ชาวประมงเรือคราดปลิง 11 จังหวัดอ่าวไทย ลุกฮือบุกกรุงฯ จี้อธิบดีกรมประมงทบทวนมาตรการใหม่สุดพิสดาร หลังถูกจำกัดวันทำมาหากินเหลือเพียง 20 วันต่อปี ทิ้งเรือจอดร้างนาน 345 วัน แถมสัญญาจ้างเป็นพิษ แบกหนี้สินนับล้านบาท แฉยับ! เคยรับปากจะดูแลแต่กลับหักหลังออกกฎเหล็กบีบชาวบ้านจนมุม แถมเจอวิกฤติราคาน้ำมันเรือซ้ำเติม พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 40.80 บาทต่อลิตร

นายสันทัด โง้วรุ่งเรือง แกนนำกลุ่มเรือประมงคราดปลิงฝั่งอ่าวไทย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้ทำการประมงประเภทเรือคราดปลิง บริเวณอ่าวไทยมาตั้งแต่ต้นปี 2568 ซึ่งออกใบอนุญาตโดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเรือแต่ละลำจะใช้งบในการลงทุนเครื่องมือประมาณ 500,000 บาท(ไม่รวมเม็ดเงินในการก่อสร้างเรือ ที่ต้องใช้งบประมาณ 3 ล้านบาทขึ้นไปต่อเรือ 1 ลำ) ปัจจุบันมีกลุ่มเรือทำประมงประเภทดังกล่าวรวมแล้วประมาณ 11 จังหวัด อาทิตราด,เพชรบุรี,สมุทรสาคร,สมุทรสงคราม,ประจวบคีรีขันธ์,ชุมพร,สุราษฎร์ธานี,นครศรีธรรมราช,สงขลา,ปัตตานี และนราธิวาส โดยที่ผ่านมาได้ทำการออกเรือคราดปลิงทุกวัน และสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ปกติเรือทุกประเภทจะต้องมีใบอนุญาต “ใบประมงพาณิชย์” ระบุแยกตามประเภทของเรือประมง(ระยะเวลา 2 ปี/ครั้ง) แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มชาวประมงได้ไปทำการต่อใบอนุญาตต่อเนื่องตามฤดูกาล ทำให้ทราบว่าทางกรมประมง ได้มีการปรับเปลี่ยนใบอนุญาตให้เฉพาะเรือคราดปลิง ทำการประมงคราดปลิงได้เพียง 20 วันเท่านั้น ซึ่งทำให้ชาวประมงเรือประเภทดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ต้องจอดเรือทิ้งไว้ถึงปีละ 345 วัน ซึ่งทำให้ขาดรายได้ในระยะยาว เพราะการประกอบอาชีพดังกล่าวล้วนมีค่าใช้จ่ายหลายภาคส่วน อาทิ ค่าจอดเรือ และค่าแรงงาน ที่ตามสัญญาต้องจ้างเป็นอย่างน้อยระยะเวลา 1 ปีตามกฎหมายกำหนด ซึ่งทุกครอบครัวเมื่อไม่สามารถทำการประมงได้ ก็ไม่มีเงินมาจุนเจือครอบครัว และจ่ายค่าแรงงาน ส่งผลให้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก หากเป็นไปได้อยากให้ทางกรมประมงผ่อนผันเหลือ 200 วัน/ปี

“ก่อนหน้าที่ทางกรมประมง จะมีการประกาศบังคับอย่างเป็นทางการ ชาวประมงเรือประเภทดังกล่าว ได้มีการรวมตัวกันไปเจรจากับผู้อำนวยการกองบริหารจัดการทรัพยากร กรมประมง มาแล้ว 1 ครั้ง โดยทางผู้รับเรื่องรับปากว่าจะดูแลให้ทำการประมงกันได้ แต่เรื่องดังกล่าวก็เงียบหายไป จนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2569 ที่ไปทำการต่อใบอนุญาตฉบับใหม่ตามฤดูกาล จึงได้ทราบกันว่า ทางกรมได้ออกหนังสือใบอนุญาตระบุมาอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเรือคราดปลิง สามารถทำการคราดปลิงได้เพียงปีละ 20 วันเท่านั้น” นายสันทัด กล่าว

นายสันทัด กล่าวต่อไปว่า ดังนั้นในวันนี้(25 มี.ค.2569) กลุ่มเรือประมงคราดปลิงฝั่งอ่าวไทย จึงได้นัดรวมตัวกันอีกครั้ง ณ บริเวณลานโพธิ์ กรมประมง เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและขอเจรจา กับนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง พิจารณาทบทวนมาตรการที่จะออกใบอนุญาตทำประมงพาณิชย์โดยเฉพาะเรือคราดปลิง ให้สามารถทำการประมงได้ทุกวันเหมือนเช่นที่ผ่านมา ซึ่งในความเป็นจริงสำหรับเรือประมงที่ลงทุนเครื่องมือคราดปลิงไว้แล้วจะกลับไปทำเครื่องมืออื่น ก็จะต้องใช้เงินลงทุนอีกหลักล้านบาท ดังนั้นการกำหนดวันทำประมงเพียงเท่านี้ย่อมไม่สมเหตุสมผลและจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพมากเกินไป

รวมทั้งประเด็นกำหนดเขตการทำประมงที่ต้องออกไปทำการประมง ตามที่เจ้าหน้ากรมประมงกำหนดให้ ห่างจากฝั่งประมาณ 30 – 40 ไมล์ทะเล (ประมาณ 50 กิโลเมตรในบางช่วง) ซึ่งมองว่าเป็นระยะทางที่อยู่ห่างจากชายฝั่งระยะไกลไกลเกินไป เพราะหากเกิดเหตุภัยธรรมชาติจะเดินทางกลับเข้าฝั่งไม่ทัน และไม่สามารถรับรู้ข่าวสารผ่านเครื่องมือสื่อสารได้

“ยิ่งเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ปัจจุบันได้ส่งผลกระทบในเรื่องราคาน้ำมันซ้ำเติมชาวประมงอีก เดิมราคาน้ำมันสำหรับเรือประมงจะอยู่ที่ราคา 18 บาท/ลิตร และในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปั๊มน้ำมันได้ปรับขึ้นมา 3 รอบแล้ว ปัจจุบันราคาพุ่งไปที่ 40.80 บาท/ลิตร โดยแต่ละวันจะใช้น้ำมันวันประมาณ 500 ลิตร/ลำ เมื่อเจอวิกฤติเช่นนี้ก็ต้องปรับลดจำนวนมันต่อวันลงเหลือประมาณ 300-400 ลิตร เพื่อให้พอกับค่าใช้จ่ายและการยังชีพแต่ละวัน ดังนั้นจึงอยากให้ทางกรมประมงให้ความเห็นใจถึงความเดือดร้อนของกลุ่มชาวประมงเรือคราดปลิงฝั่งอ่าวไทยด้วย”นายสันทัด กล่าว

ด้านนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพียงสั้นๆว่า กรมประมงพร้อมรับฟังปัญหา จากชาวประมงและรับเรื่องไว้พิจารณา หาทางออกร่วมกันต่อไป