“พฤกษา” ไม่หวั่นศึกตะวันออกกลางกระทบ ชูซัพพลายเชนแกร่ง ล็อกต้นทุนพร้อมสรรพ ประกาศแผนปี’69 ผุด 7 โครงการ รวมมูลค่า 8,200 ล้านบาท ลุยต่อ 3 กลยุทธ์หลัก ด้าน"วิมุต" ผงาด Profit Engine เปิดตัว "Family Doctor" เขย่าวงการอสังหาฯ ไทย
อสังหาริมทรัพย์

“พฤกษา” ไม่หวั่นศึกตะวันออกกลางกระทบ ชูซัพพลายเชนแกร่ง ล็อกต้นทุนพร้อมสรรพ ประกาศแผนปี’69 ผุด 7 โครงการ รวมมูลค่า 8,200 ล้านบาท ลุยต่อ 3 กลยุทธ์หลัก ด้าน"วิมุต" ผงาด Profit Engine เปิดตัว "Family Doctor" เขย่าวงการอสังหาฯ ไทย

พฤกษา โฮลดิ้งฯประกาศกร้าว "พฤกษา" ยุคใหม่โนแคร์สงคราม ชูระบบซัพพลายเชนสุดแกร่งล็อกต้นทุนมิด โชว์ความเหนือชั้นในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ท่ามกลางความผันผวนของตลาด สะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ Reshaping Portfolio ในปี2568 จากการปรับพอร์ตโฟลิโอสู่ตลาดระดับกลางถึงบนลดสัดส่วนธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก และยกระดับคุณภาพโครงการให้สอดรับกับกำลังซื้อ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ได้สูงถึง 33.3% จากรายได้รวม 14,983 ล้านบาท ท่ามกลางภาวะตลาดที่ผันผวน ตอกย้ำประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตและวินัยทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปิดฉากปี 69 ด้วยกลยุทธ์ใหม่ภายใต้กรอบ “Asset-Optimized, Capital-Efficient, Well Living-Focused” มุ่งเปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นโอกาสเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว บริหารเงินทุนอย่างมีวินัย ยกระดับแบรนด์ผ่านความร่วมมือด้านสุขภาพและบริการครบวงจร ตั้งเป้าปี 69 กวาดรายได้ 18,800 ล้านบาท ธุรกิจเรียลเอสเตท เตรียมเปิดตัว 7โครงการใหม่ มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท ดันรายได้15,000 ล้านบาท ส่วนธุรกิจ เฮลท์แคร์เครือวิมุต  ลุยเดินหน้ากลยุทธ์ความเป็นเลิศ ปักธงสร้างรายได้ 2,600 ล้านบาท

 

นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกลาง นั้น ในระยะสั้นสงครามคงไม่ส่งผลกระทบอะไรกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และคาดว่าคงไม่ยืดเยื้อ  คิดว่าน่าจะต้องมีการจัดการให้จบได้เร็วพอสมควร จึงไม่กระทบกับราคาของโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2569 นี้ เพราะได้ล็อกราคาเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้เพราะพฤกษาฯมีความแข็งแกร่งในเรื่องของระบบ Supply Change จึงสามารถได้ล็อกราคาวัสดุต่างๆ เอาไว้ได้  แต่อาจจะมีเพิ่มบ้างในเรื่องของค่าขนส่ง ซึ่งก็ได้สำรองงบประมาณสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเอาไว้แล้ว

สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีแห่งความสำเร็จของพฤกษา โฮลดิ้ง สะท้อนผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมจากกลยุทธ์Reshaping Portfolio ของพฤกษา โฮลดิ้ง โดยบริษัทฯ ได้มุ่งปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ โฟกัสธุรกิจหลัก และยกระดับสัดส่วนโครงการในตลาดระดับกลางถึงบน ควบคู่กับการลดการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก ส่งผลให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้ที่ 33.3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า จากรายได้รวม14,983 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญสภาวะตลาดที่ท้าทาย

ขณะเดียวกัน ยังคงความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) เพียง 0.28 เท่า พร้อม Backlog กว่า 3,000 ล้านบาท และด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นธุรกิจหลัก ปรับลดพอร์ตการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทำกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 247 ล้านบาท ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัวและการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลาง-ล่าง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน

“ในปี 2569 นี้ เราตั้งเป้าหมายรายได้รวมที่ 18,800ล้านบาท เป็นรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจเฮลท์แคร์ 2,600 ล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุน 4,400 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และในปีนี้เราวางกลยุทธ์ต่อเนื่องภายใต้ Reshaping Portfolio โดยมุ่งเน้น 3 แกนหลัก “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused” มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และโฟกัสพอร์ตการลงทุนเพื่อความคล่องตัวทางการเงิน และต่อยอดความได้เปรียบเชิงแบรนด์จากการผสานธุรกิจที่อยู่อาศัยและเฮลท์แคร์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ จุดแข็งสำคัญของพฤกษาคือ การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายเดียวที่มีธุรกิจโรงพยาบาลในเครือ ซึ่งทำให้เราสามารถสร้างความแตกต่างผ่านการเชื่อมโยง ‘บ้าน’ กับ‘การดูแลสุขภาพ’ ได้อย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้ทิศทางธุรกิจที่ชัดเจนและมั่นคง” นางสาวปัทมา กล่าว 

ในมิติแรก “Asset-Optimized, Recurring-Built” บริษัทฯ เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการบริหารจัดการพอร์ตที่ดินมูลค่ากว่า 12,800 ล้านบาท เปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นรายได้ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและการสร้างรายได้จากการเช่ารูปแบบใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มเฮลท์แคร์, อะพาร์ตเมนต์, ไฮบริด เรสซิเด้นท์ และคลังสินค้า พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้วางโรดแมปเร่งสปีดการพัฒนาและการโอนกรรมสิทธิ์ โดยตั้งเป้าปิดโครงการรวม 22 โครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและลดภาระในการดูแลสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ สำหรับความคืบหน้าในธุรกิจคลังสินค้า “โอเมก้า บางนา โลจิสติกส์ แคมปัส” ซึ่งเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะบนพื้นที่กว่า217,000 ตารางเมตร ที่ถือเป็นหนึ่งในคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อรองรับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การกระจายสินค้า และสอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจยุคใหม่ บริษัทฯ จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 3 พร้อมได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรรายใหญ่ในกลุ่มโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ช โดยคาดว่าจะมียอดจองพื้นที่กว่า 60% ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้นำที่ดินจากพอรต์ที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการ และเพิ่มสัดส่วนบ้านในเซ็กเมนต์กลางถึงบน เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน สำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน “Capital-Efficient, Growth-Enabled” บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นอันดับหนึ่ง กลุ่มพฤกษาเร่งชำระหนี้โดยลดสัดส่วนหนี้สุทธิต่อทุน (Gearing Ratio) ให้ต่ำกว่า 0.3 เท่า ภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับการขยายวงเงินสินเชื่อและจัดหาเงินทุนโครงการในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินให้ต่ำกว่า 3.5% ลดสต๊อค เร่งการรับรู้รายได้จากการโอนบ้านพร้อมอยู่และคอนโดมิเนียมให้เร็วขึ้น 3-6 เดือน และเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่น ๆ เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน(Operating Cashflow) และเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งรองรับการเติบโตในระยะถัดไป

ขณะที่ในมิติสุดท้าย “Well Living-Focused, Brand-Strengthened” บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในกลุ่ม Mid-to-Upper Segment เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการผสานแนวคิดสุขภาพเข้าสู่ที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเปิดตัวบริการ Family Doctor ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำโมเดล“แพทย์ประจำครอบครัว” มาบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัย

Family Doctor สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสำคัญของพฤกษา จาก “ผู้สร้างที่อยู่อาศัย” สู่ “ผู้สร้างความเป็นอยู่ที่ดี” มุ่งเน้นส่งเสริมสุขภาพ โดยแพทย์จะดูแลสุขภาพลูกบ้านแบบองค์รวมและต่อเนื่อง ซึ่งจะเข้าใจประวัติสุขภาพของแต่ละครอบครัวอย่างลึกซึ้ง พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalized Wellness)ในกลุ่มโครงการระดับกลางถึงบนอย่างใกล้ชิด ควบคู่บริการ Well Care @Home ดูแล ให้คำปรึกษาและตรวจสุขภาพเบื้องต้นถึงหน้าบ้านภายในโครงการ การให้คำปรึกษาทางไกล (Telemedicine) ที่เชื่อมต่อการดูแลสุขภาพเข้ากับที่อยู่อาศัยอย่างไร้รอยต่อ รวมถึงสิทธิพิเศษด้านสุขภาพ มอบความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกบ้านพฤกษาที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ สำหรับบริการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างพฤกษา เรียลเอสเตท และโรงพยาบาลวิมุต ตอกย้ำความเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกและรายเดียวที่มีธุรกิจโรงพยาบาลในเครือ และสามารถเชื่อมโยง“บ้าน” กับ “การดูแลสุขภาพ” ได้อย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Lifetime Well-Living อยู่ดี...ทั้งชีวิต” เพื่อยกระดับมาตรฐานการอยู่อาศัยและสร้างคุณค่าในระยะยาว

