SC ปฏิวัติทัพรอบ 20 ปี สลัด “Asset” ทิ้ง-ชูดอกทานตะวันสู้ศึก AI ครองโลก ทุ่ม 8 พันล้านปั้น 3 Engine จับตา 2 คอนโดฯใหม่ แพงสุด-ใหญ่สุด ตั้งแต่พัฒนามา ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้แตะ 2.55 หมื่นล้านบาท
อสังหาริมทรัพย์

SC ปฏิวัติทัพรอบ 20 ปี สลัด “Asset” ทิ้ง-ชูดอกทานตะวันสู้ศึก AI ครองโลก ทุ่ม 8 พันล้านปั้น 3 Engine จับตา 2 คอนโดฯใหม่ แพงสุด-ใหญ่สุด ตั้งแต่พัฒนามา ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้แตะ 2.55 หมื่นล้านบาท

เอสซีฯ ประกาศรื้อโครงสร้างแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบสองทศวรรษ สลัดภาพลักษณ์อสังหาฯ แบบเดิม“ไม่วิวัฒนาการ ก็สูญพันธุ์!” สู่ “สิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการได้” รับมือโลกยุค AI  ทุ่มงบ 8,000 ล้านบาท ขับเคลื่อน 3 เครื่องยนต์ธุรกิจ กระจาย  แหล่งรายได้ เพิ่ม Recurring Income และสร้าง New S-Curve แห่งอนาคต พร้อมสร้างปรากฏการณ์คอนโดฯ หรูระดับอัลตร้า ลักชัวรี ย่านพระราม 4 ทุบสถิติตารางเมตรละ 1 ล้านบาท มั่นใจพอร์ตรายได้ประจำ-ธุรกิจใหม่ ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 แตะ 25,500 ล้านบาท ดันกำไรพุ่งนิวไฮภายในปี 2573

 

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC เปิดเผยว่า โลกยุคปัจจุบันมีความขัดแย้ง แตกร้าว ผันผวน ในทุกภูมิภาคของโลกนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมากจากโลกที่ยึดหลักเกณฑ์ ไม่สะสมพรรคพวก และAI จะฉลาดกว่าคนทั้งโลกรวมกันในปี 2030 (พ.ศ.2573) ดังนั้นสิ่งมีชีวิตที่จะรอดและก้าวข้ามแต่ละยุคสมัยไปได้ต้องมีวิวัฒนาการ ปรับตัวสม่ำเสมอ แบรนด์ก็เช่นกันที่เปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต ดังนั้นหากทุกแบรนด์ต้องการที่จะอยู่รอดในทุกยุคสมัยได้ ต้องมีวิวัฒนาการ หากไม่มีสิ่งนี้ก็จะไม่รอดและสูญพันธุ์ไปในที่สุด ซึ่ง SC ก็มีการปรับตัวมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะเป็นหนึ่งในค่าวัฒนธรรมองค์กร โดยใช้ความหลากหลายรับมือกับความผันผวน

ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนโลโก้ โดยใช้ดอกทานตะวันเป็นสัญลักษณ์ของ SC ซึ่งโดยธรรมชาติจะหันหน้าไปทางดวงอาทิตย์ และแสงอาทิตย์จะช่วยให้ดอกทานตะวันอบอุ่นก็จะดึงดูดแมลงมา และแมลงจะช่วงทำให้ดอกทานตะวันขยายพันธุ์ออกไปได้ไม่สูญพันธุ์ ซึ่งเหมือนกับ SC ที่หันหน้าไปหาลูกค้าอยู่เสมอ เพราะต้องการทราบว่าลูกค้าต้องการอะไรในแต่ละวัน ซึ่งลูกค้าจะทำให้องค์กรเติบโตและอยู่รอดได้ จึงได้รับแรงบันดาลใจจากดอกทานตะวัน ซึ่งเป็นทัศนคติในการทำงานของ SC และเมื่อซูมเข้าไปในดอกทานตะวันจะพบว่า โครงสร้างของดอกทานตะวันมีความน่าสนใจมาก โดย 1 ดอกจะประกอบด้วยดอกเล็กๆมากมายประมาณ 1,000-2,000 ดอก ซึ่งดอกเล็กๆเหล่านี้จะช่วยขยายพันธุ์ให้กับทานตะวันเติบโตได้ โดยสรุปแล้วโครงสร้างดอกทานตะวันมีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นโครงสร้างที่มีระบบที่แข็งแกร่ง แต่รูปแบบไม่ตายตัว ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของ SC เพราะการเติบโตของบริษัทฯในยุคใหม่ อะไรก็เป็นไปได้ จะเติบโตแบบไม่จำกัด บนธุรกิจที่หลากหลาย แต่ยังอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีระบบ จึงเป็นที่มาของการนำดอกทานตะวันมาเป็นโลโก้ของ SC คือ จะเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด จากธุรกิจที่หลากหลายและพื้นฐานแข็งแกร่ง แผ่สร้างคุณค่าให้ผู้คนวงกว้างขึ้น

