชุมชน พื้นที่บางขุนเทียน–ชายทะเล ถือเป็นทำเลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในกรุงเทพฯ ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เปิดรับลมทะเล ทำให้มีอากาศถ่ายเทดีตลอดปี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบโครงการของ “นาวาร่า พระราม 2ที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันการใช้งานจริงของบ้าน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวในทุกช่วงวัย

นางประวีรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่ทำเลบางขุนเทียน-ชายทะเล มีอัตราการเจริญเติบโตที่มากขึ้น จากการที่เริ่มมีโรงพยาบาลผู้สูงวัย เข้ามาเปิดให้บริการ ประกอบกับมองว่าปัจจุบันอัตราการเกิดของประชากรไทยลดน้อยลง ขณะที่กลุ่มผู้สูงวัยมีตัวเลขที่สูงขึ้นทุกปี จึงมีแผนที่จะขยายไลน์สู่ธุรกิจเฮลท์แคร์ ด้วยการนำที่ดินสะสมของครอบครัว พื้นที่ 70 ไร่ มาพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ “Charasaran” By Kunalai ซึ่งจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 โซนหลัก คือ อาคาร 2 ชั้น 3 ห้องนอน สำหรับผู้สูงวัย เบื้องต้นจะเริ่มที่ 50 ยูนิตก่อน ,ที่พักแบบ 1 ชั้น ขนาด 2 ห้องนอน,ห้องที่ปลอดภัย และห้องแบบประคับประคองที่ดูแลอย่างใกล้ชิด(ผู้ป่วยติดเตียงระยะสุดท้าย) ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจากับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในไตรมาส 3/2569 และจะเริ่มดำเนินก่อสร้างในปี 2570
อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ คาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ 1,200 ล้านบาท และมียอดโอนที่ 600 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ผ่านมา