ทั้งนี้ ทิศทางกลยุทธ์สำหรับปี 2569 ถือเป็นภาพสะท้อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากการเน้น “การเติบโตด้วยการขยายพอร์ต” สู่ “การเติบโตเชิงคุณภาพ”ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและสินทรัพย์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการสร้างรายได้ประจำควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม พร้อมสร้างความแตกต่างผ่านบริการด้านสุขภาพ เพื่อเสริมเสถียรภาพรายได้ในระยะยาวและยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  

แผนการเติบโตในปีนี้ ตั้งเป้าไว้สูงถึง 30% มีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมที่จะทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจกลุ่ม "วิมุต" (Wimutti) จะเป็นปีแรกที่ก้าวขึ้นมาเป็น "Profit Engine" หรือเครื่องยนต์หลักในการสร้างกำไรให้กับกลุ่มบริษัทอย่างเต็มตัว

“ปี 2568 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญแห่งการปรับสมดุลและเสริมรากฐานโครงสร้างธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ ปี 2569 ซึ่งจะเป็นปีแห่งการปลดล็อกศักยภาพสินทรัพย์และสร้างรายได้ต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ ภายใต้โครงสร้างการเงินที่มั่นคงและสภาพคล่องที่แข็งแกร่ง ด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการขยายฐานรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์ โดยเรายังคงมุ่งมั่นต่อวิสัยทัศน์ในการยกระดับ Lifetime Well-Living สู่ Holistic Health Experience ที่ครอบคลุม ทุกมิติชีวิต เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวปัทมา กล่าว

 

นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS  กล่าวว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็นความท้าทายที่จะต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอาจจะปรับแผน Roadmap ในเชิงกลยุทธ์ แต่สำหรับการเปิดโครงการใหม่ยังคงตามแผนเดิม เพราะเป็นการเปิดตาม Strategic Location ที่มีความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นโครงการที่เป็น Rare Item ในเบื้องต้นจึงยังยืนตามแผนเดิม

ส่วนภาวะสงครามจะส่งผลให้เกิดกำลังซื้อจากต่างชาติที่มองไทยเป็น Safe Haven หรือไม่นั้น เนื่องจากสถานการณ์เพิ่มจะเกิดขึ้นจึงยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน แต่ที่สิ่งที่ทางบริษัทเห็นในกลุ่มของลูกค้าต่างชาติขณะนี้ คือมีความต้องการที่จะซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) มากขึ้น จากเดิมอาจจะซื้อเพื่อการลงทุน และที่แปลกใจคือ ชาวต่างชาติที่มาซื้อที่อยู่อาศัยมีอายุน้อยลงด้วย จากเดิมอายุประมาณประมาณ 30-40 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 20-30 ปี

“สงครามการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ พบว่าประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าในปัจจุบันสถานการณ์ด้านซัพพลายเชนจะยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ราคาน้ำมันถือเป็นด่านแรกที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งขณะนี้ยังมีการตรึงราคาไว้ได้อยู่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การตรึงราคาน้ำมันอาจมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากช่วง 15 วันข้างหน้า ซึ่งหากมีการปรับราคาสูงขึ้นจริง ทางบริษัทได้เตรียมแนวทางการบริหารจัดการภายในเพื่อรองรับไว้แล้ว เนื่องจากบริษัทมีโรงงานผลิตเป็นของตนเอง จึงสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการการขนส่งได้ โดยมีแผนจะเปลี่ยนมาใช้การ ‘วิ่งส่งสินค้าตามโซน’ เพื่อควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงโครงการต่างๆ โดยเรามีการบริหารจัดการใหม่ในรูปแบบของโรงงานภายในของเราเอง โดยจะจัดกลุ่มการขนส่งไปยังโครงการต่างๆ เป็นโซนเพื่อควบคุมต้นทุน แต่ทั้งนี้แผนดังกล่าวยังไม่ได้เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการเนื่องจากผลกระทบยังมาไม่ถึงจุดนั้น" นายธีระ กล่าว

นายธีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของแผนรับมือวิกฤติที่รุนแรงกว่านี้ ทางบริษัทฯ ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้แผนรับมือขนาดใหญ่ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบที่รุนแรงถึงระดับที่ต้องตื่นตระหนก แต่จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ในระหว่างการจัดตั้งนั้น จึงอยากให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศพิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ออกไปอีก เพื่อเป็นการกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยที่ต้องมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และประเด็นที่น่าสนใจและเป็นข้อเสนอแนะใหม่ คือการให้ความสำคัญกับ "กลุ่มลูกค้าที่สนใจการเช่า" หรือที่พักอาศัยในรูปแบบ Leasehold มากขึ้น โดยเสนอให้สถาบันการเงินพิจารณาในเรื่องของ การปล่อยกู้หรือสนับสนุนสินเชื่อ ให้ครอบคลุมถึงโครงการประเภทเช่าด้วย จากเดิมที่การสนับสนุนด้านสินเชื่อมักจะโฟกัสไปที่โครงการที่เป็นการอยู่อาศัยหลักเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันเริ่มเห็นทิศทางของความต้องการ (Demand) ในส่วนของการเช่าที่เพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นโจทย์ใหม่ที่ภาครัฐและสถาบันการเงินควรเข้ามาดูแลเพื่อรองรับความต้องการในส่วนนี้

ทั้งนี้ในปี 2568 ที่ผ่านมา พฤกษา เรียลเอสเตทฯ ได้เปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ มูลค่า 13,300 ล้านบาท ตามแผน โดยมียอดพรีเซลที่ 11,050 ล้านบาท และยอดโอน 11,500 ล้านบาท มีสินค้าพร้อมขายมูลค่ารวมกว่า 66,400 ล้านบาท นอกจากนี้ ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอของพฤกษา เรียลเอสเตท ราว 45% ของโครงการใหม่อยู่ในกลุ่มพรีเมียม (มากกว่า 7 ล้านบาท) และระดับกลางราคา 3-5 ล้านบาท คิดเป็น 42% ในขณะที่ 13% เป็นกลุ่มราคาระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโครงการที่เป็นที่ต้องการของตลาดและระบายโครงการที่ขายช้าออกไปอย่างต่อเนื่อง

“แม้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและการแข่งขันด้านราคาโดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางถึงล่าง แต่เรายังสามารถบริหารต้นทุนผ่านกลยุทธ์การแบ่งโซน การปิดโครงการเก่าปรับการออกแบบและต้นทุนผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับราคาและความต้องการในแต่ละโซน รวมทั้งการเร่งโอนคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปี ส่งผลให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น” นายธีระ กล่าว

สำหรับปี 2569 พฤกษา เรียลเอสเตท มีกลยุทธ์ที่จะเร่งระบายสต๊อกพร้อมอยู่ ควบคุมต้นทุนต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสด ให้แข็งแกร่ง พร้อมเร่งยอดผ่านช่องทางออนไลน์และฐานลูกค้าเดิมที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ ขยายช่องทางเอเจนท์เพิ่มขึ้น 10% โดยเน้นไปที่กลุ่มต่างชาติทั้งจีน เมียนมา และไต้หวัน เพิ่มการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ด้านราคา รวมไปถึงการออกแคมเปญโปรโมชัน และแคมเปญเพื่อสนับสนุนด้านการเงินแก่ลูกค้า ทั้งโปรแกรมพฤกษา พาส ที่ให้ลูกค้าทำสัญญา "ผ่อนตรงกับโครงการ" สูงสุด 1 ปี และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที และยังมีแผนออกโปรแกรมอื่นๆ เพื่อช่วยลูกค้าที่อยากมีที่อยู่อาศัย แต่ติดปัญหาด้านสินเชื่อเพิ่มเติมอีกด้วย

