เปิดกลยุทธ์ "จิราธิวัฒน์" ทะยานสู่ Top 100 โลก อัดฉีดงบลงทุน 3 ปีระห่ำ 23,000 ล้านบาท สั่งลุยซื้อกิจการ-รีโนเวทพอร์ตหรูเสริมแกร่ง พร้อมจับมือ OR ปั้นโรงแรมจิ๋วราคาหลักร้อยบุกสถานีบริการน้ำมัน 6 ทำเลทอง พร้อมเปิดเผยข้อมูลร่วมมี.ค.นี้ ทุบสถิติรายได้ปี 69 ตั้งเป้า 3.5 หมื่นล้านบาท ด้านแม่ทัพการเงิน โชว์กำไรปี 68 เฉียด 2 พันล้าน สั่งจ่ายปันผลจุกๆ 0.67 บาท

นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL เปิดเผยว่า บริษัทได้วางกรอบงบลงทุน 3 ปี (ปี 2569-2571) รวม 23,000 ล้านบาท โดยในปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนรวมไว้ที่ 7,500 ล้านบาท สำหรับใช้ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมประมาณ 6,600 ล้านบาท แบ่งใช้สำหรับปรับปรุงโรงแรมเดิมในพอร์ต (Renovation) ประมาณ 4,500-4,600 ล้านบาท และจะใช้สำหรับการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท
จากสถานการณ์ท่องเที่ยวในไทยที่ดีขึ้น การบริหารจัดการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเปิดให้บริการโรงแรมใหม่ และการปรับโฉมโรงแรมปัจจุบันสู่แบรนด์โรงแรมคอนเซ็ปต์ใหม่ ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท หัวหิน ในขณะที่โรงแรมยังเปิดให้บริการอยู่ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2570รวมถึงการปรับโฉมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา กระบี่ สู่ เซ็นทารา รีเซิร์ฟ กระบี่ โดยมีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2569 โดยเซ็นทารา คาดการณ์ว่า รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) จะอยู่ที่ 4,600 - 4,800 บาท
สำหรับแผนการขยายโรงแรมในปีนี้ เซ็นทาราเดินหน้าตอกย้ำความเป็นเครือโรงแรมชั้นนำ ด้วยการเตรียมเปิดให้บริการโรงแรมเพิ่ม 5 แห่ง โดยแบ่งเป็น 4 แห่งในต่างประเทศ และ 1 แห่งในไทย ได้แก่
-หิมาลายัน ไฮด์อะเวย์ รีสอร์ท โพคารา เดอะ เซ็นทารา คอลเลคชั่น จำนวน 42 ห้อง ซึ่งปักหมุด เป็นโรงแรมแห่งแรกของเซ็นทาราในเนปาล (เปิดให้บริการแล้ว เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา)
-เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า จำนวน 300 ห้องพัก โรงแรมแห่งที่ 2 ของเซ็นทาราในญี่ปุ่น (มีกำหนดเปิดในไตรมาส 2/2569)
ส่วนในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ เซ็นทารา มีกำหนดเปิดให้บริการ เซ็นทาราและเรสซิเดนซ์ วังดอน จำนวน 481 ห้อง และคริสตัล ฮอลิเดย์ ฮาร์เบอร์ วังดอน จำนวน 496 ห้อง ที่เมื่อรวมกันแล้ว จะทำให้เซ็นทารามีจำนวนห้องพักให้บริการในเวียดนามมากขึ้นถึงเกือบ 1,000 ห้องด้วยกัน นอกจากนั้นสำหรับในไทย เซ็นทารามีแผนเปิดให้บริการ เซ็นทารา ไลฟ์ สุราษฎร์ธานี โรงแรมไลฟ์สไตล์ ใจกลางเมือง จำนวน 110 ห้อง
“แผนธุรกิจและกลยุทธ์เติบโตในปีพ.ศ. 2569 เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจไปทั่วโลก พร้อมแผนปรับโฉมโรงแรมเพื่อเดินหน้าป้อนเข้าสู่ตลาด มุ่งมั่นเป็นแบรนด์ที่คว้าหัวใจของแขกผู้เข้าพักสมดังสโลแกน The Place to Be ภายใต้การเติบโตธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ยั่งยืน และเน้นมอบประสบการณ์การบริการอันอบอุ่นเสมือนครอบครัวให้แก่นักเดินทางทั่วโลกเสมือนที่เคยเป็นมา”นายธีระยุทธ กล่าว
ในส่วนของงานด้านฝ่ายขายและการตลาดของนั้น เซ็นทาราจะเดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มกำลังตลอดทั้งปี เพื่อผลักดันการเติบโตของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ รวมถึงเปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเป้าหมายของตลาดใหม่ที่บริษัทจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลจากการใกล้เปิดตัวโรงแรมน้องใหม่อย่างเซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า พร้อมหนุนกลยุทธ์เสริมทัพตลาดหลักๆ อย่างในประเทศไทย ยุโรป เอเชีย รัสเซีย และตะวันออกกลาง ทั้งนี้ แผนด้านการขายของเซ็นทาราจะเน้นการนำเสนอผ่านการจัดโรดโชว์ใน 18 ประเทศทั่วโลก ควบคู่ไปกับการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระดับสากล
