“เชาว์รัตน์” เปิดสูตรดึงทุนโลก ชี้โครงสร้างสัญญา–ธรรมาภิบาล คือหัวใจโครงการรัฐ ชี้ “ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง” คือปัจจัยชี้ขาดเงินลงทุนระยะยาว
การเงิน

“เชาว์รัตน์” เปิดสูตรดึงทุนโลก ชี้โครงสร้างสัญญา–ธรรมาภิบาล คือหัวใจโครงการรัฐ ชี้ “ความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง” คือปัจจัยชี้ขาดเงินลงทุนระยะยาว

ในยุคที่เงินทุนเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว การพัฒนาโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน โลจิสติกส์ และดิจิทัล ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการออกแบบโครงสร้าง” ที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระหว่างประเทศได้อย่างแท้จริง

นายเชาว์รัตน์ ลี้รัตนะตระกูล นักวิเคราะห์โครงสร้างการเงินและสัญญาโครงการขนาดใหญ่ เปิดเผยว่า “ การได้มาซึ่งสัญญาภาครัฐในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการแข่งขันด้านราคา แต่เป็น “กระบวนการเชิงระบบ” ที่ต้องบูรณาการทั้งมิติทางกฎหมาย การเงิน และธรรมาภิบาลเข้าด้วยกัน ”

ยกระดับสัญญาภาครัฐ จาก “การจัดซื้อ” สู่ “โครงสร้างความเชื่อมั่น”

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ สัญญาภาครัฐเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ โดยต้องยึดหลัก

• ความโปร่งใส (Transparency)
• การแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Competition)
• ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Value for Money)
• และการแบ่งปันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม (Risk Allocation)

สำหรับโครงการขนาดใหญ่ หลายประเทศเลือกใช้รูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนภายใต้กรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน

องค์กรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างโครงการ การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมาย การจัดทำแบบจำลองทางการเงิน และการจัดตั้งโครงสร้างนิติบุคคล เช่น SPV หรือ Consortium เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาว

นักลงทุนต่างชาติ “มองลึกกว่า ROI” — ความเชื่อมั่นคือคำตอบ

นายเชาว์รัตน์ ระบุว่านักลงทุนต่างประเทศไม่ได้พิจารณาเพียงผลตอบแทน แต่ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่นเชิงระบบ” เป็นหลัก โดยพิจารณาจาก

• เสถียรภาพของนโยบายรัฐ
• ความชัดเจนของกฎหมายและการบังคับใช้
• ความแน่นอนของกระแสเงินสด
• กลไกระงับข้อพิพาทที่เป็นกลาง
• และการดำเนินงานตามมาตรฐาน ESG

โครงการที่มีโครงสร้างชัดเจนและโปร่งใส จะสามารถดึงดูดเงินทุนระยะยาวได้มากกว่า และช่วยลดต้นทุนทางการเงินโดยรวม

ชูแนวคิด “Financial & Contract Architecture” เป็นหัวใจ เงินทุนต่างชาติไม่ได้ไหลไปหาผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ไหลไปหาโครงสร้างที่เชื่อถือได้”

นายเชาว์รัตน์ อธิบายว่า “การเชื่อมโยงสัญญาภาครัฐกับเงินทุนจากต่างประเทศ ต้องเริ่มจากการออกแบบ “สถาปัตยกรรมทางการเงินและสัญญา” ที่ชัดเจน โปร่งใส และสมดุล โดยหลักคิดสำคัญ ได้แก่

• โครงสร้างต้องชัดเจนก่อนระดมทุน หากสัญญาและกรอบกฎหมายไม่ชัดเจน เงินทุนระยะยาวจะไม่เข้ามาอย่างมั่นคง
• ธรรมาภิบาลต้องเป็นศูนย์กลาง  ความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นเงื่อนไขสำคัญของความเชื่อมั่น
• การแบ่งความเสี่ยงต้องเหมาะสม ภาครัฐและเอกชนต้องกำหนดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
• และโครงการต้องยั่งยืนในระยะยาว โครงการต้องไม่สร้างภาระทางการคลังหรือความเสี่ยงเชิงระบบในอนาคต

เครื่องมือการเงิน เสริมศักยภาพโครงการระดับสากล

โครงการที่มีการระดมทุนจากต่างประเทศ มักใช้เครื่องมือ เช่น

• Project Finance
• Credit Enhancement
• Multilateral Risk Mitigation
• และการจัดตั้ง SPV ภายใต้กฎหมายที่เหมาะสม

การใช้เครื่องมือเหล่านี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่รอบคอบ และสอดคล้องกับกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและบริหารความเสี่ยงในสายตานักลงทุนระหว่างประเทศ

บทสรุป: “น่าเชื่อถือ” สำคัญกว่า “น่าลงทุน”

โครงการที่ดีอาจมีจำนวนมาก แต่โครงการที่มีโครงสร้างที่น่าเชื่อถือเท่านั้น ที่จะได้รับเงินทุนระยะยาว”

นายเชาว์รัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ การพัฒนาโครงการภาครัฐต้องสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโต” และ “เสถียรภาพ” โดยมีธรรมาภิบาลเป็นรากฐาน การเงินที่ดีไม่ใช่เพียงเครื่องมือระดมทุน แต่คือโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคตของประเทศ”

You can share this post!