ท่ามกลางความพยายามในการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อเพิ่มรายได้แผ่นดิน ข้อเสนอเรื่องการปรับเปลี่ยนระบบภาษีบุหรี่ไปสู่ระบบ "อัตราเดียว" (Single Rate) กำลังได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การสลับขั้วจากระบบ 2 อัตราในปัจจุบันไปสู่อัตราเดียวอย่างกะทันหัน อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ (Unintended Consequences)
เมื่อพิจารณาจากกรณีศึกษาของหลายประเทศ และข้อมูลเชิงสถิติ พบว่าระบบภาษีอัตราเดียวมีจุดเสี่ยงสำคัญ 3 ประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานรากของไทย:
1. การบิดเบือนกลไกตลาดและภาวะสูญเสียการแข่งขันของรัฐวิสาหกิจ
ระบบ 2 อัตราในปัจจุบันทำหน้าที่แยกกลุ่มผู้บริโภคตามกำลังซื้อและจำกัดขอบเขตการแข่งขัน หากเปลี่ยนเป็นอัตราเดียว ราคาขายปลีกขั้นต่ำของบุหรี่ในประเทศจะถูกบีบให้ขยับสูงขึ้น ขณะที่บุหรี่นำเข้าเกรดพรีเมียมจากต่างประเทศจะลดราคาลงมาแข่งขันในระดับเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายอุปสงค์ (Demand Shift) ไปสู่บุหรี่ต่างประเทศ ทำให้เสถียรภาพทางการเงินของการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ได้รับผลกระทบโดยตรง
2. ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรรม
จากข้อมูลพบว่า ยสท. เป็นผู้รับซื้อใบยาสูบรายใหญ่ที่สุดจากเกษตรกรไทย หากยอดจำหน่ายของ ยสท. ลดลงจากการถูกแทรกแซงตลาด ย่อมส่งผลเป็นลูกโซ่ทำให้ต้องลดปริมาณการรับซื้อใบยาในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบเฉียบพลันต่อรายได้ของเกษตรกรชาวไร่ยาสูบกว่าหลายหมื่นครัวเรือน เนื่องจากบุหรี่นำเข้าเกือบทั้งหมดใช้ใบยาและฐานการผลิตจากต่างประเทศ
3. การเติบโตของตลาดนอกระบบ (Illicit Trade)
แบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ภาษีชี้ชัดว่า เมื่อช่องว่างราคาสินค้าถูกกฎหมายกับสินค้าผิดกฎหมายห่างกันมากเกินไป ผู้บริโภคที่มีความไวต่อราคา (Price Sensitive) จะหันไปหา "บุหรี่เถื่อน" ทันที ดังที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศที่ปรับภาษีแบบก้าวกระโดด ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีสรรพสามิต แต่ยังสูญเสียการควบคุมมาตรการด้านสาธารณสุขอีกด้วย
บทสรุปเชิงนโยบาย:
การแก้โจทย์รายได้ภาษียาสูบในเวลานี้ รัฐบาลอาจต้องมุ่งเน้นไปที่ "การอุดรอยรั่วซึม" มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างส่วนบน โดยมาตรการที่เห็นผลได้รวดเร็วและไม่กระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศ คือการเข้มงวดกับการปราบปรามขบวนการลักลอบนำเข้าบุหรี่ผิดกฎหมายและการขายออนไลน์ รวมถึงการจัดเก็บภาษียาเส้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและปลอดภัยต่อเศรษฐกิจฐานรากมากกว่าการใช้ระบบอัตราเดียว