
เอไอเอ ประเทศไทย เปิดฉากลุยสมรภูมิประกันปี 2569 สวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว เผยตัวเลขครองส่วนแบ่งตลาดประกันมะเร็งสูงถึง 70-80% ชูธง “ประกันสุขภาพ” คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงตัวสุดท้ายที่ห้ามตัดทิ้ง เผยสถิติสุดช็อก! ค่ารักษาพยาบาลไทยพุ่งปีละ 15% ขณะที่คนไทยมีประกันไม่ถึง 40% เตรียมส่งนวัตกรรมประกันใหม่ 5-6 แบบใหม่ถล่มตลาดภายในไตรมาส 2 ส่งสัญญาณเตือนคนรุ่นใหม่เริ่มทำประกันตั้งแต่อายุ 30 ปี เบี้ยยังถูกหลักพันแต่คุ้มครองหลักล้าน ชี้เศรษฐกิจฝืดไม่กระทบยอด เหตุคนมองเป็นสินค้าจำเป็นมากกว่าแบรนด์เนมพร้อมดึง “พลอย เฌอมาลย์” แชร์ประสบการณ์ตรงสู้มะเร็งเต้านม ค่ารักษาเฉียด 3 ล้านบาท ย้ำต้องถือทุนประกันขั้นต่ำ 3 ล้านถึงรอด

นางสาวชลิดา นครชัย ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย เปิดเผยว่าจากภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ที่ชะลอตัว และจากหลายปัจจัยลบ ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ แต่เอไอเอประเมินว่าประกันชีวิตและสุขภาพเป็นสินค้าจำเป็น แตกต่างจากสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม จากข้อมูลพบว่าในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน ลูกค้าจะตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกเป็นอันดับแรก แต่จะเก็บประกันไว้เป็นอันดับสุดท้ายเพราะเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ทั้งนี้ในส่วนของเอไอเอ ยังมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า เช่น การผ่อนชำระเบี้ย 0% ผ่านบัตรเครดิตพาร์ทเนอร์ และออปชันการกู้เงินจากกรมธรรม์สำหรับลูกค้าที่ถือครองมานาน
สำหรับปัจจัยที่กระตุ้นให้คนไทยป่วยเป็นโรคร้ายแรงมากขึ้น มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ทั้งความเครียดจากการทำงานหนัก การบริโภคอาหารแปรรูป (Processed Food) อาหารปิ้งย่าง และชานมไข่มุก รวมถึงปัจจัยภายนอกอย่างมลพิษ PM 2.5 ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว
นอกจากนี้ การที่คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ตรวจพบกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม สะสมอย่างต่อเนื่อง (Non-Communicable Diseases : NCDs)มากขึ้นตามไปด้วย
โดยภายในระยะเวลา 3-4 เดือนนี้ เอไอเอ ได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สะเทือนวงการอีกประมาณ 5-6 แบบ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และประกันสะสมทรัพย์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคปี 2569 อย่างครบวงจร ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ในขณะนี้
“จากสถิติปัจจุบัน คนไทยมีประกันสุขภาพไม่ถึงร้อยละ 40 ของประชากรทั่วประเทศ ซึ่งถือว่ายังเป็นสัดส่วนที่ต่ำอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ในประเทศไทยที่มีอัตราสูงถึงราวร้อยละ 15 ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีมาตรฐานของคนไทยยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น เอไอเอ ในฐานะผู้นำด้านประกันชีวิต ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง มีพันธกิจที่ต้องการส่งเสริมให้ผู้คนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ พร้อมกับสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและครอบครัวของคนไทยผ่านการวางแผนด้วยผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และประกันโรคร้ายแรง” นางสาวชลิดา กล่าว
นางสาวชลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า มองว่าทุกคนควรเริ่มต้นวางแผนทำประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงตั้งแต่อายุน้อย หรือ ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป เพราะเริ่มมีโอกาสในการเจ็บป่วยและเป็นโรคร้ายแรงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยิ่งมีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ที่สำคัญสำหรับประกันโรคร้ายแรง ควรต้องทำให้ครอบคลุม 3 กลุ่มโรคร้ายแรงยอดฮิต ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด เพราะเล็งเห็นแล้วว่าสัดส่วนการเคลมจาก 3 กลุ่มโรคดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 95 โดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งจากข้อมูลงานวิจัยความถี่ของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิงนั้น ในเอเชียจะพบได้ประมาณ 18-26 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน และในรายงานจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าโรคมะเร็งเต้านมเกิดขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งในผู้หญิงไทย โดยคิดเป็น 28.6 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคน ส่งผลให้มะเร็งเต้านมเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตในกลุ่มโรคมะเร็ง นอกจากนั้นความคุ้มครองที่ควรจะต้องมีขั้นต่ำคือ 3 ล้านบาท เพื่อให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ (ตัวอย่างค่ารักษาพยาบาล เช่น ค่าผ่าตัด, ค่าฉายแสง, ค่ารักษาแบบมุ่งเป้า เป็นต้น) รวมถึงยังมีเงินไปใช้จ่ายในช่วงที่ขาดรายได้จากการรักษา และในช่วงพักฟื้นอีกด้วย