 

“ในปี 2569 นี้ ถือว่าเป็นการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ของของ SC  ด้วยการปรับเปลี่ยนโลโก้และภาพลักษณ์ในรอบ 20 ปี โดยโลโก้จะมีการเพิ่มสีขาวและสีชมพูขึ้นมาด้วย นอกเหนือจากเดิมที่เป็นแต่สีส้ม เสมือนเป็นการตะโกนที่ดังที่สุดถึงกลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มคนใหม่ๆ อีกทั้งมีการนำคำว่า Asset ออกจากโลโก้ สะท้อนถึงคำว่า อะไรความเป็นไปได้ในเอสซีที่จะเติบโตในธุรกิจหลากหลาย และเติบโตแบบไม่มีข้อจำกัด แต่ยังอยู่ในพื้นฐานที่มีระบบและแข็งแรง คือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กร  ที่เป็น ‘มากกว่าที่อยู่อาศัย’ มีพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นหลากหลาย เพื่อสื่อสารเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ”นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี 2569 ว่า ยังมี 3 ปัจจัยที่ยังเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากปี 2568 คือ

1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) โตชะลอ มีความผันไม่แน่นอน ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ

2.หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง โดยอัตราหนี้ครัวเรือน:GDP อยู่ที่ 7-8%

3.การแข่งขันที่สูงในตลาดบ้านและคอนโดฯ โดยเฉพาะบ้านแนวราบ ที่ยังมีสงครามราคาเกิดขึ้นต่อเนื่องมาถึงปี 2569

“ทั้ง 3 เรื่องนี้มีต่อเนื่องมาจากปี 2568 โดยเฉพาะเรื่อง GDP ที่ยังมีความผันผวนไม่แน่นอน ทำให้คนชะลอและลังเล แต่ขณะเดียวกันก็ยังพอจะมีความหวังจากการท่องเที่ยวไทย ที่ยังมีความแข็งแรงอยู่ เพราะเป็นประเทศที่มีจุดยืนที่เป็นกลาง มีทรัพยากรสมบูรณ์พร้อม และเป็นจุดหมายปลายทางที่หลายประเทศให้ความสนใจและอยากจะย้ายมาอยู่อาศัย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความหวังในวิกฤติ ส่วนธุรกิจคลังสินค้าเองก็ยังเติบโตได้ดี”นายณัฐพงศ์ กล่าว

นายณัฐพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนเหตุการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น เป็นเหตุการณ์ที่ยังยากที่จะทำนายและวิเคราะห์ แต่แนวโน้มมีโอกาสที่กลุ่มประเทศที่มีปัญหาจะย้ายถิ่นฐานมา แต่มองว่าในด้านการท่องเที่ยวระยะสั้นจะเป็นเรื่องที่ดี หากเป็นในระยะยาวจะมีปัญหาระยะสั้น เพราะนักท่องเที่ยวที่บินในระยะไกลจะเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องตั๋วเครื่องบินที่แพง เพราะราคาน้ำมันมีการปรับสูงขึ้น และหากในเรื่อง Transit บางประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางก็จะเดินทางได้ยากขึ้น ซึ่งมองว่า ณ ปัจจุบันนี้ เหตุการณ์เพิ่งเริ่มต้น ทั้งนี้ต้องจับตาดูว่าจะมีการขยายวงกว้างและยืดเยื้อออกไปหรือไม่ หากมีการขยายวงกว้างก็จะส่งผลกระทบแรง แต่หากยืดเยื้อก็จะมีผลต่อการตัดสินใจของกำลังซื้อในประเทศด้วยเช่นกัน แต่ก็อาจจะได้รับอานิสงส์จากลูกค้าชาวต่างชาติบางกลุ่มที่มีความต้องการย้ายมาซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย

ส่วน SC นั้น มีการรับมือไว้โดยตลอด คือทุกการลงทุนจะมีการเตรียมเม็ดเงินไว้เผื่อเหลือเผื่อขาดโดยตลอด อีกทั้งการเงินของบริษัทฯไม่ขาดสภาพคล่อง มีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และพันธมิตรในการลงทุนในหลากหลายธุรกิจล้วนมีความแข็งแกร่งด้านการเงินด้วยเช่นกัน จะยังร่วมลงทุนอย่างต่อเนื่อง

และจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ส่งผลให้ SC ปรับตัวล่วงหน้าตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบทางการเงิน เพิ่มพันธมิตรร่วมลงทุน ตลอดจนการริเริ่มในธุรกิจใหม่ๆ ตามยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง โดยทยอยปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ (Engine) ด้วยเม็ดเงินลงทุนในปีนี้ทั้งหมดประมาณ 8,000 ล้านบาท ได้แก่ Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย, Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ และ Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจ Engine 2 และ Engine 3 ให้มากกว่า 30% เพื่อผลักดันกำไรภาพรวมของ SC  ให้สร้าง New High อีกครั้งภายในปี 2573 ควบคู่กับการผลักดันให้ทุกธุรกิจสร้างคุณค่าให้คนและโลก ซึ่งเม็ดเงินลงทุนทั้งหมดในปีนี้จะแบ่งสัดส่วน 75% ไปอยู่ที่กลุ่ม Engine 1 และสัดส่วนอีก 25% จะไปอยู่ในกลุ่ม Engine 2-3 โดยรายละเอียดแต่ละ Engine มีดังต่อไปนี้

-Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย

1.โครงการแนวราบ นำร่องพลิกโฉมบ้านเดี่ยว 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ ได้แก่แบรนด์ Venue, Bangkok Boulevard, Bangkok Boulevard Signature และ Grand Bangkok Boulevard โดยปีนี้มีการเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ 4 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ไฮไลต์ คือ โครงการ Bangkok Boulevard Pause วิภาวดี-พหลโยธิน

2.คอนโดมิเนียม มีการเปิดตัวใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 25,500 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ Branded Residence ระดับอัลตร้าลักชัวรี(Ultra Luxury) แบรนด์ใหม่ ริมถนนพระราม 4 พื้นที่ประมาณ 2 ไร่เศษ ซึ่งที่ดินแปลงดังกล่าวเดิมคืออาคารศรีเฟื่องฟุ้ง และ SC ได้สร้างสถิตินิวไฮให้กับทำเล ด้วยการปิดดีลที่ราคาตารางวาละ 3 ล้านบาท เป็นคอนโดฯราคาสูงที่สุดที่เคยพัฒนามา ราคาต่อตารางเมตร จะสูงกว่า “สโคป หลังสวน” คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 700,000 บาทต่อตารางเมตร และในบางยูนิตพิเศษราคาอาจอยู่ที่ 1,000,000 บาทต่อตางเมตร มีจำนวนประมาณ 70 ยูนิต ขณะนี้อยู่ในระหว่างการออกแบบ จึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้

ส่วนอีกโครงการตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเลย่านบางโพ ใกล้รัฐสภาแห่งใหม่ บนพื้นที่ประมาณ 13 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการคอนโดฯขนาดใหญ่ที่สุด ตั้งแต่ SC พัฒนามา โดยเป็นราคาที่เข้าถึงได้ คือต่ำกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า จะเป็นการใช้แบรนด์ใหม่ หรือแบรนด์เดิม แต่แนวโน้มอาจจะเป็นการพัฒนาภายใต้แบรนด์ เรฟเฟอร์เรนซ์ (Reference)

โดยคอนโดฯทั้ง 2 โครงการจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการเจรจา จึงยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ โดยทั้ง 2 โครงการจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในครึ่งปีหลัง 2569 นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ในปีนี้บริษัทมีโครงการที่พัฒนามาแล้วรวม 98 โครงการ มูลค่า 120,800 ล้านบาท (รวม 6 โครงการที่จะเปิดในปีนี้) และมียอดขายรอรับรู้รายได้ จาก 2 คอนโดฯที่รายได้จะเข้ามาในไตรมาส 2/2569 ได้แก่ COBE เกษตร-ศรีปทุม และ COBE รัชดา-พระราม 9 มูลค่า 7,000 ล้านบาท จากทั้งปีนี้ตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 27,000 ล้านบาท โตจากปี 2568 ประมาณ 33% และ เป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2568 มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่กว่า 18,500  ล้านบาท ซึ่งประมาณ 40% จะทยอยรับรู้ในปี 2569

