LPN กางแผนปี 2569 ยอมรับไม่ใช่ปีแห่งการเร่ง Growth แต่เป็นปีแห่งการ "สร้างรากฐาน" ท่ามกลางวิกฤตหนี้ครัวเรือนเกือบ 90% ของ GDP สั่งเดินหน้ากลยุทธ์ "Rebuild - Strengthening The Core" ผ่าน 3 แกนหลักในการบริหารองค์กร เน้นความยืดหยุ่น และการบริหารกระแสเงินสด เดินหน้าเปิดตัว 3 โครงการใหม่ มูลค่า 4,500 ล้านบาท รุกชูโมเดล Investor Program สร้างรายได้ประจำสู้ศึกสงครามราคา-แบงก์เข้มงวด ด้วยพอร์ตปล่อยเช่ากว่า 2,000 ยูนิต จับกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า มั่นใจไทยยังเป็น Safe Haven ต่างชาติ ประคองทัพ ลุยจัดพอร์ตหนี้ลดต่ำหมื่นล้าน วางเป้าหมายรายได้รวม 7,600 ล้านบาท โต 13%

นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่าแม้ว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 จะยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่ LPN เชื่อมั่นว่าการปรับกลยุทธ์สู่การเพิ่มรายได้ประจำ การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการรักษาวินัยทางการเงินจะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนได้ในระยะยาว นอกจากนี้ เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของทางภาครัฐจะสนับสนุนให้ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยับตัวได้ดีขึ้น เห็นได้จากเมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง นับเป็นแรงส่งสำคัญในการลดภาระผ่อน เพิ่มความสามารถในการกู้ และช่วยให้กำลังซื้อในตลาดอสังหาฯ ฟื้นตัวขึ้นได้ ขณะที่ในด้านการแข่งขันยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเล่น “สงครามราคา”ที่พบในทุกเซกเมนต์ ขณะที่สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/2569 คาดว่าตลาดจะยังทรงตัว โดยยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ชัดเจน ทั้งในด้านอัตราดอกเบี้ยและมาตรการภาครัฐ
“ทิศทางธุรกิจในปี 2569 นี้ จะไม่ใช่ปีแห่งการเร่งการเจริญเติบโต (Growth Engine) เหมือนที่ผ่านมา แต่จะเป็นปีแห่งการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่งที่สุด (Strengthen the Foundation) ท่ามกลางปัจจัยลบที่ถาโถม โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเกือบ 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออำนาจซื้อและการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ชะลอการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ LPN จึงตัดสินใจดำเนินแผนธุรกิจด้วยความระมัดระวังสูงสุดเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น (Resilience) ในทุกมิติ”นางสาวดารณี กล่าว
นางสาวดารณี กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการเร่งเติบโต แต่เป็นปีของการสร้างรากฐานขององค์กรให้แข็งแกร่งที่สุด LPN จึงเลือกเพิ่มโมเดลธุรกิจที่นอกเหนือจากการขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบอื่นด้วย ทั้งจากการอยู่อาศัย การลงทุน และการบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทุกมิติของการอยู่อาศัย เพื่อให้ธุรกิจมีความสามารถในการเติบโตได้ในทุกสภาวะของตลาด จะเห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปี 2568 ซึ่งนับเป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจัยด้านภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่จำกัด รวมไปผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ความตึงเครียดของเหตุการณ์ที่กระทบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ปีนี้ยังคงเป็นอีกปีที่ต้องวางทิศทางการบริหารองค์กรด้วยความรอบคอบ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรให้มีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด

สำหรับแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ LPN ในปี 2569 จะถือเป็นปีแห่งการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันขององค์กรและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์ “Rebuild - Strengthening The Core” ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่
1.Strengthen Product Core หรือการสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการ ประกอบด้วย
-การเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย
1) โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม BAAN 365 เจษฎาราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวมาจากปี 2568 ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 22 ไร่ ขนาดที่ดินตั้งแต่ 50-70 ตารางวา จำนวน 70 ยูนิต ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท
2) โครงการคอนโดมิเนียม Low Rise บนทำเลถนนเพชรเกษม มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส 2/2569
3)โครงการคอนโดมิเนียม High Rise พัฒนาภายใต้แนวคิด “Well-being” บนทำเลย่านรามอินทรา ซึ่งเป็นโครงการที่เลื่อนการเปิดตัวมาจากปี 2568 มูลค่าโครงการกว่า 1,750 ล้านบาท

คาดว่าทั้ง 3 โครงการ จะเปิดตัวในไตรมาส 3/2569 นอกจากนี้ บริษัทยังรุกหาที่ดินขนาดเล็ก พื้นที่ประมาณ 1-4 ไร่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลเพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงมากขึ้น อีกทั้งยัมีแผนการขยายเฟส 2 ของโครงการ วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา ในช่วง Q3/2569 หลังจากปิดการขาย ในเฟสแรกแล้วเมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา
“ในส่วนของความมั่นใจต่อกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะผันผวนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง แต่ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย (Safe Haven) สำหรับการอยู่อาศัยและการลงทุนในสายตาชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพที่ LPN เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 นี้อีก 3 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 4,500 ล้านบาท ได้แก่ โครงการบ้าน 365 ราชพฤกษ์, คอนโดฯ ย่านเพชรเกษม และคอนโดฯ ไฮไลต์ย่านรามอินทรา”นางสาวดารณี กล่าว
-การพัฒนางานออกแบบโครงการใหม่ของ LPN ในปีนี้จะเน้นการออกแบบที่ปรับให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และยังคงมอบความคุ้มค่าในทุกพื้นที่เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัย “LPN น่าอยู่”โดยกำหนดฟังก์ชันให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายในแต่ละทำเล ซึ่งนอกจากการออกแบบโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2569 แล้ว ยังสามารถเริ่มเห็นการออกแบบของ LPN ที่ต่างไปจากเดิมได้จากโครงการที่มีกำหนดส่งมอบภายในปี 2569 จำนวน 3 โครงการ เริ่มต้นด้วย โครงการ เพลส 168 ปิ่นเกล้า (Place 168 Pinklao) ที่เริ่มทยอยให้ลูกค้าเข้าตรวจรับมอบห้องแล้วในช่วง Q1/2569 และโครงการ เพลส 168 วุฒากาศ (Place 168 Wutthakat) กำหนดสร้างเสร็จภายใน Q4/2569 นี้ รวมถึงโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมใหม่ BAAN 365 เจษฎาราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นทั้งโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ และมีกำหนดส่งมอบภายใน Q3/2569 ด้วย
2.Strengthen Business Core หรือการเสริมพลังแกนหลักทางธุรกิจผ่านการดำเนินงานเชิงรุกในหลายมิติ เริ่มต้นด้วย
-การยกระดับ Brand Experience เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าตั้งแต่การสื่อสาร จนถึงการส่งมอบที่อยู่อาศัยคุณภาพควบคู่กับความเชี่ยวชาญในระบบบริหารจัดการโครงการครอบคลุมครบทุกด้านแบบ Integrated Property Services Ecosystem ของบริษัทในเครืออย่าง บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) ซึ่งมีความได้เปรียบในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการให้บริการหลังการขายมาตลอด ตั้งแต่ระบบวิศวกรรม การซ่อมแซมอาคาร ระบบรักษาความปลอดภัย และแม่บ้าน เป็นต้น จนได้รับการยอมรับจากลูกค้าในด้านคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดี ก่อให้เกิดเป็นความไว้วางใจต่อแบรนด์ LPN ในการเป็นธุรกิจอสังหาฯ ที่ครบวงจร ซึ่งต่อยอดเป็นรายได้ประจำของกลุ่มธุรกิจสะท้อนถึงการปรับตัวเชิงรุกขององค์กรในทุกด้านที่ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งของแกนหลักทางธุรกิจ แต่ยังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การบริการ และกลยุทธ์การตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน โดยเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการคุณภาพมาแล้วกว่า 36 ปี จำนวน 145 โครงการ หรือกว่า 140,000 ครอบครัว ครอบคลุมในทุกทำเล รวมมูลค่าโครงการกว่า 200,000 ล้านบาท