ในด้านของการพัฒนาแบรนด์ เซ็นทาราจะเสริมความแกร่งเรื่องมาตรฐานงานบริการด้วย “Centara Grand Experience” รูปแบบใหม่ ที่จะทยอยเปิดตัว ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ทั่วโลก ในขณะที่แบรนด์เซ็นทารา รีเซิร์ฟ นั้นจะได้รับการยกระดับขึ้น เพื่อเน้นย้ำความเอ็กซ์คลูซีฟและสร้างความผูกพันกับแบรนด์ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้น การประยุกต์นำเอาเทคโนโลยีอัจฉริยะเข้ามาปรับใช้อย่างมีกลยุทธ์ก็จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของธุรกิจเซ็นทาราในระดับโลก ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมประสบการณ์ของแขกผู้เข้าพัก โดยหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ทางเทคโนโลยีครั้งนี้คือ Centara Data Warehouse ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และเสริมสร้างการนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalisation) ให้ออกมาได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งเซ็นทารายังได้พัฒนาแพลตฟอร์มการจองรูปในแบบใหม่ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวและการเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ พร้อมสำหรับการผสานเข้ากับเทคโนโลยี AI ในอนาคต ขณะที่แอปพลิเคชันโรงแรมและ รีสอร์ทในเครือเซ็นทาราที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน ก็มียอดดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 100,000 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มให้บริการในเดือนธันวาคมปี 2568 ที่ผ่านมา
ด้านการขยายธุรกิจผ่านการร่วมทุน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัท หรือบริษัทย่อยจัดจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ร่วมกับ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR โดย CENTEL จะถือหุ้นในสัดส่วน 51% ของทุนจดทะเบียน และ OR ถือหุ้นในสัดส่วน 49% ของทุนจดทะเบียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท
นายธีระยุทธ กล่าวอีกว่า การพัฒนาโรงแรมราคาประหยัดร่วมกับ OR จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ เสริมความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว ทั้งนี้ ในเฟสแรก จะเริ่มพัฒนาโรงแรม ภายใต้แบรนด์ใหม่ใน 6 ทำเล ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, พระนครศรีอยุธยา, สุราษฎร์ธานี, ชลบุรี และหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ขนาดโรงแรมจะอยู่ที่ประมาณ 69-79 ห้อง/แห่ง ระดับราคาจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 บาท/คืน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะมีการเปิดเผยร่วมกับกลุ่ม OR ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2569 นี้
อย่างไรก็ตามในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายรายได้รวมที่ 35,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 14-15% โดยจะมาจากกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ 15,700-15,900 ล้านบาท เติบโตประมาณ 14-15% จากปีก่อน และมาจากกลุ่มธุรกิจอาหารที่ประมาณ 19,100-19,300 ล้านบาท เติบโตประมาณ 14% จากปีก่อนเช่นกัน
โดยคาดว่าจะมีอัตราการเข้าพัก (OCC) โรงแรมจะอยู่ที่ประมาณ 75-78% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 72% และคาดจะมีรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) ที่ประมาณ 4,600-4,800 บาทต่อห้องต่อคืน เติบโตประมาณ 8-9% จากปีก่อนที่ 4,281 บาท/ห้อง/คืน ส่วนธุรกิจอาหารในปี 2569 คาดว่าอัตราการเติบโตจากยอดขายสาขาเดิม (SSS) ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรส ที่รับบริหาร จะเพิ่มขึ้น 3-5% และภาพรวมอัตราการเติบโตจากยอดขายรวม (TSS) ไม่รวมแบรนต์ร่วมทุนและแบรนด์ เดอะ เทอเรส ที่รับบริหาร จะอยู่ที่ 12-14%
สำหรับแผนการปรับปรุงในปีนี้ เช่น โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่ เป็นต้น เพื่อเสริมพอร์ตทั้งโรงแรมระดับบนและราคาประหยัด ทั้งในและต่างประเทศ ส่วนอีกประมาณ 900 ล้านบาท จะใช้ในการขยายสาขาในกลุ่มธุรกิจอาหาร โดยปีนี้บริษัทมีแผนขยายสาขาร้านอาหารใหม่ ประมาณ 75-85 สาขา เติบโตประมาณ 5-6% จากปีก่อน
นอกจากนี้ เซ็นทารายังมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีแผนในการลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว อาทิ การตั้งเป้าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (NET ZERO) ภายในปี 2593 โดยในปี 2567 เซ็นทาราสามารถลดการใช้พลังงานได้ 26%, ลดการใช้น้ำได้ 33%, ลดการทิ้งขยะไปสู่หลุมฝังกลบ 23%และลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 24%โดยมีโรงแรมในเครือเซ็นทารา 18 แห่ง ได้ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ (Solar Panel) เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อช่วยประหยัดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากนั้น โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราทุกแห่งยังได้รับการรับรองด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจาก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ถือเป็นความภาคภูมิใจครั้งสำคัญ เพราะเป็นเครือโรงแรมแรกในไทยที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกอย่าง GSTC
“อีกความภาคภูมิใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของเซ็นทารา คือ รางวัลอันทรงเกียรติมากมายที่เซ็นทาราได้รับมอบมาตลอดปีที่ผ่านมา อาทิ รางวัล Outstanding CEO, Best CFO และ Outstanding IR จากเวที IAA Awards for Listed Companies 2025 โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) และอีก 2 รางวัลอันทรงเกียรติ ทั้งในระดับองค์กร สาขา The Most Future Brand และระดับบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ สาขา Leader of the Leader จากเวที Future Trends Awards 2025 รวมถึงการได้รับการจัดอันดับ AAA ในการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับการประเมินจาก S&P Global เป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิก S&P Global Sustainability Yearbook 2026 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน”นายธีระยุทธ กล่าว
นายธีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2568 นนับเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของเซ็นทารา ที่แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายอันต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม แต่ด้วยจำนวนโรงแรมของเซ็นทาราที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจำนวนนักเดินทางที่ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสเอกลักษณ์การบริการอันอบอุ่นในสไตล์ครอบครัวของเราเพิ่มมากขึ้น จึงมั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้าอย่างมั่นคง เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาแบรนด์และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
”ในปีต่อจากนี้ เราตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์การเข้าพักที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นให้แก่แขกผู้เข้าพักของเราทุกคน พร้อมขยับใกล้เข้าสู่เป้าหมายสำคัญเพื่อก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 100 กลุ่มโรงแรมชั้นนำของโลกให้ได้ภายในปีพ.ศ. 2570 ตามที่มุ่งหวังไว้”นายธีระยุทธ กล่าว

ด้าน นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน และรองประธานฝ่ายการเงินและบริหาร CENTEL กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,992.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,752.99 ล้านบาท และมีรายได้รวม 25,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 24,239 ล้านบาท
โดยผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นมาจากรายได้จากธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ที่ 48% ของรายได้รวม และรายได้จากธุรกิจอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ที่ 52% ของรายได้รวม โดยส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอาหาร ซึ่งมีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงการปิดสาขาร้านอาหารที่ไม่ทำกำไร
ขณะเดียวกันที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 (งวดการดำเนินงานวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2568) ให้แก่ผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตราหุ้นละ 0.67 บาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569
สำหรับในปี 2569 บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีเป็นปีแรกจากโรงแรมที่เปิดให้บริการใหม่ในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ 1.โรงแรมเซ็นทารา กะรน วิลล่า จำนวน 50 ห้อง ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายของ โครงการ โรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต โดยเริ่มเปิดดำเนินงานตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ปี 2568 และ 2โรงแรมเซ็นทารา แกรนค์ ลากูน มัลดีฟส์ จำนวน 142 ห้อง เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน ปี 2568
โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาเซ็นทารามีอัตราการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยในปีที่ผ่านมานั้น เซ็นทารามีรายได้รวมอยู่ที่ 12,318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เทียบปีก่อน รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPar) เพิ่มขึ้น 5% เทียบปีก่อน โดยราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เทียบปีก่อน อยู่ที่ 5,922 บาท ทั้งนี้ กำไรสุทธิของเซ็นทารา อยู่ที่ 1,168 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6%