“BAM” ทุบคลังแตก! ส่ง "ทรัพย์มหาชน พลัส"ขยายเพดานราคา 5 ล้านบาท เพิ่มทรัพย์พร้อมขายกว่า 2.1 หมื่นรายการ มูลค่า 3.2 หมื่นล้าน “เปิดช่อง”คนตัวเล็ก-ข้าราชการ"กำเงินพันเดียวคว้าบ้าน CBD – ดีเดย์ มี.ค.69 นี้ ด้านกทม. ผนึกกำลัง Matching Platform อุ้ม ”ครู-ข้าราชการ“หนีวงจรเช่าบ้าน ซบอ้อมกอด บสก.
อสังหาริมทรัพย์

“BAM” ทุบคลังแตก! ส่ง "ทรัพย์มหาชน พลัส"ขยายเพดานราคา 5 ล้านบาท เพิ่มทรัพย์พร้อมขายกว่า 2.1 หมื่นรายการ มูลค่า 3.2 หมื่นล้าน “เปิดช่อง”คนตัวเล็ก-ข้าราชการ"กำเงินพันเดียวคว้าบ้าน CBD – ดีเดย์ มี.ค.69 นี้ ด้านกทม. ผนึกกำลัง Matching Platform อุ้ม ”ครู-ข้าราชการ“หนีวงจรเช่าบ้าน ซบอ้อมกอด บสก.

BAM ประกาศยุทธศาสตร์ “กว้างและลึก”ปี 2569 ขนทรัพย์เน่ามาปั้นเป็นทอง ส่งแคมเปญ ”ทรัพย์มหาชน พลัส“ทะลวงกลุ่ม Real Demand ขยายเพดานราคา 5 ล้านบาท ทำเลซีบีดี เพิ่มทรัพย์พร้อมขายกว่า 2.1 หมื่นรายการ มูลค่า 3.2 หมื่นล้าน ประกาศทลายทุกข้อจำกัดธนาคาร ชูจุดขายสุดโหด “ผ่อนเดือนละ 2,000”ถูกกว่าค่าเช่าห้องแถว ยืดดีลยาวถึงวัยเกษียณ มั่นใจพอร์ตแกร่ง เตรียมทุ่ม 6,000 ล้านกวาดหนี้เสียเติมคลัง พร้อมโชว์เหนือเมินออกหุ้นกู้ ใช้กระแสเงินสดเพียวๆ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ New Normal เรียกเก็บหนี้หลักพันล้านต่อเดือน

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM (บสก.)เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี BAM ทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของประเทศ โดยมีความเชื่อว่าสินทรัพย์ที่เคยหยุดนิ่ง หากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สามารถกลับมาสร้างมูลค่าและหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้ง พร้อมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คนได้เริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่

โดยที่ผ่านมา BAM ได้ริเริ่มโครงการ “ทรัพย์มหาชน เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้าน โดยนำทรัพย์สินรอการขายของบริษัทมาปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดี โดยสามารถส่งต่อที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนได้แล้วกว่า 1,500 รายการ ครอบคลุมทรัพย์สินตั้งแต่ราค่ประมาณ 100,000 บาท ถึง 3 ล้านบาท

“สำหรับ BAM ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงจำนวนทรัพย์ที่จำหน่ายได้ แต่หมายถึงจำนวนครอบครัวที่ได้มีบ้านเป็นของตนเอง และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมั่นคง” นางทองอุไร กล่าว

ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า จากความสำเร็จของโครงการในระยะแรก BAM จึงต่อยอดสู่โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีบ้านได้มากขึ้น โดยโครงการใหม่นี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด 3 พลัส ได้แก่

1.พลัสด้านราคา ขยายเพดานราคาทรัพย์จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท

2.พลัสด้านทำเล เพิ่มจำนวนทรัพย์ในทำเลที่หลากหลายทั่วประเทศ

3.พลัสด้านกลุ่มผู้ซื้อ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ การขยายเงื่อนไขดังกล่าวทำให้โครงการมีทรัพย์เข้าร่วมมากกว่า 21,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า32,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ BAM ได้ขยายขอบเขตการทำงานให้ “กว้างและลึก” ขึ้น โดยเพิ่มตัวเลือกทรัพย์ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อีกกว่า 5,000 ยูนิต และขยับราคาจากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท ขึ้นไปถึง 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ผลวิเคราะห์ชี้ว่าถูกปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคารมากที่สุด โดยกลยุทธ์เด็ดที่นำมาใช้คือการทำให้ทุกคน “ไหว” โดยชูจุดขาย ผ่อนเพียงเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งถูกกว่าค่าเช่าบ้านปกติที่อยู่ 3,000 - 5,000 บาท พร้อมยืดระยะเวลาผ่อนได้นานถึง 20 ปี โดยไม่จำกัดอายุผู้กู้ แม้วัยใกล้เกษียณ 55 ปีก็ยังเริ่มผ่อนได้

นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูง หากผ่อนไปแล้วไม่ไหวก็สามารถปรับลดค่างวดลงได้อีก เช่น จาก 5,000 บาท เหลือ 3,000 บาท เพื่อประคองให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

ขณะนี้ BAM อยู่ระหว่างการเดินสายทำข้อตกลง (MOU) กับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจแล้วเกือบ 10 แห่ง เพื่อดึงกลุ่มข้าราชการ โดยเฉพาะครูและเจ้าหน้าที่ที่กำลังจะเกษียณและต้องย้ายออกจากบ้านพักหลวง ให้มาเริ่มต้นผ่อนทรัพย์กับ BAM ตั้งแต่อายุ 40-50 ปี โดยตั้งเป้าหมายจะระบายทรัพย์ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทให้ได้ถึง 3,000 รายการ ได้ในปี 2569 นี้

สำหรับรายละเอียดโครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 ธันวาคม 2569 และเลือกซื้อทรัพย์สินได้หลากหลายประเภท ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ในราคาสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยผู้สนใจสามารถจองทรัพย์ได้ด้วยเงินจองเพียง 1,000 บาท สำหรับทุกรายการด้านเงื่อนไขการผ่อนชำระ กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 อัตรา 0% ปีที่ 2–3 อัตรา 3% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ใช้อัตราดอกเบี้ย MRR ของ BAM โดยสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 20 ปี พร้อมค่างวดเริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน"ดร.รักษ์ กล่าว

“จุดเด่นของโครงการคือการทำให้การมีบ้านเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้มากขึ้น ผู้ซื้อสามารถเลือกผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินพันธมิตรได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ BAM ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับสังคมไทย” ดร.รักษ์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์พอร์ตทรัพย์ของ BAM ในช่วงต้นปี 2569 พบว่าอัตราการระบายทรัพย์ทำได้ดีเยี่ยม จากเดิมมีทรัพย์ค้างท่อเกือบ 30,000 ชิ้น ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 21,000 ชิ้น ทำให้ปีนี้ถูกยกให้เป็น “ปีทองของ BAM” ที่จะกลับมาซื้อทรัพย์ใหม่เข้าเติม “ตู้เย็น” ให้เต็มอีกครั้ง โดยเตรียมงบประมาณไว้ 5,000 - 6,000 ล้านบาท เพื่อซื้อกองหนี้มูลค่าไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจคือ BAM ประกาศ “ลด ละ เลิก” การออกหุ้นกู้ แต่จะหันมาใช้เงินสภาพคล่องของตัวเองและวงเงินสินเชื่อระยะสั้น-กลางแทน เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเชื่อมั่นและพร้อมปล่อยกู้ให้

สำหรับนักลงทุน ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ BAM เตรียมเปิดตัวโปรแกรม “BAM Premium” ซึ่งจะรวมทรัพย์ประเภทที่ดิน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม และอาคารพาณิชย์กว่า 5,000 - 6,000 รายการทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการซื้อทรัพย์เพื่อการลงทุนเหมือนสมัยคุณปู่คุณย่า