-การเพิ่มมูลค่าแก่ทรัพย์สินเดิมมาพัฒนาเพื่อให้เกิดรายได้ และการบริหารจัดการตลาดเช่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดที่สามารถสร้างโอกาสการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน LPN มีพอร์ตสำหรับปล่อยเช่ามากกว่า 2,000 ยูนิต อัตราการเช่า (Occupancy Rate) สูงเกือบ 100% ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่องค์กร
-การขยายฐานลูกค้า และเร่งระบายสินค้าคงเหลือผ่านช่องทางการขายที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ตัวแทนขาย หรือการขายผ่านระบบ Investor Program ซึ่งเป็นการนำเสนอขายห้องชุดพร้อมผู้เช่า พร้อมให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนทันทีตั้งแต่วันโอนซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ที่มองหาการเช่าที่อยู่อาศัย ถือเป็นการสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูง
-บูรณาการบริษัทในเครือทั้งหมดให้ทำงานสอดประสานกัน พร้อมนำระบบ AI - Driven Process เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

กลยุทธ์หลักในปีนี้ LPN เน้นการปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย (Younger Profile) เพื่อเจาะกลุ่มผู้ซื้อวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไปที่มีไลฟ์สไตล์ "Instagrammable" และกลุ่มคนรักสัตว์ โดยความสำเร็จจากโครงการ "Lumpini Park On Nut 19" ซึ่งเป็นโครงการ Pet-Friendly แห่งแรกที่มียอดขายเกือบ 40% เป็นเครื่องพิสูจน์การตอบรับที่ดี นอกจากนี้ บริษัทยังรุกโมเดลธุรกิจ "Living Ecosystem" ผ่านบริษัทลูก บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) เพื่อสร้างบริการหลังการขายที่ครบวงจร สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อยู่อาศัยกว่า 130,000 ครอบครัว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้แบรนด์ LPN ยังคงความคุ้มค่า (Value for Money) ในสายตาผู้บริโภค
“บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารสินทรัพย์ (Asset Management) จึงมีการปรับกลยุทธ์มาใช้โมเดล "Yield Guarantee" และการขายห้องพร้อมผู้เช่า โดยเฉพาะในทำเลที่มี Demand หนาแน่นเพื่อสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) หมุนเวียนประมาณ 270 ล้านบาทต่อปี โดยปัจจุบันมีพอร์ตห้องชุดปล่อยเช่ากว่า 2,000 ยูนิต ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบายสต๊อกโครงการเก่า (Inventory) ผ่านแคมเปญ "Rent-to-Own" หรือเช่าเพื่อซื้อ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่พร้อมยื่นกู้ธนาคารเนื่องจากภาระหนี้ส่วนบุคคลพุ่งสูง นอกจากนี้ยังพบเทรนด์นักลงทุน (Investor) มีอายุน้อยลง เริ่มลงทุนตั้งแต่วัยเริ่มทำงาน โดย LPN ได้นำเสนอโมเดลขายคอนโดฯพร้อมผู้เช่าให้กับกลุ่มนักลงทุน (Investor) การันตีผลตอบแทน (Yield) ประมาณ 7% ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติพบว่ากลุ่มนักลงทุนเริ่มมีอายุเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง LPN ได้เข้าไปทำตลาดผ่านเอเจนซี่และช่องทางดิจิทัลที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เพื่อเปลี่ยนสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ (Inventory) ให้กลายเป็นพอร์ตการลงทุนที่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในโครงการ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง1 ที่แบ่งมาปล่อยเช่า 16 อาคาร จากทั้งหมด 50 อาคาร จำนวน 1,600 ยูนิต จากทั้งโครงการ 10,000 ยูนิต โดยสามารถปล่อยเช่าได้เดือนประมาณ 5,000-15,000 บาท และ โครงการ เอิร์น บาย แอล.พี.เอ็น.ในพื้นที่อมตะนคร ก็ได้รับการตอบรับดีเช่นกัน”นางสาวดารณี กล่าว
3.Strengthen Financial Core หรือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารจัดการทางการเงิน ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การควบคุมต้นทุน และการวางโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต เริ่มต้นด้วย
-การบริหารแหล่งเงินทุนและกระแสเงินสด ควบคู่กับการลดภาระหนี้ให้ลดลง โดยตั้งแต่ปี 2566 บริษัทมีภาระหนี้เงินกู้อยู่ที่ 12,750 ล้านบาท และลดลงต่อเนื่องจนปี 2568 อยู่ที่ 9,900 ล้านบาท โดยปัจจุบัน บริษัทมี D/E ที่มีดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 0.86 เท่า และปี 2569 ตั้งเป้าหมายการลดภาระหนี้ให้ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท และรักษาระดับ IBD/E ให้ได้ต่ำกว่า 0.80 เพื่อบริหารสภาพคล่อง สามารถรองรับความเสี่ยง และยังมีศักยภาพในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัท รวมถึงนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้จ่าย Dividend Yield เฉลี่ยราว 5-6% ต่อปี ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของกระแสเงินสด และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน อีกทั้งในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัทยังได้จ่ายคืนหุ้นกู้ครบกำหนดเต็มจำนวนไปแล้ว 682 ล้านบาท ซึ่งยังมีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 และพร้อมในการชำระคืนหุ้นกู้ครบกำหนดอีกครั้งในปี 2570
-ขยายการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ โดยที่ผ่านมา LPN ได้พัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน PUNN Smart Workplace โดยบริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง LPN และ Nye Estate ซึ่งได้รับการออกแบบภายใต้มาตรฐาน “LEED Certification” ระดับ “GOLD” จนล่าสุดได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในสาขา Energy Efficient Building หรืออาคารอนุรักษ์พลังงาน (ประเภทอาคารใหม่) ภายใต้รางวัล ASEAN Energy Efficiency and Conservation Best Practices Awards 2025 ระดับภูมิภาค จากเวที ASEAN Energy Awards 2025 ด้วยแนวคิดองค์กรยุคใหม่ต้องใส่ใจกับความยั่งยืน

สำหรับปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายยอดขาย (Presale) ปี 2569 ไว้ที่ 8,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นประมาณ 10% จากปี 2568 ที่ทำได้ 7,200 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมมูลค่า 5,500 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวมูลค่า 1,700 ล้านบาท และมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมส่งมอบในปี 2568 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,700 ล้านบาท ได้แก่
1) เอิร์น บาย แอล.พี.เอ็น. คอนโดมิเนียมใจกลางนิคมอมตะซิตี้
2) บ้านลุมพินี ทาวน์วิลล์ ประชาอุทิศ 90 ทาวน์โฮมหน้ากว้าง ซีรีส์ใหม่ ฟังก์ชันแบบบ้านเดี่ยว
3) บ้านลุมพินี แก้วอินทร์ บ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์น ใกล้มอเตอร์เวย์ M81
โดยปัจจุบันบริษัทมียอดรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1,620 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569 – 2570 ขณะที่รายได้รวม (Revenue) ของปี 2568 อยู่ที่ 6,730 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 4,060 ล้านบาท และรายได้จากการบริหารจัดการงานเช่าและธุรกิจบริการ อยู่ที่ 2,670 ล้านบาท โดยวางเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ไว้ที่ 7,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13% และเตรียมเม็ดเงินที่จะซื้อที่ดินในปีนี้เพิ่มอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นหลัก เพื่อพัฒนาเป็นคอนโดฯ หลังจากที่ชะลอการซื้อที่ดินแปลงใหม่มาแล้ว 2 ปี
“สถานะทางการเงินของเรายังคงแข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าลดหนี้เหลือไม่เกิน 9,000 ล้านบาท และรักษาการจ่ายเงินปันผลที่อัตรา 5-6% ต่อปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”นางสาวดารณี กล่าวในที่สุด