“จากสถิติพบว่าการเริ่มทำประกันตั้งแต่อายุ 30 ปีเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากเบี้ยประกันยังมีราคาถูกเพียงหลักพันบาทต่อปี และมีโอกาสสูงที่จะผ่านการพิจารณารับประกันแบบครบถ้วน ต่างจากกลุ่มอายุ 50-60 ปีที่เบี้ยประกันอาจพุ่งสูงขึ้นถึง 4-5 เท่าตามความเสี่ยงด้านสุขภาพ นอกจากนี้ยังพบปัญหาว่าหากรอให้มีปัญหาสุขภาพก่อนแล้วค่อยมาทำประกัน บริษัทอาจยกเว้นความคุ้มครองในบางโรค หรืออาจไม่สามารถทำประกันได้เลย แม้ว่าทุนประกันขั้นต่ำของเอไอเอจะเริ่มต้นที่ 100,000 บาท และสูงสุดได้มากกว่า 50 ล้านบาท แต่ทางบริษัทพยายามผลักดันให้ลูกค้ามีทุนประกันโรคร้ายแรงอยู่ที่ 3 ล้านบาทเป็นเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษากลุ่มโรค NCDs เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ หรือหลอดเลือดสมอง มีความแตกต่างกัน การมีวงเงิน 3 ล้านบาทขึ้นไปจะช่วยให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมที่สุดและยังมีเงินเหลือเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในครอบครัว โดยปัจจุบันพบว่าลูกค้ารายใหม่เริ่มหันมาทำทุนประกันที่ระดับ 1 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้น”นางสาวชลิดา กล่าว
ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้เสียชีวิตในทันทีเหมือนเมื่อก่อน แต่มีโอกาสที่มะเร็งจะกลับมาเป็นซ้ำได้สูง ดังนั้นจึงได้ปรับรูปแบบประกันจากรุ่นเก่าที่เป็นแบบ "เจอ จ่าย จบ" มาเป็นรุ่นใหม่ "เจอ จ่าย หลายจบ" เพื่อให้ความคุ้มครองต่อเนื่องหากโรคร้ายกลับมาอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้เอไอเอครองส่วนแบ่งการตลาดประกันมะเร็งในพอร์ตลูกค้าเดิมสูงกว่า 50-70%
“ซึ่งในวันนี้ เอไอเอรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้คุณพลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ มาร่วมบอกเล่าเรื่องราวและมุมมองในมุมของลูกค้าจริงให้กับตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงินของเอไอเอ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งประสบการณ์จริงจากคุณพลอยจะถูกส่งต่อไปถึงลูกค้าและคนไทยทั่วประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกคนเริ่มมองหาเกราะคุ้มกันโรคร้ายแรงให้ตัวเองและคนที่คุณรัก”นางสาวชลิดา กล่าว

ด้าน นางสาวเฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ นักแสดง นางแบบและพรีเซ็นเตอร์ชื่อดัง กล่าวว่า มะเร็งเป็นโรคใกล้ตัวกว่าที่คิด ที่ผ่านมามั่นใจว่าตัวเองมีสุขภาพแข็งแรงเพราะเป็นคนออกกำลังกายหนัก เล่นกีฬาทุกประเภท แต่เราอาจลืมไปว่าเราก็ใช้ชีวิตหนักเช่นเดียวกัน แต่ถือว่าโชคดีที่ตนตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีทำให้รู้เร็วว่าตัวเองเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งย้อนกลับไปตอนที่คุณหมอเจอเนื้อร้ายและแจ้งว่าตนเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2
“ตอนนั้นรู้สึกเครียดมาก น้ำหนักลง 13 กิโลกรัม ใน 3 เดือน ไม่กินข้าว มือสั่น นอนไม่หลับ ไม่อยากออกไปเจอใคร ขังตัวเองในบ้าน เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ร้องไห้ทุกวัน เป็นหนักมากค่ะ แต่พอดึงสติกลับมาคิดทบทวน พลอยรู้สึกเลยว่าเรายังโชคดีที่รู้เร็ว ทำให้เราได้เข้ารับการรักษาเร็ว และที่โชคดีมาก ๆ คือเรามีประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล การรักษาคือคุณหมอให้ฉายแสงค่ะ ไม่ต้องใช้คีโม แต่ต้องฉายแสง 25 ครั้ง ทำ 5 วันต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเกือบ 3 ล้านบาท แต่ดีที่พลอยทำประกันของเอไอเอไว้ ทั้งประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง เลยครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เกือบทั้งหมดค่ะ” นางสาวเฌอมาลย์ กล่าว
สำหรับตนอยากขอบคุณเอไอเอ ที่เชิญมาร่วมพูดคุยกันในวันนี้ อยากให้เรื่องราวของตนช่วยเตือนใจทุกคนว่าชีวิตคนเราสามารถมีเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติ การมีสติรู้ตัวและหยุดความคิดลบให้ได้ สำคัญมาก เมื่อล้มได้ก็ค่อยๆ ลุกได้เช่นเดียวกัน จึงอยากให้ทุกคนกอดตัวเองให้แน่น ๆ รักตัวเองให้มากกว่าเดิม ใจดีกับตัวเองดูบ้าง หลังจากที่ตนป่วยเป็นมะเร็งในครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่ามะเร็งเป็นโรคที่กลัวความสุข ดังนั้นควรจะกลับมามี Relationship กับตัวเอง และอยากฝากไว้สำหรับผู้ที่กำลังเป็นโรคอะไรก็ตาม การที่รู้เร็วว่าเป็นโรคอะไร ก็ให้คิดว่าจะได้รักษาเร็ว อยากให้ทุกคนมีกำลังใจ ต้องสู้เพราะกำลังจะได้โอกาสอีกครั้ง และอยากให้ทุกคนกลับมาดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีที่สุด ที่สำคัญคืออยากให้ทุกคนมีประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงติดตัวไว้ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดถึง ประกันจะเป็นตัวช่วยหลักที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลให้กับเรา ทุกคนจะได้มีแรงในการดำเนินชีวิตต่อไป และสำหรับผู้หญิง หากอายุถึง 30 ปีแล้วควรตรวจเมมโมแกรมทุกปี เพราะผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเป็นอันดับ 1 ดังนั้นการตรวจสุขภาพทุกปีจะช่วยให้หาโรคเจอในระยะเริ่มต้นด้วย