
กว่าจะมาเป็นวันนี้ของ “April’s Bakery” มีจุดกำเนิดมาจากที่ “นางกนกกัญจน์ มธุรพร” หรือ “อรเอพริล” อดีตแอร์โฮสเตสที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมเปี๊ยะฮ่องกงระหว่างการทำงานสายการบิน ก่อนกลับมาพัฒนาสูตรเองในไทย ใช้เวลาทดลองสูตรกว่า 3 เดือน จนเปิดร้านแรก ที่โครงการ คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (Crystal Design Center - CDC) ในปี 2553 ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยเริ่มต้นจากการขายเค้กทำมือ ก่อนจะพลิกโฉมมาโด่งดังด้วยพายและขนมเปี๊ยะแป้งบางไส้ทะลัก ผู้บุกเบิก “พายหมูแดงสูตรฮ่องกง” ในประเทศไทย
จุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจ คือ การนำ “ขนมเปี๊ยะ” ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นสินค้าดั้งเดิม มาปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็น Modern Bakery ผ่านการออกแบบแพ็กเกจ รสชาติ และช่องทางจำหน่ายแบบ Mass Market วางตำแหน่งตัวเองในตลาด “Premium Mass” คือ คุณภาพสูงกว่าขนมทั่วไป แต่เข้าถึงง่ายผ่านร้านสะดวกซื้อ ผ่าน 4 โมเดลธุรกิจ คือ
1.สร้างสินค้าลายเซ็น (Signature Product) สินค้าหลักคือ “พายหมูแดงฮ่องกง” ที่สร้าง Brand Recall ได้ชัดเจน และแตกต่างจากขนมเปี๊ยะดั้งเดิมในตลาดไทย แต่บริษัทต่อยอดด้วย เปี๊ยะโมจิลาวาไข่เค็ม ,เปี๊ยะโอวัลติน ,พายสูตรต่าง ๆ และ เบเกอรี่พร้อมทานจนปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 100 SKU
2.เจาะ Modern Trade เต็มรูปแบบ จุดแข็งสำคัญของ April’s Bakery คือ การผลิตสินค้าเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อระดับประเทศอย่าง 7-Eleven กว่า 16,000 สาขา ,ร้านกาแฟกว่า 150 สาขา ,จุดจำหน่าย Take Home ในห้างสรรพสินค้า และ ช่องทางออนไลน์
3.Scale ด้วยโรงงานมาตรฐานอุตสาหกรรม จากธุรกิจ SME แบบครัวขนาดเล็ก บริษัทขยายสู่โรงงานมาตรฐาน GMP และ HACCP เพื่อรองรับตลาด Mass และการส่งออกจุดนี้ทำให้ April’s Bakery แตกต่างจากร้านเบเกอรี่รายย่อยทั่วไป เพราะสามารถผลิตปริมาณมาก พร้อมรักษามาตรฐานรสชาติได้ใกล้เคียงกันทั่วประเทศ
4.เติบโตผ่าน “Frozen Bakery” หนึ่งในกลยุทธ์ใหม่คือ ตลาดเบเกอรี่แช่แข็ง (Frozen Bakery) ซึ่งกำลังเติบโตสูงในอาเซียน
แต่ฝันในการเติบโตของ “April’s Bakery” ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น แต่ฝันในอนาคตคือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และขยายตลาดไปยังต่างประเทศอีกด้วย

ทะยานสู่ 1,700 ล้านบาท ชูความพร้อมเขย่าตลาดเบเกอรี่ 4.6 หมื่นล้าน
โดยนางกนกกัญจน์ มธุรพร ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท สิงหาฟู้ด อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “April’s Bakery” เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ ได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ประกาศรีแบรนด์ พร้อมพลิกโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบทศวรรษ รวมไปถึงการขยายอีกกว่า 20 สาขาใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร และวางรากฐานสู่การแข่งขันในระดับภูมิภาค หลังสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 200% ด้วยรายได้รวมกว่า 1,300 ล้านบาท ในปี 2568 ขยายการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านสะดวกซื้ออย่าง 7- Eleven กว่า 16,000 สาขาทั่วประเทศ และยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทสร้างรายได้แล้วกว่า 425 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของ แบรนด์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางตลาดเบเกอรี่ไทยมูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท คาดว่าทั้งปี 2569 จะสามารถกวาดรายได้รวมที่ 1,700 ล้านบาท หรือเติบโต 30% พร้อมตั้งเป้าครองส่วนแบ่งตลาดเบเกอรี่ให้ถึง 4% ขณะที่เป้าหมายระยะยาว บริษัทมองว่าจะสามารถรักษาการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20-30% ต่อปี และกำไรเติบโต 15% ต่อปี เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายรายได้ 2,500 ล้านบาท ในปี 2572 ซึ่งเป็นปีที่คาดว่าจะนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทั้งตลาดในและต่างประเทศ
