บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลประกอบการไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิ 2,458 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ที่มีกำไร 2,147 ล้านบาท หนุนโดยค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันอากาศยานเทียบกับน้ำมันดิบดูไบ
ปัจจัยหลักมาจากอุปทานน้ำมันสำเร็จรูปที่ตึงตัว หลังโรงกลั่นรัสเซียได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตี ขณะเดียวกันหลายโรงกลั่นในภูมิภาคเข้าสู่ช่วงปิดซ่อมบำรุง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับดีขึ้น
นอกจากนี้ ธุรกิจอะโรเมติกส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Optimization) หลังผ่านช่วงซ่อมบำรุงในไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสต็อกน้ำมัน 3,461 ล้านบาทในไตรมาสดังกล่าว
ภาพรวมทั้งปี 2568
กลุ่มไทยออยล์มีกำไรสุทธิ 14,584 ล้านบาท หรือ 6.53 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 4,625 ล้านบาทจากปีก่อน
แรงหนุนสำคัญมาจาก
-กำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 4,042 ล้านบาท
-รับรู้ส่วนแบ่งกำไรพิเศษจากเงินลงทุนในสิงคโปร์ 7,371 ล้านบาท
ในด้านการเงิน บริษัทลดหนี้รวมประมาณ 933 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการซื้อคืนหุ้นกู้และชำระคืนเงินกู้ระยะยาวล่วงหน้า พร้อมรับเงินสดจาก Asset Monetization อีก 18,230 ล้านบาท เพื่อนำไปลดภาระหนี้ต่อเนื่อง รวมถึงซื้อคืนหุ้นกู้เพิ่มอีก 550 ล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2569
สะท้อนกลยุทธ์ชัดเจนในการเสริมเสถียรภาพทางการเงินและบริหารโครงสร้างทุนอย่างรอบคอบ
แนวโน้มครึ่งแรกปี 2569
บริษัทประเมินว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มอ่อนตัวจากภาวะอุปทานล้นตลาด แม้ยังมีปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์กดดัน เช่น ความตึงเครียดสหรัฐฯ–อิหร่าน และสถานการณ์รัสเซีย–ยูเครน
ด้านค่าการกลั่นไตรมาส 1/2569 คาดยังอยู่ในระดับดี จากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานในช่วงฤดูหนาว ขณะที่อุปทานน้ำมันสำเร็จรูปบางส่วนถูกจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร
ไทยออยล์ยืนยันเดินหน้าบริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การยึดหลัก ESG เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย