"วิกรม กรมดิษฐ์" บิ๊กบอสอมตะฯเปิดมุมมองเศรษฐกิจปี 2569 ชี้อาเซียนโตแรงอานิสงส์จีนทะลัก ยอมรับเวียดนามแรงแซงโค้งด้วยนโยบายรัฐที่ชัดเจน จี้รัฐบาลไทยต้องกล้าปรับนโยบายดึงดูดการลงทุนแบบ "เฉพาะกิจ" เลียนแบบความสำเร็จดูไบ-สิงคโปร์ ด้านแผนธุรกิจ ล่าสุดประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ดึงผู้บริหารมืออาชีพเสริมทัพ เพิ่มความคล่องตัวในการตัดสินใจ พร้อมกางโรดแมปปีม้า ตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมไทย–เวียดนาม–ลาว เดินหน้าผลักดันโมเดล “Industrial City” รองรับการเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลกจุดกระแสการย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ผลประกอบการอมตะยังแกร่ง กำไรพุ่ง 28% พร้อมจ่ายปันผลรวม 1.1 บาทต่อหุ้น

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ในสงครามในตะวันออกกลาง มองว่าผลกระทบต่อประเทศไทยหลักๆจะมาจากประเด็นความเพียงพอของปริมาณน้ำมัน และทิศทางของราคาน้ำมันที่จะปรับเพิ่มขึ้นไปสูงหรือไม่ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการต่างๆได้ และนำไปสู่ผลกระทบต่อค่าครองชีพของครัวเรือนที่อาจสูงขึ้น และกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตามมองว่าสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญจากผลพวงของสงครามในตะวันออกกลางนั้น คาดว่าจะมาจากการที่เงินทุนจะเคลื่อนย้ายออกจากโซนพื้นที่ในตะวันออกกลางที่จะเคลื่อนย้ายเข้ามาในภูมิภาคที่มีโอกาสในการลงทุน และมีความปลอดภัย โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่คาดว่าจะเป็นภูมิภาคที่ได้รับอานิสงส์จากเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งภาครัฐของไทยจะต้องมีการประกาศนโยบายในการดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลเข้ามาลงทุนได้มากที่สุด และต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ที่มีนโยบายดึงดูดการลงทุน และมีการดำเนินการของหน่วยภาครัฐที่จริงจัง

“จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัย สงครามการค้า รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูง จึงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันความขัดแย้งในหลายภูมิภาคยังเป็นความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตโลก ทั้งด้านระบบขนส่ง ราคาพลังงาน และการจัดหาวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบดังกล่าว ดังนั้น ภาคการผลิต และนักลงทุนจากทั่วโลกกำลังมองหาฐานการผลิตใหม่ ที่มีเสถียรภาพและศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เวียดนาม และลาว กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่นักลงทุนให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาเซียนกำลังก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการลงทุนใหม่ของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่มีความต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งรวมถึงระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการรองรับด้านการลงทุน” นายวิกรมกล่าว
นายวิกรม กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน ว่า ในปัจจุบันอาเซียนถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เติบโตอย่างโดดเด่น โดยมี "จีน" เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) ของอาเซียน จะมีขนาดเพียง 1 ใน 5 ของจีน แต่ด้วยการขยายตัวของอุตสาหกรรมจากจีนที่ไหลบวกเข้ามา ทั้งผ่านสิงคโปร์และฮ่องกง ทำให้ประเทศในแถบนี้ได้รับอานิสงส์อย่างมาก โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลูกค้ากว่า 70% ของอมตะฯล้วนเป็นกลุ่มทุนที่มาจากจีนหรือโรงงานในจีนที่ต้องการหนีปัญหาการค้าโลก
สำหรับการเมืองในประเทศไทย มองว่ายังมีจุดอ่อน คือความกังวลเรื่องผลกระทบต่อคนกลุ่มเดิมจนไม่กล้าก้าวข้ามไปสู่สิ่งใหม่ เช่น เรื่องความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements : FTA) ที่ยังกลัวปัญหาจากเกษตรกร ในขณะที่เวียดนามเดินหน้าทำ FTA กับทั่วโลกจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล หากเปรียบเทียบกับความสำเร็จของดูไบและสิงคโปร์ที่เติบโตได้ด้วย "นโยบาย" ที่ยอดเยี่ยม แต่หัวหน้ารัฐบาลชุดใหม่นั้นเท่าที่ดูโหงวเฮ้งแล้ว มีความเป็นนักธุรกิจ และเป็นวิศวกร เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส และรู้จักดึงผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ในแต่และสายงานมาเป็นซีอีโอของแต่ละกระทรวง ซึ่งการแบ่งงานของรัฐบาลชุดนี้ในช่วงที่ผ่านมาก็ดำเนินงานคล้ายบางประเทศที่เป็นสาธารณรัฐ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในส่วนดังกล่าว
“จุดอ่อนของไทยคือความกังวลเรื่องผลกระทบต่อคนกลุ่มเดิมจนไม่กล้าก้าวข้ามไปสู่สิ่งใหม่ เช่น เรื่อง FTA ที่เรายังกลัวปัญหาจากเกษตรกร ในขณะที่เวียดนามเดินหน้าทำ FTA กับทั่วโลกจนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาล สิงคโปร์เล็กกว่าเรา 90 เท่า แต่ GDP ต่อหัวสูงถึง 90,000 เหรียญ ขณะที่ไทยยังอยู่แค่เกือบ 8,000 เหรียญ ทั้งที่เรามีดีกว่าสิงคโปร์ทุกอย่าง ยกเว้นนโยบายและการดำเนินการ หากไทยกล้าประกาศนโยบายดึงดูดมหาเศรษฐีหรือนักลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่น กรณีอิหร่าน ให้เข้ามาลงทุนในไทยด้วยสิทธิประโยชน์แบบเฉพาะกิจ เราจะได้รับประโยชน์มหาศาลโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย”นายวิกรม กล่าว
ในส่วนของการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน นั้นยอมรับว่าเวียดนามมีนโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจน โดยมีนิคมอุตสาหกรรมเกือบ 500 แห่ง พื้นที่กว่า 800,000 ไร่ และกำลังขยายเป็น 1,300,000 ล้านไร่ ภายใน 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ไทยมีเพียง 70 กว่าแห่งนอกจากนี้ สปป.ลาว ยังกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวด้วยการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี 100% นานถึง 30 ปี และมีจุดแข็งเรื่อง "พลังงานสีเขียว" ถึง 95% ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อได้เปรียบสำคัญคือ "ทำเลที่ตั้ง" ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทั้งรถไฟความเร็วสูงและไฮเวย์จากจีนที่จะต้องผ่านกรุงเทพฯ รวมถึงความปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหวและไต้ฝุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนญี่ปุ่นและจีนยังคงให้ความเชื่อมั่น

