ภูเขาทอง-ศรีราชาพานิช ไม่ทนรับแรงกระแทก เผยตลาดร้านอาหารหดตัวรุนแรงจากพิษเศรษฐกิจ-สงครามโลก กางแผนรับมือต้นทุนแพ็กเกจจิ้งพุ่ง 30% ลั่น “ไม่ขึ้นราคาสินค้าควบคุม” แต่ใช้วิธีหั่นต้นทุนพลังงาน-ปรับเกมการค้าชายแดนสู้ศึกส่งออก พร้อมฉีกกรอบเดิมๆ ด้วยการปักหมุด Flagship Store 4 ชั้นกลางย่าน “ทรงวาด” ปี 2570 พิสูจน์ความเก๋าที่เข้าถึงวัยรุ่นยุค AI เผยระบบยี่ปั๊วเปลี่ยนผ่าน ต้องใช้สถิติและข้อมูลดิบคุยกันตรงๆ ไม่มีคำว่าเครือญาติอีกต่อไป“รื้อโครงสร้างพอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ลุยวิจัย 4 ปีเต็ม คลอดหมวดสินค้าที่ไม่เคยทำมาก่อน "Ready to Cook" 16 รายการรวด ดึงอินฟลูเอนเซอร์กวาดคนรุ่นใหม่ หวังเปลี่ยนมือใหม่เข้าครัวให้เป็นลูกค้าถาวร ตัดใจปรับเป้าปี 69 โตเซฟโซน 1%

นางสาววรัญญา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องปรุงรสตรา “ภูเขาทอง” และ “ซอสศรีราชาพานิช” เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจและภาพรวมยอดขายของบริษัทฯในปี 2569 ว่า ได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจไว้ที่ระดับประมาณ 1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างระมัดระวังเมื่อเทียบกับตัวเลขการเติบโตสะสมย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมาที่แบรนด์สามารถเติบโตได้เฉลี่ยถึง 20% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจในปัจจุบันยังคงเผชิญกับการชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับปัจจัยภายนอกที่ไม่คาดฝันอย่างภาวะสงครามและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายคือ ตลาดกลุ่มร้านอาหารและภัตตาคารในประเทศเริ่มมีแนวโน้มหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์หันมาเน้นหนักในตลาดผู้บริโภคทั่วไปที่ทำอาหารรับประทานเองภายในบ้าน ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเจริญเติบโตสวนกระแสและมีศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสัดส่วนยอดขายจะยังไม่ใหญ่เท่ากับกลุ่มลูกค้าร้านอาหารก็ตาม
ทั้งนี้จากการศึกษาวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า เทรนด์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน หันมาให้ความสนใจและมีความสุขกับการทำอาหารทานเองที่บ้านมากขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากอินฟลูเอนเซอร์สายอาหาร (Food Influencers) ที่มีจำนวนมากในสื่อสังคมออนไลน์ ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเบื่อหน่ายการสั่งอาหารผ่านระบบเดลิเวอรี แต่เนื่องจากคนกลุ่มนี้อาจจะยังไม่มีทักษะหรือฝีมือ (Skill) ในการทำอาหารมากนัก
บริษัทจึงได้เล็งเห็นช่องว่างทางการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อนในรอบกว่า 70 ปี คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ซอสสำเร็จรูปพร้อมปรุง หรือ “Ready to Cook” (ขวดเดียวจบไม่ต้องปรุงเพิ่ม) ซึ่งบริษัทได้ใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ร่วมกับทีมงานภายในมายาวนานกว่า 3–4 ปี ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมกันรวมทั้งสิ้น 16 รายการ (SKUs) แบ่งเป็น

-แบรนด์ภูเขาทอง จำนวน 8 รายการ เน้นซอสสำหรับการปรุงอาหารไทยยอดนิยมในครัวเรือนที่คุ้นเคย
-แบรนด์ซอสศรีราชา จำนวน 8 รายการ เน้นกลุ่มซอสจิ้มและซอสปรุงรสที่มีความหลากหลาย
โดยคอนเซ็ปต์หลักของการพัฒนาสินค้าใหม่ คือ “ใครๆก็ทำอาหารได้” ภายใต้รูปแบบ “Ready to cook” ซึ่งได้รับความนิยมสูงเพราะตอบโจทย์ความสะดวกสบายโดยเฉพาะคนเมือง (Urbanization) สำหรับแบรนด์ภูเขาทอง เปิดตัวซอสสไตล์ไทยสตรีทฟู้ด 8 รสชาติ ประกอบด้วย ซอสผัดกระเพรา ซอสสามเกลอ ซอสกะปิสำเร็จรูป ซอสผัดผงกะหรี่ ซอสก๋วยเตี๋ยว ซอสปลานึ่งซีอิ้ว ซอสพะโล้ และซอสต้มยำ ขณะที่ แบรนด์ซอสพริกศรีราชาพานิช นำเสนอซอสสไตล์ไทยฟิวชั่นนานาชาติ 8 รสชาติ ประกอบด้วย ซอสหม่าล่า ซอสพริกศรีราชา (สูตรเกาหลี) ซอสยากินิคุ สูตรเผ็ด ซอสบาร์บีคิว ซอสบูโกกิ ซอสเทริยากิ ซอสผัดไทย และซอสเซซามิ โดยเตรียมวางจำหน่ายช่วงเดือนตุลาคม 2569 นี้
ทั้งนี้มองว่าปัจจุบันผู้บริโภคเน้นความหลากหลายของรสชาติและความสนุกในการครีเอทเมนูใหม่มากขึ้น การขยายพอร์ตสินค้าใหม่ รวมถึงการทำ Experiental Marketing จะช่วยให้แบรนด์สร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคในระยะยาว และเป็นอีกแรงสำคัญกระตุ้นยอดขายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
“เราเห็นเทรนด์การเติบโตของ Home cooking และ Fusion food ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะอิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย และเหล่า food creator ทำให้ผู้คนสนุกกับการสร้างสรรค์เมนู Mix & Match รสชาติใหม่ๆ สะท้อนตัวตนผ่านอาหาร ทำให้ไทยเทพรสพัฒนาสินค้าใหม่ถึง 16 รายการ เพื่อเข้าไปอยู่ในทุกโมเมนต์การทำอาหารของผู้บริโภคและร้านอาหารทั่วประเทศ โดยหนึ่งในโจทย์สำคัญของแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน คือ การทำให้แบรนด์ยังคง Relevant และเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไทยเทพรสมุ่งขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านแนวคิด Culture Food Experience และ Collaboration Marketing มากขึ้น เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรมอาหาร และประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน”นางสาววรัญญา กล่าว

สำหรับสถานการณ์การส่งออก (Export) ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 20% ขณะที่ตลาดในประเทศ (Domestic) อยู่ที่ 80% นั้น ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากกรณีที่ช่องทางการส่งออกสินค้าโดยตรงไปยังประเทศกัมพูชาถูกระงับหรือปิดตัวลง ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การกระจายสินค้าใหม่ โดยเปลี่ยนมุมมองและหันมามุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าไทยที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ชายแดน รวมถึงร้านค้าชายแดนที่เป็นคู่ค้าดั้งเดิม ผ่านการอัดฉีดงบประมาณและโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและส่งออกของผู้ค้า และช่วยให้สินค้าสามารถซึมลึกในตลาดกัมพูชาได้เช่นเดิม
ส่วนตลาดส่งออกหลักในปัจจุบันยังคงเป็น สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา ขณะเดียวกันบริษัทยังมองเห็นโอกาสการเติบโตในตลาดใหม่อย่าง “ภูมิภาคตะวันออกกลาง” ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง ประกอบกับปัจจุบันกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายมุ่งเน้นและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปขยายตลาดในโซนดังกล่าว เนื่องจากมีแรงงานและคนไทยเดินทางไปทำงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งเดิมทีบริษัทมียอดขายในแถบนั้นอยู่บ้างแล้ว แต่แผนงานจากนี้จะร่วมมือกับภาครัฐเพื่อรุกขยายฐานตลาดและเพิ่มปริมาณการส่งออกให้มากขึ้น
“ตลาดซอสพร้อมปรุงสำเร็จรูปในประเทศปัจจุบันยังมีคู่แข่งไม่มากนัก การส่งสินค้า Ready to Cook เข้ามาใน Subset ของตลาดเครื่องปรุงรสครั้งนี้ ซึ่งเราไม่ได้มุ่งหวังเพียงแค่การสร้างยอดขาย แต่ต้องการเข้าไปเป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้คนรุ่นใหม่ในการทำอาหาร เมื่อเขาทำแล้วรู้สึกว่าอร่อยและง่าย ต่อไปเขาก็จะขยับสเต็ปไปสู่การหัดปรุงอาหารด้วยซอสปรุงรสขวดเดี่ยวประเภทอื่น ๆ ของเราเองในอนาคต” นางสาววรัญญา กล่าว
นางสาววรัญญา กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนยุทธศาสตร์ในอนาคตระยะ 2–3 ปีข้างหน้าว่า บริษัทยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดผลิตภัณฑ์เดิมควบคู่ไปกับสินค้ากลุ่ม Ready to Cook แต่ไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมจัดตั้ง “ไลฟ์สไตล์ช็อป” (Lifestyle Shop) ของบริษัทขึ้นเป็นครั้งแรกในย่านประวัติศาสตร์ยอดนิยมอย่าง “ทรงวาด” ซึ่งจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านขายเครื่องปรุงรสทั่วไป แต่จะเน้นการนำเสนอภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายและสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่

สำหรับความคืบหน้าของโครงการดังกล่าว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกแบบสถาปัตยกรรม เนื่องจากย่านทรงวาดเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ความผสมผสานระหว่างความคลาสสิกดั้งเดิมและความโมเดิร์น ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่บริษัทต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเดินทางของชุมชน คาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ประมาณปี 2570
“แบรนด์ภูเขาทองอยู่คู่กับสังคมไทยมานานกว่า 70 ปี แน่นอนว่าเรามีความคลาสสิกและมีอายุระดับหนึ่ง แต่เราไม่อยากหยุดอยู่กับที่ เรายังต้องการเข้าไปอยู่ในชีวิตของคนรุ่นใหม่ การตัดสินใจไปปักหมุดทำช็อปที่ทรงวาด จะเป็นเครื่องพิสูจน์และแสดงให้เห็นว่า แม้เราจะคลาสสิกแต่เราก็ทันสมัยและเข้าใจวัยรุ่น ย่านนี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างพลาสติกดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Brand Value) และความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในระยะยาว” นางสาววรัญญา กล่าว
นางสาววรัญญา กล่าวเพิ่มเติมาว่า ในฐานะทายาทธุรกิจที่เติบโตมาพร้อมกับแบรนด์ภูเขาทองรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในการบริหารงานร่วมกับคู่ค้ายุคใหม่เป็นอย่างดี โดยในอดีตการดำเนินธุรกิจกับกลุ่มยี่ปั๊วหรือคู่ค้ารุ่นเดิมจะเน้นความสัมพันธ์ส่วนตัวและระบบเครือญาติเป็นหลัก การเจรจาค้าขายมีความยืดหยุ่นและเป็นกันเองสูง แต่เมื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของคนรุ่นใหม่ (Next Generation) ที่เข้ามาสืบทอดกิจการ คู่ค้ารุ่นใหม่เหล่านี้เริ่มมีการนำระบบเทคโนโลยีการจัดการและกระบวนการทำงานที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ ทำให้รูปแบบการเจรจาธุรกิจเปลี่ยนมาเป็นการพูดคุยด้วยข้อมูลดิบ ระบบตรวจสอบ และตัวเลขสถิติอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
“ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้จะทำให้กระบวนการทำงานและขั้นตอนการขายมีความยากและซับซ้อนขึ้นกว่าในอดีต แต่ในอีกมุมหนึ่ง ถือเป็นสิ่งที่ดีและเป็นแรงผลักดันเชิงบวกที่เข้ามาช่วยกระตุ้นให้บริษัทไทยเทพรสต้องตื่นตัว ตลอดจนต้องพัฒนาปรับปรุงระบบหลังบ้านและการทำงานของตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและทำให้คู่ค้ารุ่นใหม่เชื่อมั่นในมาตรฐานและอยากเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่อไปอย่างยั่งยืน”นางสาววรัญญา กล่าว

ด้าน นายบัญชา วิญญรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเทพรส จำกัด (มหาชน)กล่าวถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานและทิศทางของธุรกิจซอสปรุงรสแบรนด์ "ภูเขาทอง" และ "ศรีราชาพาณิชย์" ว่า ประกอบไปด้วย 6 กลยุทธ์
1.กลยุทธ์การปรับโฉมแบรนด์และบุกตลาดคนรุ่นใหม่ (Modernization) ในปี 2569 นี้บริษัทได้ตัดสินใจ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากถึง 16 รายการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในรอบหลายปี เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาด โดยเป้าหมายหลักคือการ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของบริษัทที่ดูเก่าแก่ ให้ดูทันสมัยมากขึ้น และต้องการขยายกลุ่มเป้าหมายจากเดิมที่เป็นกลุ่มแม่บ้านอายุ 40 ปีขึ้นไป ลงมาสู่กลุ่มวัยรุ่นและคนเริ่มทำงานในช่วงอายุ 20 ปีต้นๆ
2.ผลิตภัณฑ์ใหม่และคอนเซปต์ "Anyone Can Cook" สำหรับกลุ่มสินค้าใหม่จะแบ่งเป็น 2 แบรนด์หลัก:
-ภูเขาทอง (Mountain Brand): เปิดตัวในกลุ่ม "Street Food Series" ที่เน้นความง่าย โดยเฉพาะซอสปรุงสำเร็จที่ช่วยให้คนเมืองหรือมือใหม่ที่ไม่เคยเข้าครัวสามารถทำอาหารทานเองได้ที่บ้าน, เช่น ซอสก๋วยเตี๋ยวเรือ ซึ่งเป็นสินค้าที่นายบัญชาชื่นชอบเป็นการส่วนตัวเพราะทำได้รวดเร็ว
-ศรีราชาพาณิชย์ (Sriraja Panich): วางตำแหน่งเป็น "Global Fusion" เพื่อผลักดันซอสศรีราชาให้เป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารหลากหลายสัญชาติทั่วโลก โดยจะมีตัวชูโรงอย่าง ซอสหม่าล่า, ซอสโกชูจัง และซอสยากินิกุ
3.โปรเจกต์ยักษ์ "ทรงวาด" และการสร้าง Brand Awareness ไฮไลต์สำคัญในช่วงปลายปี 2568 คือการเปิด Shop หรือ Flagship Store บนถนนทรงวาด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์ผสมผสานทั้งอาหารและแฟชั่น, โดยจะเป็นตึก 4 ชั้น ที่รวมสินค้า Merchandising ของบริษัท และอาจมีโซนทำอาหารหรือเซอร์ไพรส์อื่น ๆ ที่ชั้นบน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ
4.ภาพรวมการขายและสถานการณ์ตลาด
-อันดับสินค้าขายดี: ปัจจุบัน "ซอสฝาเขียว" ยังคงเป็นสินค้าอันดับ 1 ของบริษัท ตามมาด้วยซอสพริกเผ็ดน้อย และน้ำส้มสายชู
-สัดส่วนรายได้: บริษัทเน้นตลาดในประเทศ 80% และส่งออก 20% โดยตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดคือสหรัฐอเมริกา
-ผลประกอบการ: รายได้ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายเพียงรักษาระดับรายได้ให้เท่าเดิมเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย
5.ความท้าทายและมาตรการรับมือต้นทุนพุ่ง ซึ่งยอมรับว่าปีนี้มีความท้าทายมากกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งจาก ภาวะการสู้ระหว่างไทยกับกัมพูชาและการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่กระทบต่อการส่งออก รวมถึงต้นทุนบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ที่พุ่งสูงขึ้น 25-30% และต้นทุนค่าขนส่งจากราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างไรก็ตาม บริษัทเลือกที่จะ "ไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าหลัก" เนื่องจากเป็นสินค้าควบคุม แต่จะเน้นการบริหารจัดการต้นทุนภายใน เช่น การติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อลดค่าพลังงาน และการปรับแผนโปรโมชั่นแทน
6.แผนการกระจายสินค้า ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ จะเริ่มวางจำหน่ายซอส 3 ตัวแรกภายใต้แบรนด์ศรีราชาพาณิชย์ (หม่าล่า, โกชูจัง, ยากินิกุ) ที่ Makro ก่อนจะขยายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้า Tops และช่องทางอื่น ๆ ในช่วงปลายปีถึงต้นปีหน้า โดยราคาจำหน่ายของศรีราชาพาณิชย์จะอยู่ที่ประมาณ 79 บาท และภูเขาทอง (Cooking Series) เริ่มต้นที่ 45 บาท

“ไทยเทพรสมองว่าอาหารไทยเป็นหนึ่งใน soft power สำคัญของประเทศและซอสปรุงรสเป็นหัวใจหลักต่อยอดรสชาติอาหารไทยสู่เวทีโลกได้ ซึ่งในงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 นับเป็นโอกาสเชื่อมโยงแบรนด์กับพาร์ทเนอร์ธุรกิจอาหารทั้งในและต่างประเทศ การเปิดตัวสินค้าใหม่ถึง 16 รายการ เป็นการตอกย้ำศักยภาพความเป็นผู้นำกว่า 70 ปีที่ไทยเทพรสมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหารและอยู่คู่ทุกครัวไทยเสมอมา สำหรับความพิเศษของบูธไทยเทพรสในปีนี้ ได้จำลองบรรยากาศถนนทรงวาด ย่านเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติมาผสานกับสีสันและความสนุกสไตล์ยุค1980s เพื่อสื่อถึงการเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมอาหารไว้ในทุกผลิตภัณฑ์ โดยซอสภูเขาทองนำเสนอเสน่ห์อาหารไทยต้นตำรับ ขณะที่ซอสพริกศรีราชาพานิชสะท้อนรสชาติและอัตลักษณ์อาหารนานาชาติสไตล์ฟิวชั่นได้อย่างโดดเด่น”นายบัญชา กล่าว
นอกจากนี้ ไทยเทพรสฯ ยังจัดกิจกรรมโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพผู้บริโภค ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 อาทิ โปรโมชั่นซื้อ1 แถม1 (ตลอดวัน) สำหรับผลิตภัณฑ์ซอสลุงหนวด ซอสพริกเหลืองศรีราชาพานิช ซอสบาร์บีคิว ตราอีซี่ ตามด้วย โปรโมชั่น ซื้อ1 แถม1 (ตามช่วงเวลา) ได้แก่ ซอสพริกเผ็ดน้อย ตราภูเขาทอง ขนาด 680 กรัม และสำหรับสายแซ่บพบกับ ”โปรคู่แซ่บนัว” (ตลอดวัน) น้ำปลาร้าปรุงสุก ตราภูเขาทอง ขนาด 350 กรัม จับคู่กับน้ำมะนาว ตราภูเขาทอง ขนาด 710 มล. ในราคาเพียง 50 บาท รวมถึงจัดกิจกรรมสินค้านาทีทอง และสินค้าราคาพิเศษเริ่มต้น 10 บาท นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อสินค้าภายในบูธครบ 100 บาท รับฟรี! จานหรือชาม1 ใบ หรือทิชชูเปียก 1 ห่อ (จนกว่าสินค้าจะหมด)
“เราคาดหวังว่างานปีนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร รวมถึงคนรุ่นใหม่มาร่วมสร้างสรรค์การทำอาหารให้เป็นเรื่องง่าย สนุก และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์แบรนด์ในการเชื่อมโยงผู้คนผ่านวัฒนธรรมอาหารและไลฟ์สไตล์ชีวิตอย่างแท้จริง”นายบัญชา กล่าวในที่สุด