ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31.85 บาท/ดอลลาร์ "อ่อนค่าลงเล็กน้อย" กรุงไทยคาดในช่วง 24 ชั่วโมง จะอยู่ที่ระดับ 31.70-31.95 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.85 บาท/ดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.76 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up จนสามารถทรงตัวเหนือโซนแนวต้าน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ (แกว่งตัวในกรอบ 31.70-31.89 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) หลังธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 5-4 คงดอกเบี้ยตามที่คาดที่ระดับ 3.75% ทว่ามีคณะกรรมการโหวตลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ BOE ในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อย่างไรก็ดี แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่คลี่คลายลงบ้าง รวมถึงการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายของผู้เล่นในตลาดที่ยังมีอยู่ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวเพิ่มเติมทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ออกมาแย่กว่าคาด ช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น จะมีรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว ที่จะเป็นหนึ่งในมาตรวัดเงินเฟ้อที่ทาง FED ติดตาม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่การเลือกตั้งของไทย และญี่ปุ่น ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ นอกจากนั้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน (หลังทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับมาเจรจากันอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ นี้) ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ ตราบใดที่ตลาดการเงินยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งอาจยังพอช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้ กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดอาจยังเลือกที่จะถือสถานะ Short JPY (มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง) เพื่อรอลุ้นผลการเลือกตั้งญี่ปุ่นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ซึ่งผลการเลือกตั้ง หากเป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ดี เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด แม้จะมีโอกาสเห็นการอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอลุ้น ผลการเลือกตั้งของไทยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เช่นกัน
นอกจากนี้ เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์อาจเริ่มจำกัดลง เนื่องจากในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ควรเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มออกมาแย่กว่าคาด และที่สำคัญ เราประเมินว่า ในสัปดาห์หน้า เงินดอลลาร์มีโอกาสที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ออกมาแย่กว่าคาด ซึ่งภาพดังกล่าวอาจช่วยหนุนเงินบาทด้านแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมได้ หากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ที่ควรมาพร้อมกับการปรับตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นต่อได้
อย่างไรก็ดี เราขอเตือนว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงในช่วงหลังรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทย โดยหากอ้างอิงจากสถิติในอดีต เราพบว่า เงินบาทสามารถผันผวนในกรอบ 10th-90th percentile ราว +/-3% เป็นอย่างน้อย ในช่วง 1 เดือน หลังรู้ผลการเลือกตั้ง แม้ว่าโดยเฉลี่ย เงินบาทจะสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นราว +2% แต่หากผลการเลือกตั้งเป็นเหมือนปี 2023 ก็อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงกว่า -3% ในช่วง 1 เดือน หลังรู้ผลการเลือกตั้งได้ สวนทางกับค่าเฉลี่ยของสถิติที่เคยเกิดขึ้น
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (ที่กำลังเกิดขึ้น) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.70-31.95 บาท/ดอลลาร์