สำหรับกลยุทธ์สำคัญของกลุ่มอมตะในปี 2569 จะเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในรอบ 8 ปี เพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้สอดรับกับการขยายธุรกิจในภูมิภาค โดยดึงผู้บริหารมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเสริมทีมบริหารเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยการปรับโครงสร้างดังกล่าวมุ่งเน้น 3 แกนหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการบริหารองค์กร เพื่อรองรับการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ภูมิภาค ได้แก่
1.Agility เพิ่มความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตัดสินใจทางธุรกิจ
2.Governance เสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน
3.Scale Up รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve และโครงการลงทุนระดับเมกะโปรเจกต์

ทั้งแผนการการลงทุนในปี 2569 บริษัทเตรียมงบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรองรับการลงทุนใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยตั้งเป้าขายที่ดินรวม 2,800 ไร่ ครอบคลุมในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ประกอบด้วย
1.ประเทศไทย จำนวน 1,650 ไร่ โดยเน้นการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)
2.เวียดนาม จำนวน 550 ไร่ รองรับกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนและการขยายตัวของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล
3.สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 600 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นประตูเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์ทางบกของภูมิภาค

“กลยุทธ์ของอมตะฯ นั้น ที่ผ่านมาเน้นนโยบาย ‘ไม่วางไข่ในตะกร้าใบเดียว’ โดยมีการกระจายการลงทุนทั้งในไทย เวียดนาม ,สปป.ลาว และ เมียนมา โดยในปี 2569 นี้จะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับสู่ Smart City และการให้บริการแบบ "All Service Center" เพื่อดูแลโรงงานทุกด้านนอกเหนือจากการผลิต”นายวิกรม กล่าว
นอกจากนี้ อมตะอยู่ระหว่างการปรับบทบาทจากผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสู่การเป็นผู้พัฒนา “Industrial City” หรือเมืองอุตสาหกรรมครบวงจร ที่ผสานโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน ภายใต้ปรัชญา “All Win” มุ่งสร้างการเติบโตอย่างสมดุลระหว่างภาคธุรกิจ นักลงทุน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ อมตะฯยังให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยในปี 2569 บริษัทเตรียมความพร้อมด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและการนำนวัตกรรมพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 พร้อมตั้งเป้าลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยพื้นที่ดำเนินงานลง 30%
“อมตะ ในฐานะผู้พัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองเพียงการขายที่ดินหรือให้เช่าพื้นที่โรงงานเท่านั้น แต่กำลังสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่ครบวงจร ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ อาทิ ระบบน้ำประปา ไฟฟ้า การศึกษา เทคโนโลยี พลังงานสะอาด ตลอดจนที่อยู่อาศัย โรงแรม และศูนย์บริการราชการเบ็ดเสร็จ (Government All-Service Center) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ปัจจุบัน โครงการของอมตะเป็นที่ตั้งของโรงงานและธุรกิจเชิงพาณิชย์มากกว่า 1,600 แห่ง มีแรงงานรวมกว่า 350,000 คน จากนักลงทุน 30 สัญชาติ รวมถึงบริษัทชั้นนำระดับโลกในกลุ่ม Fortune Global 500“นายวิกรม กล่าว

ในประเด็นเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ มองว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินใจระหว่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์สันดาป (ICE) โดยเชื่อว่า "ปลั๊กอินไฮบริด" อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในระยะสั้น ขณะเดียวกัน อมตะฯยังเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 โดยมีแผนติดตั้ง Floating Solar เพิ่มเติม เพื่อขยายกำลังการผลิตพลังงานสะอาดให้ครบ 100 เมกะวัตต์ในเฟสแรก รองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าใหม่อย่าง Data Center
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ประมาณ 14,000 ล้านบาท แต่บริษัทฯสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นถึง 28% จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยคณะกรรมการได้อนุมัติจ่ายเงินปันผลรวม 1.1 บาทต่อหุ้น ซึ่งมีการจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.35 บาท และจะจ่ายส่วนที่เหลืออีก 0.75 บาท ในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้

นางสาวเด่นดาว โกมลเมศ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน AMATA กล่าวว่า บริษัทมั่นใจว่าในส่วนของอัตรากำไรสุทธิในปี 2569 บริษัทจะรักษาให้ไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่ 28% แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจจะมีความผันผวน แต่บริษัทยังคงเดินหน้าในการบริหารจัดการต้นทุนต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ และเดินหน้ลในการส่งมอบที่ดินให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยที่บริษัทมีมูลค่ายอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) กว่า 21,100 ล้านบาท ที่จะทยอยโอนเข้ามาหนุนต่อผลการดำเนินงาน