
“ทรงพล” แม่ทัพออมสินลำดับที่ 18 ประกาศกร้าวปี 69 พร้อมสู้ศึกเศรษฐกิจผันผวน ชูธง “Smart Social Bank for All Lives” พลิกวิกฤติภูมิรัฐศาสตร์-น้ำมันพุ่งให้เป็นโอกาสไทย ลั่นไม่ใช่แค่ธนาคารพาณิชย์แต่คือ “ที่พึ่งทุกช่วงวัย” ตั้งแต่เกิดยันส่งมอบมรดก เปิดดีลสุดเดือด! อัดฉีดสินเชื่อใหม่ 1.2 แสนล้านบาท พ่วง Soft Loan อีก 9 หมื่นล้าน หนุนธุรกิจสีเขียว-EV พร้อมอุ้มคนตัวเล็กกว่า 1 ล้านราย ลั่นลดดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้ชั้นดี ย้ำชัดออมสินยุคใหม่ต้อง “ตัวเบา-ดิจิทัลนำ” มุ่งเป้าสร้างความมั่งคั่งให้คนไทยแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน(GSB) ลำดับที่ 18 เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปี 2569 ได้มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมคงมีอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่าปี 2568 ที่ผ่านมา แต่จากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลกระทบไปในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งมองว่าความกังวลในปี 2569 นี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องรับมือ แต่สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องตั้งสติให้ดี ซึ่งในส่วนของธนาคารออมสินมองว่า ถือว่าเป็นการพลิกวิกฤติดังกล่าวให้เป็นโอกาส เพราะประเทศไทยไม่อยู่ในเขตการสู้รบและการขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่สามารถผลิตสินค้าและส่งออกให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี โดยออมสินพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสังคม และเพื่อทุกชีวิต ทุกช่วงวัยให้ผ่านพ้นวิกฤติ-ความท้าทายต่างๆไปได้ด้วยดี ด้วยการสร้างความมั่นคงให้กับลูกค้าทุกช่วงวัยได้เป็นอย่างดี

ในปี 2569 นี้เป็นวาระโอกาสครบรอบ 113 ปี ของธนาคารออมสินที่ได้ดำเนินภารกิจตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6ในการส่งเสริมการออมทรัพย์ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ขยายผลสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคมและนับจากนี้ไปธนาคารพร้อมเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับการดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการเป็น ธนาคารเพื่อสังคมเพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Livesที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของคนไทยภายใต้บริบทปัจจุบันของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ สะท้อนผ่านตัวเลข GDP ที่ลดต่ำแตะระดับ 1.4% ค่าเงินบาทแกว่งตัวสูงและอ่อนค่าลงอยู่ที่ประมาณ 31-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐขณะที่น้ำมันดีเซลราคาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 40.2 - 50.5 บาท/ลิตร
ธนาคารออมสินกำหนดบทบาทชัดเจนพร้อมดูแลคนไทยทุกช่วงชีวิตให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยยึดหลักคิด “From Birth, to Legacy” เริ่มต้นที่กลุ่มวัยเด็กเล็ก (First Steps)ตั้งเป้าปลูกฝังวินัยการออม วางรากฐานการสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย กลุ่มวัยเรียน(Education) โดยให้การสนับสนุนทางการเงินแก่นักเรียนนักศึกษาเพื่อเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง กลุ่มวัยสร้างตัว (Building)ธนาคารพร้อมเคียงข้างสนับสนุนการตั้งต้นชีวิตโดยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อประกอบอาชีพและริเริ่มทำธุรกิจ กลุ่มวัยเติบโต (Growing)คือการส่งเสริมให้คนกลุ่มวัยนี้มีการออมและการลงทุนที่เหมาะสมเพียงพอต่อการสร้างความมั่งคั่งที่มั่นคงในระยะยาว รองรับการวางแผนเกษียณ กลุ่มวัยเก็บเกี่ยว (Harvest)
ธนาคารฯจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เกษียณให้สามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพมีรายได้เพียงพอและสมดุลคุณภาพชีวิตที่คาดหวัง และจนถึงช่วงวัยสุดท้ายของชีวิต คือ วัยส่งมอบ (Legacy)ที่ธนาคารออมสินจะเคียงข้างช่วยวางแผนการส่งต่อความมั่นคงมั่งคั่งไปสู่คนรุ่นหลังโดยธนาคารตั้งเป้าหมายเป็นสถาบันการเงินที่สามารถสนับสนุนเป้าหมายทางการเงินสำหรับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัยนับตั้งแต่ก้าวแรก ไปตลอดทุกช่วงชีวิต

“ออมสินไม่ใช่ธนาคารเพื่อการพาณิชย์ แต่เป็นธนาคารเพื่อการออม รากฐานขององค์กรที่เป็นธนาคารเพื่อสังคมซึ่งก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อส่งเสริมการออมและสร้างความมั่นคง โดยไม่ได้มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุดเหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป โดยปัจจุบันแบ่งกลุ่มลูกค้าได้เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอายุ 0-6 ปี,กลุ่มอายุ 7-22 ปี,กลุ่มอายุ 23-40 ปี,กลุ่มอายุ 41-60 ปี ,กลุ่มอายุ 60-75 ปี และ กลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป ทั้งนี้เพราะคนไทยมีอายุเฉลี่ยที่ยืนยาวมากขึ้น ธนาคารฯจึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลลูกค้าในทุกช่วงชีวิตหรือทุกช่วงวัย”นายทรงพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังจำเป็นต้องมีกำไรในระดับที่เหมาะสมเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนชู "Smart Social Bank" ปฏิรูปองค์กรตัวเบา ในปีนี้ออมสินได้เพิ่มคำว่า “Smart” และ “For All Life” เข้าไปในยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการเป็นธนาคารที่มีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และบูรณาการระบบดิจิทัลให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้โดยไม่ต้องมาที่สาขา ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและระบบ QR Code ที่ทันสมัย ซึ่งการปฏิรูปนี้จะช่วยให้ธนาคาร "ตัวเบา" ขึ้น และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการจนลูกค้าสามารถคาดหวังระยะเวลาดำเนินการที่ชัดเจนได้