ด้านแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 อีก 7 โครงการ จะเป็น Brand Champion ที่เป็นความชำนาญของพฤกษาและเลือกสร้างโครงการใน Strategic Location มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท  แบ่งเป็นแนวราบ 4 โครงการ ,แนวสูง 2 โครงการ และอาคารพาณิชย์ 1 โครงการ โดยตั้งเป้ายอดพรีเซล 16,500 ล้านบาท รายได้ 15,000 ล้านบาท (ไม่รวมยอดจากโครงการที่มีการร่วมลงทุน) ซึ่งมีที่ดินรองรับไว้ทั้งหมดแล้ว โดยมีโครงการไฮไลต์ได้แก่ เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1 ซึ่งเป็นโครงการลักชัวรี่ระดับราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป, เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8 แบบบ้านดีไซน์ใหม่ที่นำ “คอร์ทยาร์ด” มาเชื่อมพื้นที่ภายในบ้านกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน, เดอะ ปาล์ม วิภาวดี 64 บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด3 ชั้น สไตล์ Modern Tropical เพียง 19 ครอบครัว ขนาด 42.1-66.2 ตารางวา นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวคอนโดฯสำหรับ Pet Parent แห่งแรกของพฤกษาที่แชปเตอร์ วันรัชดา 19 ด้วย

“โครงการที่พัฒนาในปีนี้ ไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ประมาณ 40 ไร่ ในโซนปทุมธานี (กรุงเทพฯ ตอนเหนือ) ซึ่งคาดว่าจะพัฒนาเป็นโครงการแนวราบในรูปแบบ "Product Mix" ที่มีทั้งที่อยู่อาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial) เพื่อตอบโจทย์การปรับผังเมืองใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”นายธีระ กล่าว

นายแพทย์นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจโรงพยาบาลในเครือวิมุตเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในปี 2568 โดยมีรายได้รวม 2,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3% และมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) 232 ล้านบาท เติบโตเท่าตัว โดยโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เริ่มทำกำไรรายไตรมาสได้กว่า 12 ล้านบาท และในเดือนธันวาคม 2568 มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งโรงพยาบาลมา ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายการบริการดูแลรักษาในสาขาหลัก เช่น สุขภาพปอด หัวใจและหลอดเลือด และกระดูกและข้อ รวมถึงการเติบโตของลูกค้าประกัน ลูกค้าองค์กร และการเติบโตของกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ทั้งเมียนมา (เติบโตขึ้น 10 เท่า) กลุ่มอาหรับ (เติบโต 2 เท่า) จีน และแอฟริกาในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในส่วนของโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ นอกจากความเป็นผู้นำด้านการป้องกันและรักษาผู้ป่วยเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มจากการโปรโมทศูนย์ตรวจสุขภาพและยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน กับบริษัทขนาดใหญ่โดยรอบและลูกบ้านพฤกษา เพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ง่ายขึ้น

โดยในปี 2569 เครือวิมุตได้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่2,600 ล้านบาท เติบโต 16% โดยมีกลยุทธ์หลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่    

1) ด้านผลิตภัณฑ์ จากความสำเร็จของการเปิดการบริการดูแลรักษาในสาขาหลักต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธินมีแผนขยายการบริการดูแลรักษาระบบทางเดินอาหารและตับ และระบบประสาทและสมอง และได้ออกแคมเปญเพื่อการดูแลสุขภาพสตรีครบครันทั้งสุขภาพภายในผู้หญิงและเรื่องความงามภายนอก ขณะที่โรงพยาบาลวิมุต-เทพาธารินทร์ เน้นศูนย์ไลฟ์สไตล์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ศูนย์อุบัติเหตุ และศูนย์ทางเดินอาหารและตับ

2) ด้านการตลาด มีแผนขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางประกันภัย ลูกค้าองค์กร ชาวต่างชาติที่พักอาศัยในประเทศไทย และการส่งต่อผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาล

3)ด้านการดำเนินงาน มุ่งยกระดับการดำเนินงานสู่มาตรฐานสากล (Operational Excellence) โดยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ป่วยให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น ผ่านการใช้Telemedicine ระบบดิจิทัล และการออกแบบกระบวนการใหม่เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันเดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือในระดับสากล (Global Credibility) ผ่านการขยายช่องทางสื่อสารไปยังคนไข้โดยตรง (D2P) ขยายการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างแพทย์ (D2D) และเพิ่มปริมาณเคสที่มีความซับซ้อน (Complex Cases) ควบคู่กับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนเพื่อยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของแบรนด์ในระยะยาว

 

You can share this post!