สงครามพลังงานเดือด! น้ำมันปาล์มไทยมีลุ้นรับอานิสงส์
บทวิเคราะห์

สงครามพลังงานเดือด! น้ำมันปาล์มไทยมีลุ้นรับอานิสงส์

ปาล์มไทยลุ้น “ส้มหล่นพลังงานโลก” สงครามตะวันออกกลางสะเทือนตลาดน้ำมัน ”กูรู ปาล์มไทย“ ชี้ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดชี้ชะตา หากยืดเยื้อดันน้ำมันพุ่ง ปาล์มไทยมีลุ้นรับอานิสงส์ไบโอดีเซล

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกลายเป็น “ตัวแปรใหญ่” ที่อาจเปลี่ยนทิศทางตลาดพลังงานโลก และอาจส่งแรงสะเทือนมาถึงอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยอย่างมีนัยสำคัญ

บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) รวมถึงผู้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ออกมาให้ข้อมูลว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อเกิน 3–6 เดือน โดยเฉพาะหากกระทบต่อการขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผลที่ตามมาคือหลายประเทศอาจเร่งใช้ พลังงานทดแทน โดยเฉพาะ ไบโอดีเซล ที่ผลิตจากพืชและไขมันสัตว์ เช่น B7, B10 หรือ B20 ซึ่งจะส่งผลให้ ราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น

และหากเกิดขึ้นจริง นี่อาจเป็น “ส้มหล่น” สำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย ทั้งในมิติราคาผลผลิตของเกษตรกรและการส่งออก

พลังงานโลกผันผวน “ดาบสองคม” ของปาล์มไทย

แม้ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะเป็นแรงหนุนสำคัญ แต่ SMO มองว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังเป็น “ดาบสองคม” ต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย

เพราะในขณะเดียวกันต้นทุนหลายด้านอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม เช่น

- ค่าขนส่งทางเรือ
- ราคาปุ๋ยและปัจจัยการผลิต
- ความผันผวนของค่าเงินบาท

โดยเฉพาะหากค่าเงินบาท หลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกและต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมดีมานด์น้ำมันปาล์มโลกยังคงแข็งแกร่ง จากทั้งอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน และผลิตภัณฑ์โอเลโอเคมิคอล

“สมาคมปาล์มตรัง” เสนอรัฐเพิ่มไบโอดีเซล

ขณะเดียวกัน สมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดตรัง ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันปาล์มในไบโอดีเซล จากปัจจุบัน B5 เป็น B10 หรือ B20

เพื่อรับมือ 2 ความเสี่ยงสำคัญ คือ

1. วิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง
2. ปัญหาผลผลิตปาล์มน้ำมันที่อาจล้นตลาดในอีก 1–2 เดือนข้างหน้า

ปัจจุบันประเทศไทยยังมี สต๊อกน้ำมันปาล์มราว 280,000 ตัน และคาดว่าผลผลิตใหม่จะทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเสนอดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นทางออกที่จะช่วยทั้ง

- เสริมความมั่นคงพลังงานของประเทศ
- พยุงราคาผลผลิตเกษตรกร

วิเคราะห์: “ทองคำเขียว” ในยุคพลังงานสะอาด

นักวิเคราะห์มองว่าในปี 2026 ปาล์มน้ำมันไม่ได้เป็นเพียงพืชพลังงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “พืชการเมืองและสิ่งแวดล้อม”

ตลาดโลกกำลังแข่งขันกันใน 3 มิติสำคัญ

- นโยบายไบโอดีเซล เช่น อินโดนีเซียผลักดัน B50
- กฎสิ่งแวดล้อม EUDR ของยุโรป ที่บังคับตรวจสอบแหล่งปลูก
- พลังงานสะอาดรุ่นใหม่ เช่น SAF (Sustainable Aviation Fuel)

ในโลกที่กำลังหิวกระหายพลังงานสะอาด
ใครมีข้อมูลแหล่งปลูกชัดเจนและมีมาตรฐานความยั่งยืน จะเป็นผู้กำหนดราคาได้

และนั่นอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “ปาล์มไทย” มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดพลังงานโลก

You can share this post!