สหฟาร์ม ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ หลังปลดล็อกแผนฟื้นฟูกิจการ โชว์ตัวเลขปี 2568 ทะยานก้าวกระโดด 100% ยอดส่งออกไก่พุ่งชน 220,000 ตัน ทุบสถิติกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ออกโรงเตือนครึ่งหลังปี 2569 คือ "ของจริง" หลังเจอพายุเศรษฐกิจ-ปัจจัยลบพลิกผันรอบทิศ และชนวนสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนแพ็กเกจจิ้งพุ่งพรวดเกือบ 100% ยืนหยัด "ตรึงราคา" สู้ตลาดโลก พร้อมสับเปลี่ยนพอร์ตโยกชิ้นส่วนไก่เสียบตลาดเดือด ยุโรป-ญี่ปุ่น-มาเลเซีย ทันที แย้มแผนเด็ดแตกไลน์ "ปลาดุกมาตรฐานฮาลาลรายแรกของไทย" บุกเมนูดังในอเมริกา ควบคู่ผนึกพันธมิตรยักษ์ใหญ่ WHAUP ลุยพลังงานสะอาด ประคองตัวรอหมดเงื่อนไขชำระหนี้ปี 2570 ก่อนลั่นกลองรบ ลงทุนโปรเจกต์ยักษ์-เปิดตัวยุทธศาสตร์ลับฉีกแนวธุรกิจ ภายใน 2 ปีขับเคลื่อนโรดแมป 20 ปี ทะยานสู่ Global Leadership เต็มตัวในปี 2571

ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ประธานสายการตลาดต่างประเทศ บัญชี และการเงิน บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานย้อนหลังว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีประวัติศาสตร์ของสหฟาร์มนับตั้งแต่มีการออกจากแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อปี 2565 โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขายและรายรับ รวมถึงทำกำไรได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะปริมาณการส่งออกไก่ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 100% จากปี 2565 ที่มียอดส่งออกอยู่ราว 11,000 ตัน ทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 220,000 ตันในปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จดังกล่าวมาจากปัจจัยภายนอก (External Factors) ที่เกื้อหนุนอย่างมาก โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 34–35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่มีความคงที่ตลอดทั้งปี ทำให้การบริหารจัดการต้นทุนทำได้ง่าย
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับอานิสงส์จากการเกิดโรคระบาดไข้หวัดนกในประเทศผู้ผลิตและส่งออกไก่รายใหญ่ของโลก ส่งผลให้สินค้าไก่ในตลาดโลกหายไปกว่า 30% กลายเป็นปัจจัยผลักดันให้ราคาสินค้าไก่ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มและการประเมินสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้ ยอมรับว่า เป็นปีที่มีความท้าทายสูงมาก (Challenging) และสถานการณ์มีความผันผวนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งทุกอย่างพลิกผันสวนทางกับปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง โดยตั้งแต่ไตรมาสแรกค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 34 บาท มาอยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกโดยตรงที่ต้องสูญเสียมูลค่าไปหลายร้อยล้านบาท
ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ท่าเรือต่างๆ ต้องปิดตัวลง ไม่สามารถส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่เป็นตลาดสำคัญ เช่น คูเวต และดูไบ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5–10% ของพอร์ตส่งออกรวมได้ชั่วคราว อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลงในทิศทางที่ดีขึ้น ลูกค้าเริ่มกลับมาเปิดรับซื้อสินค้า โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ลูกค้าบริหารจัดการเอง
นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ยังส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกและในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนค่าขนส่ง และส่งผลกระทบต่อเนื่องทางตรงไปยังต้นทุนเม็ดพลาสติกที่ใช้น้ำมันในการผลิต ทำให้ถุงพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเกือบ 100% อีกทั้งยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนสินค้า ประกอบกับราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายบริหารต้องทำงานอย่างหนักในการควบคุมปัจจัยภายในที่สามารถบริหารจัดการได้

ดร.จารุวรรณ กล่าวต่อไปว่า จากผลกระทบด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัทขอยืนยันว่ายังคงตรึงราคาสินค้าไว้และไม่ได้มีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตามต้นทุน เนื่องจากราคาซื้อขายถูกกำหนดโดยสภาวะของตลาดโลก ทั้งนี้บริษัทได้ปรับกลยุทธ์เชิงลึกเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยการจัดสรร (Allocate) ชิ้นส่วนเนื้อไก่ที่เดิมเคยส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลาง กระจายไปเน้นกลุ่มประเทศในแถบยุโรป ญี่ปุ่น และมาเลเซียทดแทน รวมถึงการปรับสูตรอาหารสัตว์เพื่อควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ
ปัจจุบัน สหฟาร์มมีการส่งออกสินค้าไก่สดและไก่ปรุงสุกไปยังตลาดต่างประเทศรวมแล้วเกือบ 40 ประเทศทั่วโลก โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น ยุโรป และจีน ซึ่งจากปัจจัยความผันผวนทั้งหมด บริษัทได้มีการทบทวนเป้าหมายยอดขายใหม่ โดยประเมินว่าตัวเลขส่งออกรวมในปีนี้อาจจะใกล้เคียงหรือลดลงจากปีที่แล้วเล็กน้อย แต่คาดว่าจะควบคุมไม่ให้ลดลงเกินกว่าเลขหลักเดียว (Single Digit) หรือไม่หลุด 1 Digit ซึ่งปัจจัยที่ยังคงน่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือความแกว่งตัวของต้นทุนวัตถุดิบ
“ปัจจุบัน สินค้ากลุ่มไก่ปรุงสุกและไก่แช่แข็งของสหฟาร์มได้รับความสนใจอย่างมากจากตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง ส่งผลให้หลายช่วงมีคำสั่งซื้อเข้ามาเกินกำลังการผลิต ขณะที่ผู้บริโภคทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร คุณภาพการผลิต และระบบตรวจสอบย้อนกลับมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านราคา แต่เรื่องคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหาร ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก สหฟาร์มจึงเดินหน้าพัฒนาระบบการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสินค้าอาหารไทยสู่มาตรฐานระดับสากล” ดร.จารุวรรณ กล่าว
.jpg)
สำหรับแผนการขยายพอร์ตธุรกิจและสร้างความหลากหลาย (Diversify) นอกเหนือจากชิ้นส่วนไก่ซึ่งเป็นสินค้าไฮไลต์หลักแล้ว สหฟาร์มได้เริ่มขยายไลน์สินค้าสู่กลุ่มปลาประมงน้ำจืด โดยได้เริ่มส่งออก "ปลาดุก" ตั้งแต่ปีที่ผ่านมาผ่านเครือข่ายพันธมิตรโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออก โดยเน้นส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก เพื่อนำไปประกอบเมนูอาหารท้องถิ่น อาทิ ฟิชแอนด์ชิปส์ (Fish and Chips) ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก มียอดส่งออกแล้วหลายร้อยตัน เนื่องจากเนื้อปลาดุกของสหฟาร์มเลี้ยงด้วยระบบปิดที่มีสัตวแพทย์และสัตวบาลดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้เนื้อปลาไม่มีกลิ่นโคลนหรือกลิ่นดิน และมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รองรับว่ามีสารโอเมก้าสูง
นอกจากนี้ สหฟาร์มยังสร้างความแตกต่างด้วยการยกระดับสู่การเป็นบริษัทฟาร์มรายแรกของประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานฮาลาล (Halal) สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาดุก เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก ส่วนตลาดในประเทศมีการส่งจำหน่ายให้แก่ร้านอาหารชั้นนำที่นำไปแปรรูปในลักษณะข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น ซึ่งมียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง ขณะที่ "ปลานิล" บริษัทได้เริ่มขยายการเลี้ยงและปรับปรุงบรีดสายพันธุ์ตั้งแต่พ่อแม่พันธุ์ในปีนี้ โดยเน้นการจำหน่ายเพื่อตอบสนองการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักก่อน เนื่องจากปริมาณวอลลุ่มยังไม่สูงมาก ทั้งนี้ การที่บริษัทเลือกจับตลาดปลาน้ำจืดเนื่องจากบริษัทมีบ่อเลี้ยงระบบปิดของตนเองและไม่มีกองเรือประมงทะเล
.jpg)
ดร.จารุวรรณ กล่าวถึงการเข้าร่วมงาน “THAIFEX – ANUGA ASIA 2026” ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 บูธเลขที่ 1-UU29 ว่า เป้าหมายหลักคือการตอกย้ำให้คู่ค้าทั่วโลกมั่นใจว่าแบรนด์สหฟาร์มยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งในฐานะผู้นำ โดยโมเดลธุรกิจในปัจจุบันจะเน้นการผลิตรับจ้างช่วง (OEM) เป็นหลักในทุกเซกเมนต์ ทั้งกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหาร (Food Catering) และซูเปอร์มาร์เก็ต โดยยังไม่มีการเน้นทำแบรนด์ของตนเอง (Own Brand) ในต่างประเทศ ส่วนผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน (Ready-to-eat) ที่นำมาจัดแสดงนั้น เป็นกลุ่มสินค้าฮีโร่เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศและเป็นทางเลือกเสริม (Option) ให้กับลูกค้าต่างประเทศที่สนใจในวัฒนธรรมอาหารไทย ชู Soft Power อาทิ เมนูต้มยำกุ้ง และต้มข่าไก่ รสชาติต้นตำรับ (Authentic Thai)
ทางด้านแผนการลงทุนในอนาคต บริษัทยังอยู่ระหว่างการปฏิบัติตามเงื่อนไขการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2570 ทำให้ในช่วงปี 2566–2570 บริษัทยังไม่สามารถลงทุนขนาดใหญ่ได้ด้วยตนเอง จึงใช้วิธีจับมือกับพันธมิตร เช่น บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ในการเข้ามาลงทุนโครงการพลังงานสะอาด ทั้ง Solar Farm, Solar Rooftop และ Solar Floating ในเฟสแรก ซึ่งสามารถประหยัดต้นทุนพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ และเตรียมขยายสู่เฟส 2 และ 3 รวมถึงการศึกษาพลังงานทดแทนจากชีวมวล (Biomass) ต่อไป โดยคาดว่าจะกลับมาลงทุนครั้งใหญ่ได้อย่างเต็มตัวตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป
“เรามีการวางโรดแมปแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งได้เริ่มขับเคลื่อนมาแล้ว 5 ปีและบรรลุเป้าหมายไปแล้วหลายส่วน รวมถึงความสำเร็จในการปรับภาพลักษณ์องค์กร (Rebranding) ตั้งแต่ปี 2565 สำหรับแผนการสร้างความหลากหลาย (Diversify) ไปสู่ธุรกิจใหม่ที่ฉีกแนวออกไป เพื่อผลักดันให้สหฟาร์มก้าวสู่ Global Leadership นั้น ปัจจุบันมีการวางโครงสร้างไว้หมดแล้ว คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนและสามารถเปิดเผยรายละเอียดเป็นรูปธรรมได้ภายในอีก 2 ปีข้างหน้า” ดร.จารุวรรณ กล่าว
.jpg)
ดร.จารุวรรณ กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงสร้างการบริหารงานของสหฟาร์มในยุคเปลี่ยนผ่านว่า ปัจจุบันคุณแม่-ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร เป็นเสาหลักในการวางกรอบนโยบาย ทิศทางการเติบโต และการควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิด ขณะที่ภารกิจประจำวัน ได้ส่งไม้ต่อให้แก่กลุ่มทายาทรุ่นใหม่ (Next Gen) เข้ามาขับเคลื่อนร่วมกับทีมผู้บริหารมืออาชีพ (Professional Management) ในแต่ละสายงาน โดยการบริหารงานภายในครอบครัวมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ ได้แก่
ดร.ก้องเกียรติ โชติเทวัญ ดำรงตำแหน่งประธานสายงานภาคการผลิต ควบคุมดูแลโรงงานแปรรูปและโรงงานอาหารสำเร็จรูปรวม 4 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบข้าวโพดอาหารสัตว์ที่สำคัญของประเทศ
ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ (น้ำผึ้ง) ควบคุมดูแลสายงานบัญชี การเงิน เลขานุการประธานกรรมการบริหาร พร้อมทั้งเป็นผู้ซัพพอร์ตและวางกลยุทธ์ภาพรวม
นายสิรวิชญ์ โชติเทวัญ (เมจิ - น้องชาย) ดูแลรับผิดชอบสายงานตลาดต่างประเทศและการขายทั้งหมด โดยมีประสบการณ์ตรงจากการลงพื้นที่เรียนรู้ระบบตั้งแต่การเลี้ยงไก่และการบริหารจัดการฟาร์มปลาในอดีต
“รุ่นคุณพ่อคุณแม่คือผู้บุกเบิกสร้างฐานรากธุรกิจจากดินจนเติบโต แต่ในรุ่น Next Gen หน้าที่ของเราคือการนำสิ่งเหล่านั้นมาต่อยอดให้ยิ่งใหญ่และสำเร็จยิ่งขึ้น โดยไม่ได้มองแค่การเติบโตด้านปริมาณ (Volume) แต่ต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) เพื่อยกระดับองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก” ดร.จารุวรรณ กล่าว

ด้าน ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหฟาร์ม จำกัด ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดกรอบนโยบายและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทและบริษัทในเครืออย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านการเงิน การกำกับดูแลภายในองค์กร และการพัฒนาทีมผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง
ตลอดปี 2568 ผลประกอบการของสหฟาร์มสะท้อนถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทสามารถสร้างยอดขาย รายได้ และผลกำไรในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพสินค้า มาตรฐานการผลิต และแนวทางการบริหารองค์กรที่มีประสิทธิภาพ
ภายใต้แนวทางการบริหารที่ยึดมั่นในความมั่นคง โปร่งใส และการเติบโตระยะยาว สหฟาร์มยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
“สหฟาร์มยังคงมุ่งพัฒนาสินค้าอาหารคุณภาพสูง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต ความปลอดภัยทางอาหาร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันศักยภาพอาหารไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.มนูญศรี กล่าว
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์จากกลุ่มธุรกิจประมง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจอาหารที่อยู่ระหว่างการต่อยอดและพัฒนา ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ปัญญา โชติเทวัญ เจ้าของสหฟาร์ม และได้รับการสานต่อโดย ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดโปรตีนคุณภาพและอาหารแห่งอนาคตในตลาดโลก
.jpg)
โดยเฉพาะ “ปลานิล” ซึ่งถูกวางให้เป็นหนึ่งในกลุ่มสินค้าศักยภาพใหม่ หลังมองเห็นแนวโน้มความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพในตลาดต่างประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในกลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาดุกยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลิตภัณฑ์ปลานิล กลุ่มธุรกิจประมงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่กระบวนการเพาะเลี้ยง การคัดสายพันธุ์ และการควบคุมมาตรฐานการผลิต เพื่อให้ได้เนื้อปลาคุณภาพดี เนื้อแน่น รสชาติดี และได้มาตรฐานความปลอดภัยทางอาหาร รองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบปลาสด แช่แข็ง และสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่า ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน การควบคุมคุณภาพน้ำ อาหารสัตว์ และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในระดับสากล พร้อมมองโอกาสในการต่อยอดสู่ตลาดพรีเมียมในอนาคต
“การเข้าร่วมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการตอกย้ำศักยภาพของสหฟาร์มในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพระดับสากล พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์ในการต่อยอดธุรกิจอาหารและโปรตีนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีโลกต่อไป”ดร.มนูญศรี กล่าวในที่สุด