การปรับภาพลักษณ์ครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการเติบโตอย่างรวดเร็วขององค์กรในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จนภาพลักษณ์เดิมไม่สามารถสะท้อนขนาดธุรกิจ ศักยภาพขององค์กร และทิศทางการเติบโตในอนาคตได้อย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของการรีแบรนด์ครั้งสำคัญ เพื่อยกระดับแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในเชิงภาพลักษณ์ การรับรู้ของผู้บริโภค และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
“ในอดีตการแข่งขันจะมีการแข่งที่โปรดักต์ แต่ปัจจุบันจะแข่งขันกันที่ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้ามากกว่า ดังนั้นการรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาของแบรนด์ แต่เกิดจากการเติบโตของธุรกิจ เราจึงต้องปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้สะท้อนความแข็งแกร่งของแบรนด์ในวันนี้ และรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมทั้งภาพลักษณ์องค์กร โลโก้ และแนวคิด ‘The Blessing City’ เพื่อสร้างภาพจำใหม่ให้ทันสมัย เข้าถึงง่าย และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ที่กำลังก้าวจาก Local Brand สู่ Regional Brand อย่างเป็นระบบ โดยคาดหวังผลตอบแทนผ่านการเติบโตของมูลค่าแบรนด์ ความสามารถในการตั้งราคา การขยายธุรกิจในระดับที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต และสำหรับก้าวสำคัญในปีนี้ เราไม่ได้มองเพียงแค่การรักษามาตรฐานเดิม แต่เราตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีก 30% โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ขึ้นสู่ 4% ภายในสิ้นปี 2569”นางกนกกัญจน์ กล่าว

สปีดเกมสินค้านวัตกรรม ส่งหมวด Wellness - เมนูฮิตโซเชียลทุบสถิติขายดี
การรีแบรนด์ครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่องค์กรมีความพร้อมรอบด้าน ทั้งความแข็งแรงของแบรนด์ โอกาสในการขยายตลาด และศักยภาพขององค์กร ทั้งด้านเครือข่ายการจัดจำหน่าย การพัฒนาสินค้า และทีมงานที่พร้อมรองรับการเติบโตในระยะถัดไป ปัจจุบัน“April’s Bakery” มีสินค้ากว่า 130 รายการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยมากกว่า 15 รายการต่อเดือน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสม่ำเสมอและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯจะมาจากการนำสินค้าเข้าจำหน่ายผ่าน 7-Eleven สูงถึง 80% ผ่าน 1,600 สาขา โดยมียอดการสั่งซื้อมากถึง 180,000 กล่อง/วัน และยอดขาย 720,000 ชิ้น/วัน มีสินค้าวางจำหน่าย 15 รายการ และจะใช้วิธีดึงดูดลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยการออกสินค้าใหม่สัปดาห์ละ 1 รายการ อีกทั้งยังมีการกระตุ้นตลาดด้วยการออกสินค้าใหม่ถึง 15 รายการ/เดือน โดยกว่า 20% เป็นสินค้ากลุ่มสุขภาพเพื่อรับเทรนด์ Wellness ซึ่งสินค้าขายดี 3 อันดับแรก คือ 1.เปี๊ยะโมจิลาวา 2.ช็อกโกแลตดูไบ รสพิสตาชิโอ 3.เค้กทุบดูไบช็อกโกแลต ส่วนที่สัดส่วนอีก 20% เป็นรายได้มาจากหน้าร้าน “April’s Bakery”
โดยปัจจุบันมีร้านทั้งสิ้น 40 สาขา แบ่งเป็นการลงทุนเอง 20 สาขา และแฟรนไชส์ 20 สาขา และตั้งเป้า 100 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2572
กระจายความเสี่ยง ดันโมเดล “อบสดหน้าร้าน” บูสต์รายได้พุ่ง 5 เท่า
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนดันรายได้ต่อสาขาให้เติบโตขึ้นควบคู่กันไป จากเดิม 15,000 บาท/สาขา/วัน เป็น 50,000 บาท/สาขา/วัน โดยสาขาสยามพารากอน จะเป็นสาขาที่สามารถทำรายได้สูงสุดถึง 80,000 บาท/วัน ผ่านการปรับโฉมหน้าร้านให้ลูกค้าสามารถเห็นการ อบ สดใหม่ออกจากเตาในทันที ซึ่งจำเริ่มดำเนินการให้ครบทุกสาขาในกทม.ภายในระยะเวลา 3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีสาขาเจริญกรุงเพียงแห่งเดียว และในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ จะขยายเพิ่มที่สาขา เซ็นทรัล นอร์ธวิลล์ และ MRT จตุจักร
ปูพรมยุบรวม 9 โรงงาน ผุดฐานผลิตใหญ่รับแผน M&A ปี 70
นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนที่จะซื้อที่ดินในย่านพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพิ่มอีก 20 ปี เพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ในพื้นที่เดียวกัน จากปัจจุบันที่มีโรงงานจำนวน 9 แห่ง มีกำลังการผลิตรองรับได้ถึง 400,000 กล่อง/วัน หรือประมาณ 1,600,000 ชิ้นต่อวัน ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงตรึงราคาสินค้าไว้ได้ประมาณ 1 ปี เนื่องจากได้มีการเจรจากับซัพพลายเออร์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
“หากสามารถเสนอขายหุ้นของบริษัทให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO)ได้สำเร็จ ก็มีแผนที่จะยุบรวมโรงงานทั้ง 9 แห่ง เพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่แห่งเดียว บนพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับการผลิตในประเทศและส่งออกยังต่างประเทศในระยะเวลาอีก 10 ปีข้างหน้าด้วย” นางกนกกัญจน์ กล่าว
ลุยตลาด “Masstige” ระดับพรีเมียมจับต้องได้ ปูรากฐานธรรมาภิบาลส่งออกเอเชีย
สำหรับกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อน บริษัทวางจุดยืนแบรนด์ในกลุ่ม Masstige หรือสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเน้นยกระดับทั้งคุณภาพสินค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และประสบการณ์ของแบรนด์ ภายใต้แนวคิด “คุณภาพดี ราคาจับต้องได้” เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับคุณค่าที่สูงขึ้นในราคาเดิมหรือใกล้เคียงเดิม พร้อมตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเบเกอรี่กลุ่ม Masstige ในประเทศไทย ทางบริษัทฯไม่ได้แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยคุณภาพสินค้า ประสบการณ์ของผู้บริโภค และความสามารถในการเปลี่ยนกระแสความนิยมบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นยอดขายจริงและการรีแบรนด์ครั้งนี้จะสร้างผลเชิงบวกใน 2 ระดับ คือ Consumer Level ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงประสบการณ์ระดับพรีเมียมได้ง่ายขึ้น และ Market Level ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดเบเกอรี่ในกลุ่ม Masstige พร้อมผลักดันให้ เอพริล เบเกอรี่ ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดเบเกอรี่ ทั้งนี้บริษัทยังเดินหน้าขยายช่องทางจำหน่ายและโมเดลหน้าร้านรูปแบบใหม่ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคทุกระดับ ทั้งในช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ ช่องทางออนไลน์ และการพัฒนาหน้าร้านเชิงประสบการณ์ (ร้านที่มีการอบสดหน้าร้าน) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายฐานลูกค้าในอนาคต พร้อมต่อยอดสู่กลุ่มผู้บริโภคต่างชาติและตลาดใหม่ ๆ ในระดับสากล
ปัจจุบัน เอพริล เบเกอรี่ ได้เริ่มทำตลาดใน 2 ประเทศ ได้แก่ เกาหลี และไต้หวัน ในรูปแบบ OEM เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละตลาด ทั้งในด้านรสนิยม รูปแบบสินค้า และการตอบรับของตลาด พร้อมมองโอกาสในการเปิดหน้าร้านในต่างประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม และก้าวจากการส่งออกสินค้า ไปสู่การสร้างแบรนด์ไทยที่มีตัวตนในตลาดต่างประเทศอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการวางรากฐานองค์กรครั้งสำคัญ ทั้งในด้านธรรมาภิบาลองค์กร ระบบบริหารจัดการ กระบวนการทำงาน และวินัยทางการเงิน เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่ง รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับโอกาสในการระดมทุนและการเติบโตในตลาดทุนในระยะถัดไป
“วันนี้ เอพริล เบเกอรี่ ไม่ได้กำลังเติบโตเพียงในเชิงธุรกิจ แต่ยังให้ความสำคัญกับ คุณภาพของการเติบโตไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ การกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้า และการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ควบคู่กับการขับเคลื่อนองค์กร ที่ให้ความสำคัญกับความจริงใจ คุณภาพ นวัตกรรม ความใส่ใจ และการแบ่งปัน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในมิติของธุรกิจและความสัมพันธ์กับผู้บริโภค” นางกนกกัญจน์ กล่าวในที่สุด