“LPP” ลั่นไฟสงครามลามเกิน 75 วัน ต้นทุนพุ่งกระฉูดแน่ จ่อปรับราคาตามต้นทุนเลือด ล่าสุดเปิดตัวโมเดล "UP" สลัดคราบนิติบุคคลสู่ Integrated Ecosystem—ชู 9 อาวุธหนักกู้มูลค่าอสังหาฯไทย ดีดรายได้แตะ 2,200 ล้านบาท
อสังหาริมทรัพย์

“LPP” ลั่นไฟสงครามลามเกิน 75 วัน ต้นทุนพุ่งกระฉูดแน่ จ่อปรับราคาตามต้นทุนเลือด ล่าสุดเปิดตัวโมเดล "UP" สลัดคราบนิติบุคคลสู่ Integrated Ecosystem—ชู 9 อาวุธหนักกู้มูลค่าอสังหาฯไทย ดีดรายได้แตะ 2,200 ล้านบาท

จับตา "โดมิโนสงคราม" เริ่มล้ม! อสังหาฯ ไทยสะเทือนทั้งระบบ หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ราคาน้ำมัน-ค่าขนส่ง พ่วงต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งพรวด  LPP ส่งสัญญาณเตือนภัย "เส้นตาย 75 วัน" หากสมรภูมิไม่สงบ เตรียมปรับค่าบริการสะท้อนต้นทุนจริง พร้อมเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ "UP" กะเทาะเปลือกกลยุทธ์เมื่อ “นิติบุคคล'” ไม่ใช่แค่คำตอบเดียว หวังเป็นโล่ป้องกันวิกฤติ-ชูระบบ Ecosystem ดูแลสินทรัพย์ครบวงจร ภายใต้ 9 ธุรกิจบริการ หวังดันเป้ารายได้ปี 69 ทะลุ 2,200 ล้าน สวนกระแสเศรษฐกิจถดถอย

นายสุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด ในเครือ บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภูมิศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง หากเป็นความขัดแย้งในระยะสั้น ไม่เกิน 75 วัน ก็ยังไม่มีผลกระทบต่อภาคธุรกิจแต่อย่างใด แต่หากยืดเยื้อระยะยาว ก็จะส่งผลกระทบต่อค่าของชีพที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่ง LPP พยายามจะตรึงราคาให้นานและมากที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้มีการคุยกับพันธมิตรที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในระดับหนึ่งแล้ว แต่ถ้าหากการสู้รบยาวนานเกิน 75 วัน ในส่วนของงานบริการถ้าไม่มีการปรับค่าแรง ก็ยังสามารถตรึงราคาค่าบริการไว้ได้ แต่ในส่วนของวัตถุดิบหากไม่มีการตรึงราคาก็ต้องมีการปรับค่าบริการขึ้นตามเช่นกัน

โดยที่ผ่านมา LPP มีความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารงานนิติบุคคล ปัจจุบันบริหารนิติบุคคลรวมประมาณ 300 โครงการ แบ่งเป็นโครงการในเครือ LPN จำนวน 143 โครงการ ที่เหลือเป็นการบริหารงานโครงการจากโครงการภายนอก และตั้งเป้าบริหารนิติบุคคลปีละประมาณ 20-30 โครงการเท่านั้น เพื่อรักษาคุณภาพการบริหารงานไว้ให้ดี ในขณะที่ธุรกิจให้บริการอื่นๆในเครือ ยังสามารถเร่งอัตราการเติบโตได้ดี เช่น งานวิศวกรรม , งานด้านรักษาความปลอดภัย และงานแม่บ้าน เป็นต้น

โดยปี 2569 LPP มีแผนจะเพิ่มสัดส่วนงานให้บริการ Non-LPN เป็น 65% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่สัดส่วน 54% และปรับเป้ารายได้จากการบริหารชุมชนเหลือเพียง 45% จากปีที่ผ่านมาจะอยู่ที่สัดส่วน 51% และหันไปเน้นรายได้จากงานบริการที่ไม่ใช่ CM Services จากเดิมอยู่ที่สัดส่วน 49% เพิ่มเป็นสัดส่วน 55%

เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์และการบริหารงานของ LPP ที่มีความหลากหลายมากขึ้น จึงได้ประกาศเปิดตัว “UP” (อัพ) ในฐานะ Master Service Brand ใหม่ของบริษัท สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กร จากผู้เชี่ยวชาญด้าน Community Management สู่การเป็น Integrated Property Services Ecosystem โดยการเปิดตัวแบรนด์ UP ถือเป็นก้าวสำคัญของ LPP ในการปรับบทบาทธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีความต้องการบริการด้านการบริหารและดูแลทรัพย์สินที่หลากหลายและครบวงจรมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงสร้างธุรกิจของ LPP เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทมีฐานลูกค้าที่ขยายไปสู่กลุ่ม Non-LPN เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของบริษัทก็ไม่ได้มาจากบริการ Community Management เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ครอบคลุมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในอีกหลายมิติ

โดยแบรนด์ UP ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Smooth Up Your Living” ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย และการทำให้การบริหารอาคารและทรัพย์สินดำเนินไปอย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพ ภายใต้โครงสร้างใหม่ LPP ทำหน้าที่เป็น Corporate Brand กำหนดทิศทางและกลยุทธ์องค์กร ขณะที่ “UP” ทำหน้าที่เป็น Master Service Brand รวบรวมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ของ LPP ให้ทำงานร่วมกันเป็น Ecosystem เดียว ส่งต่อความเชื่อมั่น มาตรฐาน และประสบการณ์การบริการของ LPP ที่สั่งสมมากว่า 34 ปี โดยมุ่งเน้นการดูแลอสังหาริมทรัพย์ในทุกมิติ ตั้งแต่การบริหารชุมชน การบริหารอาคาร งานวิศวกรรมอาคาร ไปจนถึงการบริหารทรัพย์สิน และบริการที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

ซึ่งธุรกิจการให้บริการของ LPP ภายใต้การดำเนินงานของ UP จะมีทั้งหมด 9 หมวด หรือ 9 บริการหลัก (9 Services Under “UP”) ได้แก่

1.LIVE UP: บริหารจัดการนิติบุคคลอาคารที่พักอาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม อาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร ด้วยระบบงานที่ชัดเจน เพื่อความมั่นคงในการดำเนินงาน ความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในอาคาร

2.WORK UP: บริหารจัดการอาคารสำนักงานและอาคารเชิงพาณิชย์ ดูแลทุกระบบของอาคารให้พร้อมใช้งาน ลดการหยุดชะงักของธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

3.BOOK UP: บริหารงานขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ดูแลครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้คำปรึกษาด้านการขาย วางกลยุทธ์ เชื่อมโยงศักยภาพทรัพย์สินกับโอกาสทางการตลาด ครบจบทุกขั้นตอน

4.PLAN UP: ที่ปรึกษาและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ (Development) บริหารโครงการ (Project Management) ควบคุมงานก่อสร้าง (Construction Management) เพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว

5.BUILD UP: บริการรับเหมาก่อสร้าง ตกแต่ง ติดตั้งงานระบบประกอบอาคาร ควบคุมคุณภาพจนถึงการส่งมอบโครงการตามกำหนด

6.FIX UP: ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารครบวงจร ครอบคลุมอาคารทรุด-ร้าว กันซึม ทาสี งานระบบสุขาภิบาล ท่อน้ำ เพื่อให้ทรัพย์สินพร้อมใช้งานตลอดเวลา

7.POWER UP: ยกระดับและบริหารระบบอาคารและการจัดการพลังงาน ทั้งระบบไฟฟ้า โซลาร์เซลล์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการดำเนินงานอาคารอย่างยั่งยืน

8. SECURE UP: บริหารจัดการระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการ ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยบุคคล ดูแลทรัพย์สิน ระบบควบคุมการเข้า-ออกอาคาร พร้อมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารรู้สึกปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

9. CLEAN UP: บริหารจัดการงานความสะอาดแบบครบวงจร โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความต้องการเฉพาะด้านของแต่ละธุรกิจ ทั้งอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงาน โรงแรม เพื่อความสะอาดถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน 

บริการทั้งหมดถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเป็น Integrated Property Services Ecosystem เพื่อสร้างคุณค่าให้กับอสังหาริมทรัพย์ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

Living Experience – ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

Property Performance – เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและดูแลอาคาร

Asset Value – รักษาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว

“ที่ผ่านมาทุกคนรู้จัก LPP ในฐานะรูปแบบบริษัท แต่ UP จะเป็นแบรนด์ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ลูกค้าสามารถไว้ใจได้ในธุรกิจ ‘เซอร์วิส แบรนด์’ นอกจากนี้บริษัทจะพยายามลดจำนวนงานที่เป็นงานหลังบ้าน เพื่อประหยัดบุคลากรให้มากขึ้น ด้วยการนำ AI มาใช้ในการทำงาน โดยให้บริการลูกค้าด้วยระบบออนไลน์ ขณะเดียวกันก็จะดึงบุคลากรไปให้บริการลูกค้าในส่วนอื่นเพิ่มต่อไป โดยไม่มีการจ้างพนักงานออกแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้สิ่งที่ลูกค้าต้องการคือความมั่นใจว่าทุกจังหวะชีวิตจะดำเนินไปอย่างราบรื่น ได้รับการบริหารโดยมืออาชีพ ปัจจุบันธุรกิจของเราได้ขยายไปสู่บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ที่หลากหลายมากขึ้น การเปิดตัว ‘UP’ จึงเป็นการสะท้อนตัวตนใหม่ของ LPP ในฐานะผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์นั้นโดยตรง”นายสุรวุฒิ กล่าว

 

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างบริการที่ครบวงจร LPP ยังให้ความสำคัญกับ “การบริการด้วยใจ” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญขององค์กร บริษัทเชื่อว่าการบริหารชุมชนและอสังหาริมทรัพย์ที่ดีไม่ได้เกิดจากระบบหรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากความใส่ใจของบุคลากรที่ดูแลผู้อยู่อาศัยในทุกวัน “หัวใจของธุรกิจบริการคือความใส่ใจ เราต้องการให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายใจและมั่นใจว่าทุกองค์ประกอบของการอยู่อาศัยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม  LPP ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจบริการและได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า LPP มองว่าตลาด Property Services ในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการบริการที่มีมาตรฐานสูงขึ้น การเปิดตัวแบรนด์ UP จึงเป็นกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจของ LPP โดยบริษัทมีแผนยกระดับศักยภาพองค์กรทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และมาตรฐานบริการ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในระยะยาว โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 1,832 ล้านบาท และคาดว่าโครงสร้างธุรกิจใหม่ภายใต้ “UP” จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรสู่ระดับ 2,200 ล้านบาท ในปี 2569

“บริการภายใต้ ‘UP' จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ของไทย ให้ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารได้รับการดูแลในทุกมิติ เพื่อการใช้ชีวิตที่ราบรื่นยิ่งขึ้น ภายใต้แนวคิด Smooth UP Your Living” นายสุรวุฒิ กล่าวในที่สุด

 

***เกี่ยวกับ LPP

บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP ผู้นำธุรกิจบริหารจัดการด้านอสังหาริม ทรัพย์ครบวงจร พร้อมทางเลือกบริการที่ตอบสนองความต้องการทุกรูปแบบ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่ช่วยยกระดับการใช้ชีวิตทุกมิติ เป็นที่ยอมรับเรื่องคุณภาพและความเชี่ยวชาญ ดูแลมากกว่า 300 โครงการ ครอบคลุม 641 อาคาร บนพื้นที่กว่า 13 ล้านตารางเมตร ทั้งอาคารชุด อาคารสานักงาน และอาคารพาณิชย์ตลอดระยะเวลากว่า 34 ปี

You can share this post!