"SMO” ชี้วิกฤติตะวันออกกลางส่อดันราคา “ปาล์มไทย” พุ่ง! รับส้มหล่นพลังงานทดแทน จ่อผงาด All Time High กำไรพุ่ง 161% ปักธงปี 69 รายได้ทะยานหมื่นล้าน รุกส่งออกทะลุ 70% ล็อกเป้าเบอร์ 3 โลก
พลังงาน-อุตสาหกรรม

"SMO” ชี้วิกฤติตะวันออกกลางส่อดันราคา “ปาล์มไทย” พุ่ง! รับส้มหล่นพลังงานทดแทน จ่อผงาด All Time High กำไรพุ่ง 161% ปักธงปี 69 รายได้ทะยานหมื่นล้าน รุกส่งออกทะลุ 70% ล็อกเป้าเบอร์ 3 โลก

"กลุ่มสมอทอง" เผยจับตาตะวันออกกลางเดือด ชี้ชะตาพลังงานโลก หากยืดเยื้อดันน้ำมันดิบพุ่ง กางแผนรับมือวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ ชี้เป็น "ดาบสองคม" ต่ออุตสาหกรรมปาล์มไทย คาดราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดโลกพุ่งรับเทรนด์พลังงานทดแทน มั่นใจส่งอานิสงส์ "ปาล์มไทย" ทะยานรับส้มหล่นไบโอดีเซล รัฐจ่อขยับสัดส่วนผสมพยุงราคาพืชผลเกษตรพุ่งกระฉูด เตือนรับมือ "ต้นทุนแฝง" ค่าขนส่ง-ราคาปุ๋ยจ่อพาเหรดขึ้นราคา พร้อมจับตาเงินบาทผันผวนหลุด 30 บาท กระทบรายได้ส่งออก โชว์ฟอร์มผลประกอบการแกร่งทุบสถิติใหม่ รายได้ปี 68 ทะลุ 9,900 ล้าน กำไรโตกระฉูด 161% รับอานิสงส์ดีมานด์ปาล์มโลกพุ่ง กางแผนปี 69 เร่งเครื่องขยายโรงงานพนมเพิ่มกำลังผลิตอีก 31% รับช่วงไฮซีซัน พร้อมปรับกลยุทธ์ดันสัดส่วนส่งออกแตะ 70% ใช้ความได้เปรียบด้านต้นทุนดันน้ำมันปาล์มไทยครองใจอุตสาหกรรมอาหาร-พลังงานโลก มั่นใจไทยยืนหนึ่งเบอร์ 3 โลก ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภาษีอินเดียและความผันผวนจากอินโดนีเซีย นักลงทุนจับตายอดขาย CPO แตะ 2.7 แสนตัน หลังอัปเกรดเทคโนโลยีการผลิตใหม่เสร็จทันไตรมาส 2/69 ฐานกำไรใหม่พุ่งสู่ระดับ 700 ล้านบาทเตรียมรับมือช่วงฤดูผลผลิตทะลักเมษายนนี้  ดัน Net Profit Margin อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง พร้อมรับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตัวหนุนดีมานด์ในประเทศ

 

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ประกอบการธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง และธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อพลังงานโลก หากมีการต่อสู้ยืดเยื้อไปมากกว่า 3-6 เดือน จะส่งผลให้ราคาพลังงาน-น้ำมันดิบสูงขึ้น และรัฐบาลอาจจะปรับการใช้เชื้อเพลิงทดแทน หรือ ไบโอดีเซล(Biodiesel)  หรือไปใช้น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ผสมไบโอดีเซล (ทำจากพืชหรือไขมันสัตว์ หรือ B7) ก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มปรับตัวสูงขึ้นตาม ก็จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรที่จะขายวัตถุดิบได้ราคาที่สูงขึ้นด้วย  และราคาส่งออกไปต่างประเทศอาจจะสูงขึ้นด้วนเช่นกัน

“แต่สถานการณ์เช่นนี้อาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจจะแข็งค่าขึ้นไปอีก หรืออาจจะหลุด 30 ก็เป็นได้ เพราะคนหันไปซื้อทองมากขึ้น ขณะที่น้ำมันดิบ, ปุ๋ยและค่าขนส่งก็จะแพงขึ้นด้วย และส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้นตาม สำหรับ SMO เป็นส่วนหนึ่งของการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อาจได้อานิสงส์ของราคาตลาดโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในเร็วๆนี้ ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ไม่เพียงแต่กระทบการขนส่งน้ำมันดิบของโลก แต่อาจจะกระทบการขนส่งน้ำมันพืชชนิดอื่นๆด้วย”นายกิตติพงษ์ กล่าว

นายกิตติพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มตลาดโลกปีนี้คาดว่าเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่องจากปี 2568 ที่ผ่านมา สืบเนื่องจากความต้องการน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นจากอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร โอลีโอเคมิคอล และอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งน้ำมันปาล์มเป็นพืชน้ำมันที่มีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนและราคาที่ถูกกว่าพืชน้ำมันชนิดอื่น สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่ต้องการสินค้าราคาคุ้มค่า ในขณะที่มีมาตรฐานสูง ควบคู่ไปด้วย ซึ่งน้ำมันปาล์มตอบโจทย์ความต้องการข้างต้นได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ความต้องการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ คาดการณ์ว่าผลผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5 % จากปี 2568 หรือประมาณ 21-22 ล้านตัน โดยคาดว่าฝั่งความต้องการทางพลังงานอาจจะไม่เพิ่มขึ้นเนื่องจากนโยบายไบโอดีเซลของรัฐบาล น่าจะอยู่ที่ระดับ B3-B5 ไม่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ ส่วนฝั่งบริโภคคาดว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหาร และการท่องเที่ยว

สำหรับภาพรวมผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบของประเทศไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2% เมื่อเทียบกับปี 2568 ทำให้ประเทศไทยยังคงรักษาระดับการเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับ 3 ของโลก หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ 4.25% ตามหลังอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในสัดส่วนที่ 58% และมาเลเซีย สัดส่วน 24.70% โดยภาพรวมด้านการส่งออก คาดว่าจะทรงตัว หรือขยายตัวเล็กน้อย โดยมีอินเดียเป็นตลาดหลัก คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 98% ของการส่งออกไทย โดยปัจจัยด้านต่างประเทศที่ต้องจับตามองคือนโยบายภาษีนำเข้าของอินเดียที่อาจมีการปรับเปลี่ยน และนโยบายด้านพลังงานซึ่งอินโดนีเซียมีการประกาศชะลอการใช้น้ำมัน B50 ตามแผนเดินที่จะใช้ในปี 2569 ออกไปก่อน และภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มของอินโดนีเซียที่ทำให้ราคาในตลาดผันผวนมากขึ้น รวมถึงค่าเงินบาทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าทิศทางของราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4,100 – 4,500 ริงกิตต่อตัน หรือคิดเป็นประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ราคาผลปาล์มสด หรือ FFB ภายในประเทศจะเคลื่อนที่ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตามราคาผลปาล์มสดอาจจะเกิดการผันผวนได้ในบางช่วง ซึ่งอาจเกิดจากการแข่งขันรับซื้อวัตถุดิบ หรือการผันผวนของมันปาล์มดิบในตลาดโลก เนื่องจากเป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกันโดยตรงในห่วงโซ่อุปทาน

ภาพรวมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในปี 2569 ส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่อง หลังพื้นที่ปลูกทั่วประเทศขยับขึ้นแตะ 6.5 ล้านไร่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง "สมอทอง" เตรียมขยายกำลังการผลิตรับปริมาณผลผลิตที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 23 ล้านตัน พร้อมชูกลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มจากของเสียเพื่อความยั่งยืน

“จากรายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุด พบว่าอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศในปี 2568 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6.5 ล้านไร่ จากเดิม 6 ล้านไร่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เกษตรกรในโซนภาคใต้ เช่น นครศรีธรรมราช และพัทลุง เปลี่ยนพื้นที่นาข้าวและสวนยางพารามาเป็นสวนปาล์มมากขึ้น ดังนั้นในปี 2569 นี้ คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมัน (CPO) จะเพิ่มขึ้นจาก 20 ล้านตันในปี 2568 เป็น 21-23 ล้านตันในปีนี้ เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและปรากฏการณ์เอลนีโญที่หมดไป  สำหรับในด้านราคานั้น แม้ว่าราคาตลาดโลกจะมีความผันผวนตามราคาสินค้าทดแทนอย่างน้ำมันถั่วเหลือง แต่ประเมินว่าราคาวัตถุดิบในประเทศปีนี้จะยืนหยัดอยู่ในช่วง 6-7 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลใหม่ที่พยายามประกันราคาขั้นต่ำไว้ที่ 5 บาทต่อกิโลกรัม”นายกิตติพงษ์ กล่าว

นายกิตติพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ผลประกอบการของกลุ่มบริษัทสมทอง ในปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ทั้งรายได้และกำไร โดยมีปัจจัยหนุนจากการเปิดโรงงานใหม่และการขยายตลาดส่งออก สำหรับแผนงานในปี 2569 บริษัทเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตจาก 750 ตัน เป็น 11,000-12,000 ตัน โดยจุดแข็งสำคัญที่ทำให้บริษัทรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ คือประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต โดยตั้งเป้าอัตราการสกัดน้ำมันให้ได้ไม่ต่ำกว่า 18-20 กิโลกรัมต่อทลาย 100 กิโลกรัม แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านค่าเงินบาทที่ผันผวน ซึ่งเคยกระทบรายได้ส่งออกเกือบ 10% ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ไฮไลต์สำคัญของการดำเนินงานในปีนี้คือการมุ่งเน้น New Business เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดียว โดยบริษัทกำลังศึกษาการนำผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-products) มาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การนำเศษใยปาล์มไปผลิตพลังงาน การเปลี่ยนน้ำเสียเป็นก๊าซมีเทนเพื่อผลิต LDM ทดแทนก๊าซหุงต้มและน้ำมันดีเซล การรุกธุรกิจโรงงานสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม เพื่อผลิตน้ำมันและกากเมล็ดในปาล์มสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ทั้งในและต่างประเทศ

“เราเชื่อมั่นว่า แผนการขยายตัวและกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงในปี 2569 และต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในอุตสาหกรรมโรงงานสกัด”นายกิตติพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้กลุ่มบริษัทฯยังคงมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตที่ระดับ 10% จากปี 2568 ที่ทำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 53% และกำไรสุทธิที่ 678.89 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 161% นับว่าเป็นจุดสูงสุดใหม่ (All time High) ของทั้งรายได้และกำไรของ SMO

โดยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตในปี 2569 ประกอบไปด้วย เป้าปริมาณการขายน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ที่ระดับ 270,000 ตัน จากการขยายกำลังการผลิตโรงงานสาขาพนมที่จะแล้วเสร็จ ภายในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 31.25% สอดรับกับช่วงฤดูปาล์มที่จะมีผลผลิตออกมากที่สุดของปี ขณะเดียวกันบริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

You can share this post!