OR ไม่ได้มีดีแค่ปั๊มน้ำมันโชว์กึ๋นบริหารต้นทุน เปิดงบปี 68 สุดแกร่ง ดัน EBITDA พุ่ง 15% กำไรสุทธิทะลุ 1.1 หมื่นล้าน โตกระโดด 47.8% สวนทางรายได้วูบ พร้อมเปิดเกมรุกฆาตปี 69 แปลงร่าง PTT Station สู่จุดเช็กอินไลฟ์สไตล์ ดัน "Blueplus+" สยายปีกดิจิทัล แบไต๋ดีลร่วมทุน CENTEL ผุด Budget Hotel ราคาหลักร้อยแต่บริการระดับโลก นำร่อง 6 จังหวัด มูลค่าลงทุน 700 ล้านบาท หวังดึงทราฟฟิกเติมเต็มอาณาจักร พร้อมประกาศกร้าว "เขย่าพอร์ตต่างประเทศ" สั่งเบรกแผนกัมพูชา ลั่นหากไปต่อไม่ไหวพร้อมถอนสมอแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด
.jpg)
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมธุรกิจที่ท้าทาย โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยOR ทำ EBITDA ได้ 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือ 15.2% และมีกำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,654 ล้านบาท หรือ 47.8% จากปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน การควบคุมค่าใช้จ่าย และความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้ดีในภาวะผันผวน
ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวเป็นผลจากการยกระดับการดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All toward Inclusive Growth” โดยใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวนและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตระยะยาว
สำหรับแผนลงทุน 5 ปี (2567-2571) OR ตั้งเป้างบลงทุนไว้ที่ประมาณ 58,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น:
1.กลุ่มธุรกิจ Mobility: ประมาณ 18,600 ล้านบาท เพื่อขยายสถานีบริการ PTT Station, สถานีชาร์จ EV Station PluZ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
2.กลุ่มธุรกิจ Lifestyle: ประมาณ 4,300 ล้านบาท เน้นการขยายเครือข่าย Cafe Amazon และการบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.กลุ่มธุรกิจ Global: จะมีการปรับลดงบประมาณลงและเน้นความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในบางประเทศ

เร่งขยาย OR Ecosystem เชื่อมโยงธุรกิจ–ผู้บริโภค
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญปี 2569 คือ การเสริมความแข็งแกร่งของ “OR Ecosystem” ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการในระบบกว่า 3.9 ล้านคนต่อวัน โดย OR มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจเข้ากับวิถีชีวิตผู้คนผ่านทั้ง Physical และ Digital Platform ในมิติ Mobility OR ใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลัก ทั้ง PTT Station และ EV Station PluZ เพื่อเชื่อมต่อบริการด้านพลังงานและไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน ปัจจุบัน OR มีปั๊มทั้งสิ้น 2,768 แห่ง มีสถานีEV 1,349 แห่ง มีร้านคาเฟ่อเมซอน 5,036 แห่ง และมีร้านจิฟฟี่รวมกับร้าน 7-11 รวม 2,468 แห่ง