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการแก้หนี้เสียในกลุ่ม SME ซึ่งเป็นพอร์ตใหญ่ของประเทศ โดยจะเน้นเข้าไปช่วยฟื้นฟูโรงงานและโรงแรมขนาดเล็กที่ประสบปัญหา ให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

“เป้าหมายของ BAM คือการสร้าง ‘New Normal’หรือการทำให้ยอดเรียกเก็บหนี้เฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท หรือไตรมาสละ 4,000 - 5,000 ล้านบาท กลายเป็นเรื่องปกติโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพายอดขายจากทรัพย์ชิ้นใหญ่ (Big Ticket) เพียงอย่างเดียว แต่การขายทรัพย์ชิ้นเล็กให้ ‘คนตัวเล็ก’ จำนวนมาก ก็สามารถสร้างความแข็งแกร่งและกำไรที่สม่ำเสมอให้องค์กรได้เช่นกัน”ดร.รักษ์ กล่าว

ด้านนายจิตกร พยัคฆโส รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย กรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า ปัจจุบันข้าราชการและลูกจ้างของ กทม. ใน 50 เขต มีจำนวนรวมกว่า 150,000 ราย ซึ่งกำลังประสบปัญหา “เข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย” อย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มข้าราชการครูในสังกัด 437 โรงเรียน จากการสำรวจพบว่าครูระดับต่ำกว่าชำนาญการมีความต้องการที่อยู่อาศัยคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,200 ล้านบาท

ขณะที่สวัสดิการบ้านพักที่มีอยู่เพียง 2,000 ยูนิต ไม่เพียงพอต่อจำนวนครูที่มีกว่า 15,000 ราย  จากข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่า ในแต่ละปีมีครูสังกัด กทม. ขอย้ายกลับภูมิลำเนาปีละเกือบ 2,000 ราย เนื่องจากทนแบกรับค่าครองชีพในกรุงเทพฯ ไม่ไหว โดยเฉพาะค่าเช่าบ้านและค่าเดินทางที่สูงถึง 40% ของรายได้กทม. จึงต้องมองหาแนวทางให้บุคลากรได้มีที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงานในระยะ 3-5 กิโลเมตร เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและรักษาบุคลากรให้อยู่ในระบบ

ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหานี้ โดยกทม. เตรียมเปิดตัว “BKK Housing Matching Platform” ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2569 นี้ เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมโยงความต้องการของข้าราชการกับซัปพลายที่อยู่อาศัยในตลาด โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยและบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ในการนำสต๊อกที่อยู่อาศัยราคาพิเศษและบ้านมือสองเข้ามาเสนอ

นายจิตกร กล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับ BAM ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับกลุ่มลูกจ้างและข้าราชการที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อธนาคารปกติ เนื่องจาก BAM มีโครงการอย่าง “ทรัพย์มหาชน พลัส” ที่เปิดโอกาสให้ผ่อนชำระได้ในราคาที่ถูกกว่าเช่า โดยเริ่มต้นเพียงเดือนละ 500 - 2,000 บาท ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มที่ลืมวางแผนเรื่องที่อยู่อาศัยก่อนเกษียณ

สำหรับก้าวต่อไป กทม. มีแผนจะจัดงาน Housing Expo ในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อให้กลุ่มคนเมืองและข้าราชการได้เข้าถึงข้อมูลที่อยู่อาศัยและเงื่อนไขพิเศษจากภาคเอกชนและ BAM อย่างเป็นรูปธรรม

“กทม. ไม่ได้มีนโยบายสร้างบ้านเอง แต่เราจะเป็นตัวกลางในการ Matching เพื่อให้คนทำงานของเมืองมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ใกล้ที่ทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายจิตกร กล่าวในที่สุด

You can share this post!