ศึกเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ปี 2569 ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 30 มีนาคมนี้ เริ่มทวีความร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังปรากฏข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ “เส้นทางการเงิน” หรือ Money Trail ที่อาจเชื่อมโยงกับกระบวนการระดมคะแนนเสียงครั้งใหญ่
แหล่งข่าวหลายฝ่าย เปิดเผยว่า มีการใช้เครือข่ายธุรกิจใน ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และเครือข่ายดีลเลอร์จำนวนมาก เข้ามาเกี่ยวข้องกับการระดมสมาชิกใหม่เข้าสู่ ส.อ.ท. ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดขึ้นตามกลไกปกติขององค์กร
แรงกดดันต่อเครือข่ายธุรกิจ
ข้อมูลที่ได้รับระบุว่า บริษัทคู่ค้าและดีลเลอร์จำนวนหลายร้อยแห่ง ถูกชักชวนหรือกดดันให้สมัครเป็นสมาชิก ส.อ.ท. พร้อมข้อเสนอว่า จะมีผู้สนับสนุนออกค่าใช้จ่ายค่าสมาชิกให้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การสมัครดังกล่าวมาพร้อมเงื่อนไขสำคัญ คือ ผู้สมัครจะต้องระบุบุคคลตามรายชื่อที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าให้เป็น ผู้แทนใช้สิทธิออกเสียง ในการเลือกตั้งประธานองค์กร
แหล่งข่าวมองว่า กลไกดังกล่าวอาจถูกใช้เพื่อ ควบคุมทิศทางคะแนนเสียง ในการเลือกตั้งครั้งนี้
พบเครือข่ายทำงานเป็นระบบ
จากการตรวจสอบเบาะแสจำนวนมาก ทำให้พบความเคลื่อนไหวที่คล้ายกับการทำงานเป็นเครือข่าย โดยมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น
- กลุ่มที่รับผิดชอบประสานงานกับดีลเลอร์ในแต่ละพื้นที่
- กลุ่มที่ทำหน้าที่ผลักดันให้เกิดการสมัครสมาชิก
- และอีกกลุ่มที่รับผิดชอบเรื่องการชำระค่าสมาชิก
หลักฐานบางส่วนยังปรากฏชื่อพนักงานหลายระดับจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามามีบทบาทในกระบวนการดังกล่าว รวมถึงมีบุคคลภายนอกซึ่งมีความเกี่ยวข้องในลักษณะเครือญาติ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
ปม “เส้นทางการเงิน” ที่ต้องจับตา
ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งชี้ให้เห็นว่า มี เส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกันหลายชั้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกจำนวนมาก
แหล่งข่าวระบุว่า หากโครงสร้างของเส้นทางการเงินทั้งหมดถูกเปิดเผยออกมาอย่างครบถ้วน อาจกลายเป็นประเด็นข่าวใหญ่ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการอุตสาหกรรมไทย
เดิมพันใหญ่ขององค์กร
การเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการแข่งขันที่มีเดิมพันสูง ทั้งในแง่อำนาจการบริหารองค์กรและทิศทางของภาคอุตสาหกรรมไทย
นักวิเคราะห์หลายฝ่าย เตือนว่า หากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้ สมาชิกนอมินี หรือการระดมคะแนนเสียงผ่านเครือข่ายธุรกิจ ถูกพิสูจน์ว่าเป็นจริง อาจกระทบต่อ ความน่าเชื่อถือและธรรมาภิบาลขององค์กร ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง สถานการณ์จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการแข่งขันครั้งนี้อาจกลายเป็น หนึ่งในศึกเลือกตั้งที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย