กลุ่มบางจาก ประกาศศักดาในตลาดพลังงานข้ามชาติ เดินหน้าปิดดีลประวัติศาสตร์เข้าซื้อกิจการ "เชฟรอน ฮ่องกง" 100% เต็มสูบในไตรมาส 3/69 นี้ หวังใช้ฮ่องกงเป็นสปริงบอร์ดคุมเกมเทรดดิ้งน้ำมันระดับโลก ชี้ชัดเป็นจิ๊กซอว์สำคัญช่วยบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินดอลลาร์ พร้อมกางโรดแมปสุดโหดปี 2573 ต้องโตเท่าตัว ยันคดีความนักลงทุนต่างชาติไม่มีผลสะเทือนถึงบริษัท มุ่งหน้าทำกำไรบนรากฐานความยั่งยืน ท้าชนความผันผวนของราคาน้ำมันโลกแบบไม่เกรงใจใคร ตั้งเป้ารายได้ปี 69 เติบโต 15-20%

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ BCP เปิดเผยว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มูลค่ากิจการของบางจากฯ เติบโตขึ้นอย่างมากจากประมาณ 120,000 ล้านบาท สู่ระดับ 500,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 4-5 เท่า ความสำเร็จนี้เกิดจากการบริหาร Portfolio อย่างต่อเนื่อง โดยการขายสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำเพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการที่มี IRR สูงกว่า เช่น การขายเงินลงทุนในอาร์เจนตินา, ธุรกิจ Geothermal ในอินโดนีเซีย และโครงการในญี่ปุ่น เพื่อนำเงินมาลงทุนในสหรัฐอเมริกาที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 12-16% จากกระแส Data Center รวมถึงการเข้าซื้อกิจการ Esso (เอสโซ่) ในไทยก่อนหน้านี้

ส่วนความคืบหน้าหลังจากเข้าซื้อหุ้น “เชฟรอน ฮ่องกง”.(Chevron Hong Kong : CHK) แบบ 100% จาก Chevron Companies (Greater China) Limited ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบกิจการ (Due Diligence)คาดว่าจะชำระเงินและเสร็จสิ้นกระบวนการได้ในช่วงต้นไตรมาส 3/2569 นี้ มูลค่าการลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ประมาณ 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคาดว่าการลงทุน CHK จะคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 6-7 ปี ซึ่งมองว่าการเข้าลงทุนครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ

การลงทุนดังกล่าวเป็นการขยายธุรกิจไปยังตลาดพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในการขยายธุรกิจต่างประเทศ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์พลังงาน โดย CHK มีส่วนแบ่งการตลาดปั๊มน้ำมันในฮ่องกงที่ 17% มีธุรกิจน้ำมันค้าปลีก น้ำมันอุตสาหกรรม น้ำมันเรือเดินสมุทร คลังน้ำมัน และปั๊มน้ำมันทั่วฮ่องกง
“การเข้าซื้อกิจการเชฟรอนในฮ่องกง ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong. (BHK) ถือเป็นก้าวสำคัญในเชิงกลยุทธ์ โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดสถานีบริการในฮ่องกงประมาณ 17% แต่โอกาสสำคัญอยู่ที่ตลาดน้ำมันเรือเดินสมุทร (Marine Oil) ซึ่งมียอดขายสูงถึงพันล้านลิตรในปีที่ผ่านมา การมีฐานในฮ่องกงจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจ Trading ผ่านบริษัทในสิงคโปร์ได้คล่องตัวขึ้น โดยสามารถจัดหาน้ำมันจากทั้งในไทยและแหล่งอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ไปจำหน่ายยังฮ่องกงได้”นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มบางจาก มี 4 เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ การเข้าซื้อกิจการเชฟรอนในฮ่องกงครั้งนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการขยายสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่ผ่านการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนในหลายมิติ ประกอบด้วย
1.ส่วนต่างราคาน้ำมันที่สูงมาก: ราคาน้ำมันขายปลีกในฮ่องกงอยู่ที่ประมาณ 120 บาทต่อลิตร เทียบกับประเทศไทยที่อยู่ระดับ 30 กว่าบาท ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีกำไรต่อหน่วยสูงและเป็นตลาดเสรีที่รัฐบาลไม่แทรกแซงราคา
2.จุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกส์และ Trading: การได้ครอบคลุมไปถึงคลังน้ำมันใกล้สนามบินและท่าเรือ จะช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจ Trading ของบางจากฯ ให้มีตัวตนในศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของโลก
3.ลดความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: เนื่องจากเงินสกุลฮ่องกงผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ (USD Peg) การลงทุนในฮ่องกงจึงเปรียบเสมือนการถือครองสินทรัพย์ในสกุลเงินที่แข็งแกร่ง ช่วยลดความผันผวนของค่าเงินได้ดี
4.รองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น: เพื่อแก้ไขปัญหาการผลิตน้ำมันส่วนเกิน (Oversupply) จากโรงกลั่นหลังการควบรวมกิจการในไทย ซึ่งมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 120,000 บาร์เรลต่อวัน การมีตลาดรองรับในต่างประเทศจึงเป็นการบริหารจัดการ Supply Chain ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ซึ่งในปี 2569 ปริมาณการกลั่นของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 275,000 บาร์เรลต่อวัน การเข้าลงทุนในฮ่องกงจะเปิดเป็นการขยายพอร์ตการขายของโรงกลั่นทั้ง 2 โรงของบริษัทด้วย
ทั้งนี้บางจากฯ จะยังคงใช้แบรนด์ "Caltex" (คาลเท็กซ์) ต่อไปอีกในระยะแรก เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมที่คุ้นเคย โดยมีแผนที่จะค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นแบรนด์บางจากเพียงบางส่วนหลังจากผ่านไป 2 ปี และมีกรอบเวลาตัดสินใจทั้งหมด 5 ปี เพื่อประเมินการตอบรับของผู้บริโภคชาวฮ่องกง ก่อนที่จะพิจารณาการรีแบรนด์เต็มรูปแบบ

“การลงทุนครั้งนี้มีความเสี่ยงต่ำและมีเหตุผลสนับสนุนที่ชัดเจน โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 6-7 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการลงทุนในระดับสากล” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ยอมรับว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับเกือบ 80 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงปลายปี 2567 ลงมาเหลือเพียง 60 เหรียญต้นๆ ในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายในเชิงมูลค่าที่ลดลงตามราคาน้ำมันที่ตกลงกว่า 20 เหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในด้านปริมาณการจำหน่ายน้ำมันนั้นกลับมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของฐานลูกค้า ทั้งนี้ หากไม่นับรวมผลกระทบจากการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ผลประกอบการโดยรวมยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่ทีมงานตั้งไว้
ความสำเร็จจากการควบรวมและการสร้าง Synergy ประเด็นสำคัญในปีที่ผ่านมาคือการเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นน้ำมันศรีราชา (เดิมคือเอสโซ่) ซึ่งดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยปัจจุบันบางจากฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 99.7% การควบรวมครั้งนี้ส่งผลให้:
-กำลังการผลิตพุ่งสูงขึ้น: ปัจจุบันบางจากฯ มีกำลังการผลิตรวมกันถึง 280,000 บาร์เรลต่อวัน แบ่งเป็นโรงกลั่นพระโขนง 120,000 บาร์เรล และโรงกลั่นศรีราชา 160,000 บาร์เรล
-การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ (Synergy): สามารถสร้างมูลค่าจากการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยธุรกิจได้กว่า 7,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
-ขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์: โรงกลั่นศรีราชาสามารถรองรับเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ยักษ์ (VLCC) ที่มีความยาวเท่ากับ 3 สนามฟุตบอล และบรรทุกน้ำมันได้ถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อเที่ยว โดยสามารถเทียบท่าของบริษัทได้เอง ซึ่งช่วยเพิ่มอิสระในการบริหารจัดการต้นทุน
นอกจากนี้กลุ่มบางจาก ยังรุกตลาดพรีเมียมด้วยการเปิดตัวน้ำมัน "98 Plus" เพื่อเจาะกลุ่มรถยนต์ยุโรปสมรรถนะสูงที่ต้องการค่าออกเทน 98 โดยระบุว่าเป็นน้ำมันที่มีคุณภาพสูงที่สุดในตลาดขณะนี้ ด้วยการเพิ่มสารปรับแต่ง (Additive) มากถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไป เพื่อช่วยให้สมรรถนะเครื่องยนต์ดีขึ้น โดยตั้งเป้าการเติบโตของกิจกรรมทางการตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 25%