ขณะที่กลุ่มธุรกิจ Lifestyle โดยเฉพาะ Café Amazon ซึ่งมีมากกว่า 4,600 สาขาทั้งในและต่างประเทศ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโต พร้อมต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อยกระดับสถานีบริการให้เป็นมากกว่าจุดเติมพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่เติมเต็มคุณภาพชีวิต และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคนต่อวัน เป็น 5 ล้านคนต่อวัน ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573)
ผนึก CENTEL ผุด Budget Hotel นำร่อง 6 จังหวัด มูลค่าลงทุน 700 ล้านบาท
ในการประชุมคณะกรรมการ OR คร้ังที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาได้มีมติอนุมัติให้บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ OR ถือหุ้น 100% จัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ทั้งนี้ Modulus จะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และ CENTEL ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน ตามลำดับ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนดังกล่าวเพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ OR ในการมุ่งแสวงหาธุรกิจใหม่ที่ตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ( All Lifestyles) และเติมเต็มระบบนิเวศน์ของ OR (OR Ecosystem)
โดยเบื้องต้นจะเป็นการพัฒนาก่อนใน 6 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ,ภูเก็ต,หาดใหญ่ จ.สงขลา,ชลบุรี,กาญจนบุรี และพระนครศรีอยุธยา โดยจะเป็นการเข้าเช่าพื้นที่ของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ PTT ทั้งในปั๊มและนอกปั๊ม พัฒนาโรงแรมขนาด 70-80 ห้อง/แห่ง ราคาเข้าพักประมาณกว่า 800-1,000 บาท/คืน โดยจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 700 ล้านบาท โดย OR จะลงทุนในส่วนที่เกี่ยวข้องประมาณ 346 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าการร่วมทุนครั้งนี้จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในกลางปี 2570 และหลังจากนั้นทาง OR จะประเมินผลโรงแรมทั้ง 6 แห่งอีกครั้งว่าจะขยายการลงทุนต่อไปทั่วประเทศหรือหยุดการพัฒนา
“สาเหตุที่ OR ตัดสินใจไม่พัฒนาโรงแรมเอง เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญและใช้เวลาเรียนรู้นาน จึงเลือกร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทาราที่มีความสามารถและมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เพราะเป็นการนำจุดแข็งมาเสริมกันและกัน มั่นใจว่าการร่วมทุนในครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถช่วยดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการสถานีเติมน้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ทั้งสถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟ ร้านซักอบผ้า ร้านอาหาร และร้านค้าอื่นๆ ในสถานีได้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง”หม่อมหลวงปีกทอง กล่าว

ดัน Digital Ecosystem ผ่าน blueplus+
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดย OR ใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ เป็นตัวเชื่อมระหว่างแพลตฟอร์มทางกายภาพและระบบดิจิทัล เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรม การมอบสิทธิประโยชน์เฉพาะบุคคล ไปจนถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ โดยปัจจุบัน OR มีสมาชิ blueplus+ กว่า 9.3 ล้านบัญชี และตั้งเป้าขยายฐานสมาชิกสู่ 14 ล้านบัญชี ในปี 2030 (พ.ศ.2573) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และทำความเข้าใจลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

เดินหน้าธุรกิจควบคู่บทบาทต่อสังคม
ตลอดปี 2568 OR ยังมีบทบาทช่วยเหลือสังคมในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะเหตุอุทกภัยในภาคเหนือและภาคใต้ ผ่านการสนับสนุนทั้งทรัพยากรและการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนแนวทางการเติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม
ก้าวต่อไป OR ยังคงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในทุกมิติ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นฐานการตัดสินใจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศนับจากนี้คงเลือกประเทศที่มีความเสี่ยงน้อย และบางประเทศที่มีปัญหาในขณะนี้ เช่น กัมพูชา ก็ชะลอแผนการลงทุนออกไปก่อน ส่วนที่ลงทุนไปแล้ว ก็ใช้วิธีประคองธุระให้เดินต่อไปได้ แต่ยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณาว่าจะเดินต่อไปทางไหน ซึ่งแนวทางต่อจากนี้จะต้องลดต้นทุนลงก่อน หากไม่ได้ผลอาจต้องหาวิธีถอนการลงทุนจากกัมพูชาแบบเจ็บตัวน้อยที่สุด
"ยอมรับว่าเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงสูงโดยเฉพาะในกัมพูชาที่ยอดขายตกลงราว 30-40% จากปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง รวมถึงในเวียดนามที่อาจมีการพิจารณาถอนการลงทุน (Exit) ในส่วนของ Cafe Amazon หากผลประกอบการไม่คุ้มค่า โดยจากนี้จะเน้นการเลือกลงทุนในประเทศที่มีความมั่นคง (Stability) สูงเป็นหลัก" หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวในที่สุด