ด้านการสนับสนุนนโยบายรัฐขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธนาคารมุ่งเน้น 2 ภารกิจที่สำคัญ คือ
1)การช่วยเหลือคนตัวเล็ก รายย่อย กลุ่มฐานราก ให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีเงินออม โดยตั้งเป้าให้คนกลุ่มนี้ได้รับสิทธิประโยชน์จากธนาคารในมิติต่าง ๆ เช่น การขยายโอกาสเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงินให้แก่คนฐานรากที่ส่วนใหญ่ขาดหลักประกันการกู้ เน้นให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกหนี้ที่มีประวัติการผ่อนชำระดีให้ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ซึ่งจะเป็นการแก้หนี้เชิงป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ต้องเสียประวัติเครดิต และช่วยสร้างวินัยทางการเงินที่ดี ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพเพื่อช่วยสร้างรายได้เพิ่ม เป็นต้น
2) การช่วยผู้ประกอบการรายเล็กธุรกิจ SMEs และ Supply Chain ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถประคับประคองธุรกิจก้าวต่อได้ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงหลากหลาย ผ่านการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ หรือ New Business Ecosystem ที่สามารถสนับสนุนการเชื่อมต่อนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธนาคารออมสิน ตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนฐานรากได้มากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มสัดส่วนสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการมากกว่าร้อยละ 40 ของสินเชื่อรวมในปี 2568 พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งที่เป็นการกู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และกู้เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้า
การเปิดจำหน่ายสลากออมสินพิเศษในโอกาสครบรอบก่อตั้งธนาคาร 113 ปี รวมถึงผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีสิทธิประโยชน์ เช่น เงินฝากแบบมีประกันชีวิต/ประกันสุขภาพเพื่อส่งเสริมการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยในทุกมิติ
“ทิศทางในการดำเนินงานของออมสินในปี 2569 ได้ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มฐานรากเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ล้านราย โดยเน้นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ขนาดเล็กที่ธนาคารพาณิชย์อาจเข้าไม่ถึง โดยในปี 2569 นี้ ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ (New Loan) เพิ่มขึ้นประมาณ 120,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นราว 40% จากปี 2568 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มเป้าหมายหลักจะเน้นไปที่ผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันหรือไม่มีเครดิต กลุ่มแรงงานและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป รวมถึงการท่องเที่ยว มาตรการเชิงรุกสู้ภัยเศรษฐกิจและสงครามการค้า อีกทั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical) และสมรภูมิทางการค้าที่รุนแรง ธนาคารต้องทำหน้าที่เป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ เพื่อให้ลูกค้าอยู่รอดและแข่งขันได้โดยออมสินยังคงรักษาเพดานดอกเบี้ยในระดับต่ำที่สุดในระบบ ทั้ง MLR, MRR และ MOR พร้อมออกแคมเปญลดดอกเบี้ยให้ลูกค้าบ้านชั้นดีที่ผ่อนชำระตรงเวลาเมื่อครบ 3 ปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย” นายทรงพล กล่าว

นอกจากนี้ ยังเตรียมวงเงินสำหรับ Soft Loan อีกกว่า 90,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจ (Transformation) โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาดอย่าง Solar Cell ซึ่งมีแผนจะให้สินเชื่อ On-top สำหรับลูกค้าเดิม เช่น ผู้กู้สินเชื่อบ้านสามารถกู้เพิ่มเพื่อติดตั้ง Solar Rooftop โดยใช้วิธียืดระยะเวลาผ่อนชำระออกไปเพื่อให้ยอดผ่อนต่อเดือนเท่าเดิมมั่นใจ NPL คุมอยู่ - เน้นวินัยการเงิน ต่อข้อซักถามเรื่องหนี้เสีย (NPL) ธนาคารยืนยันว่าไม่กังวลมากนัก เนื่องจากเน้นการสร้างวินัยทางการเงินและการเข้าไปให้ความช่วยเหลือล่วงหน้า (Proactive) เช่น การเพิ่มวงเงินชั่วคราวเพื่อเป็น Buffer จากภาระค่าพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องหยุดชะงักและสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย "วิกฤติทุกวิกฤติคือโอกาสใหม่ ธนาคารพร้อมที่จะยืนเคียงข้างลูกค้าเพื่อให้ทุกคนลืมตาอ้าปากได้ในระยะยาว แม้ในวันที่สมรภูมิการค้าโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด
“เราพร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งที่เป็นการกู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และกู้เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้า การเปิดจำหน่ายสลากออมสินพิเศษในโอกาสครบรอบก่อตั้งธนาคาร 113 ปี รวมถึงผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีสิทธิประโยชน์ เช่น เงินฝากแบบมีประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยในทุกมิติ โดยธนาคารออมสิน พร้อมก้าวต่อไปในการสานต่อพระราชปณิธานฯในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับคนไทยทุกคน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิด “ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต… Smart Social Bank for All Lives”นายทรงพล กล่าวในที่สุด