3.เปิดตัวโมเดล “GenSCription” ตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่  “เช่าแทนซื้อ” ในรูปแบบคอนโดฯเซกเมนต์กลาง-ล่าง เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย ซึ่งจะได้รับบริการบางอย่างเพิ่มเติมจาก SC  แบ่งเป็น 3 ประเภท 1.เช่าเพื่อซื้อ 2.เช่าเผื่อย้าย และ 3.เช่าระยะยาว บนทำเลใกล้แหล่งทำงาน อาทิ ทำเลวงเวียนใหญ่ และ พระราม 9 เป็นต้น คาดว่าจะใช้โมเดลนำค่าเช่ามาใช้เป็นเงินดาวน์สำหรับผู้ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย (Rent to Own)โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในกลางปี 2569

“มองว่าตลาดเช่ามีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ Rental rate สูงขึ้นเหมือนกัน โดยประเทศไทยเมื่อก่อนค่าเช่าสูงสุดอยู่ที่ 1,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แต่ในปัจจุบันบางทำเลอาจเกินราคานั้นไปแล้ว เช่น สโคป หลังสวนราคาเช่าเกิน 2,000 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือนไปแล้ว และเป็นครั้งแรกที่สามารถปล่อยเช่าทะลุราคาเดิมไปได้” นายณัฐพงศ์ กล่าว

-Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ ดำเนินงานครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอะพาร์ตเมนต์ ให้เช่าใน U.S. โดยตั้งเป้ารายได้รวมโตประมาณ 70% หรือที่ 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย

1.ขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้อง (จาก 1,215 ห้อง) ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต เนื่องจากยังมองว่าเป็นทำเลศักยภาพและมีโอกาสในการเติบโต โดยวางเงินลงทุนไว้ที่ 2,000-3,000 ล้านบาท

2.ธุรกิจคลังสินค้าโซนบางนา-โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)  เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร เป็น 200,000 ตารางเมตร

3.ลงทุนธุรกิจโซลาร์เซลล์ ประกอบธุรกิจพัฒนาและติดตั้งแผง Solar Rooftop รวมถึงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้า รองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เอสซีเอ็กซ์ ทรี ซิกตี้ จำกัด (SCX 360) ซึ่ง SC ได้ส่งบริษัท เอสซีเอ็กซ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SCX) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเข้าไปลงทุนใน SCX 360 หลังจากที่ซื้อหุ้นมาจาก ซื้อหุ้นจากบริษัท วาส เอ็นเนอร์จี จำกัด (VAS ENERGY) เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา

-Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ  ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ ที่ 400 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 60%

มีการเปิดตัว SCANVA บริษัทให้บริการหลังการขายผ่านแบรนด์ Scable โดยขยายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการคอนเซียร์จ (Concierge) ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตร้า ลักชัวรี ซึ่งเตรียมงบการลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาทในระยะเวลา 3 ปี ซึ่งอาจมีการร่วมทุนกับบริษัทอื่น หรือซื้อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้คน โดยวางแผนลงทุนในธุรกิจสุขภาพเพื่อตอบรับ Wellness ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกในปัจจุบันนี้

นอกจากนี้บริษัทฯยังเน้นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนามมาตรฐานการประเมินความยั่งยืนระดับสากล FTSE Russell  อีกทั้งเดินหน้าลดก๊าซเรือนกระจก( Greenhouse Gases : GHG )ต่อเนื่องตามเป้าหมาย 5 ปี 100,000 ตันคาร์บอน (ตั้งแต่ 2568-2573) โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถลดก๊าซเรือนกระจกไปได้แล้วประมาณ 14,000 ตันคาร์บอน

อีกทั้งยังได้เปิดตัว SC Green Mark มาตรฐานการพัฒนาอาคารเขียว ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย โดยจะนำไปใช้กับทุก Engine และทุกโครงการของบริษัท

“แบรนด์ก็เหมือนสิ่งมีชีวิต อยู่รอดได้ด้วยวิวัฒนาการ แบรนด์ที่ไม่ปรับตัวจะสูญพันธุ์ในที่สุด SC จึงมีการปรับตัวอย่างสม่ำเสมอ การรีแบรนด์และรีฟอร์มองค์กร คือ ส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการพอร์ตธุรกิจที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น จะทำให้ SC ไม่เพียงอยู่รอด แต่เติบโตได้ยั่งยืนในธุรกิจอสังหาฯ ที่มีความผันผวนและท้าทายอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งสร้างคุณค่าสู่ผู้คนในวงกว้างได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามในปี 2569 นี้ SC ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 25,500 ล้านบาท หรือ เติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเตรียมงบลงทุนสำหรับปีนี้ 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2 เท่า” นายณัฐพงศ์ กล่าวในที่สุด

 

https://vt.tiktok.com/ZSuRKQQ9u/

https://fb.watch/FGurLM3bl4/?

 

 

You can share this post!