โดยการปรับโครงสร้างธุรกิจและเครื่องยนต์แห่งการเติบโตใหม่ (Growth Engine) บางจากฯ ได้แบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ:
1.Refinery & Marketing (R&M): ธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด
2.Trading Business: การซื้อขายน้ำมัน ซึ่งมีการขยายตัวโดยการเปิดสำนักงานใหม่ที่ดูไบ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
3.Upstream Business: ธุรกิจต้นน้ำ (สำรวจและผลิต)
4.Power: ธุรกิจไฟฟ้า
สำหรับธุรกิจต้นน้ำซึ่งดำเนินการผ่าน OKEA ที่ประเทศนอร์เวย์ แม้จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันขาลงทำให้เกิดการรับรู้ด้อยค่า (Impairment) บ้าง แต่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าลงทุนเจาะหลุมผลิตเพิ่มอย่างต่อเนื่อง คาดว่าโครงการที่ลงทุนไปในช่วงปีที่ผ่านมาจะเริ่มผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีก 20-25%
ทั้งนี้บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยได้รับรางวัลพระราชทานในด้านความยั่งยืน (Sustainability) และได้รับการยอมรับว่าเป็นบริษัทด้าน ESG ที่ดีที่สุดในภูมิภาค รวมถึงได้รับรางวัลด้านการพัฒนาบุคลากรติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากสถาบันระดับโลกอย่าง Kincentric (เดิมคือ Aon Hewitt) ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก

ทั้งนี้กลุ่มบางจากได้ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ว่าจะมี EBITDA ที่ 100,000 ล้านบาท และยอดขายรวม 1 ล้านล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานของธุรกิจในฮ่องกง (CHK) คาดว่าจะช่วยเสริมรายได้ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างกำไร (EBITDA) ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดมั่นคง ไม่ผันผวนตามค่าการกลั่น ทั้งนี้ บริษัทยังคงรักษาวินัยทางการเงิน โดยตั้งเป้าเรตติ้งไว้ที่ระดับ A+
“จากสถานการณ์ในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งตลาดโลกมีความผันผวนสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงและกระทบต่อรายได้ของบริษัทให้ต่ำกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 15-50% อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นี้ บริษัทมองว่าราคาน้ำมันจะเริ่มทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจมีการเติบโตในระดับ 5% ทั้งนี้ หากไม่มีการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) คาดว่าผลประกอบการจะดีกว่าปีที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเชิงรุกที่จะขยายตัวให้ได้ถึง "เท่าตัว" ภายในปี 2030 ภายใต้การรักษาอันดับเครดิตที่ระดับ A+”นายชัยวัฒน์ กล่าว
นอกเหนือจากเป้าหมายทางเศรษฐกิจ บางจากฯ ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ซึ่งฝังอยู่ใน DNA ขององค์กร จากการถูกจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย บริษัทเชื่อว่าการมีจุดมุ่งหมาย (Purpose) ที่ชัดเจนในเรื่อง Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) หรือ ESG และการดูแลโลก เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพในยุคปัจจุบัน

ส่วนประเด็นคดีความของนักลงทุนต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)นั้น ขอยืนยันว่า "ไม่กระทบกับบริษัทและบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ" โดยบางจากยังคงยึดมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความสุจริต โปร่งใส มุ่งเน้นความยั่งยืน (Sustainability) และการดูแลสังคมสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางของแบรนด์มาโดยตลอด เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป