ททท.ตาก พลิกวิกฤติชายแดน ชูกลยุทธ์ “Green Season” รุกเบนเข็มเจาะตลาด MICE- Wellness ด้านธุรกิจรร.ไม่ Over Supply ชูแม็กเน็ตใหม่ Pet Friendly ดักกำลังซื้อ ดันรายได้ท่องเที่ยวโตสวนภาวะศก.ชะลอตัว
ท่องเที่ยว

ททท.ตาก พลิกวิกฤติชายแดน ชูกลยุทธ์ “Green Season” รุกเบนเข็มเจาะตลาด MICE- Wellness ด้านธุรกิจรร.ไม่ Over Supply ชูแม็กเน็ตใหม่ Pet Friendly ดักกำลังซื้อ ดันรายได้ท่องเที่ยวโตสวนภาวะศก.ชะลอตัว

สถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชายแดนจังหวัดตากกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะค่าครองชีพ ราคาน้ำมันที่ผันผวน รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบภายในของประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก และผู้ประกอบการในพื้นที่ ได้เร่งปรับกลยุทธ์พลิกวิกฤติเป็นโอกาส รุกตลาดท่องเที่ยวช่วงฤดูฝน (Green Season) พร้อมผลักดันศักยภาพท้องถิ่นในทุกมิติเพื่อดึงดูดเม็ดเงินกระจายสู่ชุมชน

การค้าชายแดนสะดุด เหตุเมียนมาปิดสะพานแห่งที่ 2 ทุบส่งออกอ่วม

นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตาก เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์ความไม่สงบและปัญหาภายในของฝั่งเมียนมา ส่งผลให้ทางการเมียนมามีคำสั่งปิดสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 (เส้นทาง Bypass) ในอำเภอแม่สอด ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าข้ามแดนไปยังเมืองเมียวดี และปัจจุบันการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายยังคงไม่มีข้อสรุปที่ลงตัว

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคของไทย เนื่องจากไม่สามารถส่งสินค้าผ่านเส้นทางเดิมได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางโดยอ้อมไปส่งสินค้าผ่านทางจังหวัดระนองแทน ซึ่งมีระยะทางที่ไกลกว่าเดิมมากและทำให้ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1 (บริเวณตลาดริมเมย) ยังคงเปิดให้ประชาชนข้ามแดนได้ตามปกติ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวเมียนมาจากเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง มะละแหม่ง และเมียวดี ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อสินค้าในฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง โดยทางการไทยอนุญาตให้สามารถขับรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาท่องเที่ยวได้ในพื้นที่ 3 อำเภอชายแดน ได้แก่ อำเภอแม่สอด อำเภอพบพระ และอำเภอแม่ระมาด ส่วนการเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ดังกล่าว เช่น การเข้าสู่อำเภอเมืองตาก จะต้องได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น

ธุรกิจโรงแรมแม่สอดโตสวนกระแส เจาะกลุ่มประชุม-สัมมนา

แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ธุรกิจที่พักแรมในอำเภอแม่สอดกลับมีการเติบโตและเปิดตัวโรงแรมใหม่ ๆ อย่างคึกคัก ปัจจุบันจังหวัดตากมีห้องพักรวมกันทั้งจังหวัดประมาณ 8,200 ห้อง ซึ่งในจำนวนนี้กว่า 60% หรือประมาณ 4,000–5,000 ห้อง ตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สอด

โดยโครงสร้างผู้ประกอบการโรงแรมในแม่สอดเกือบทั้งหมด (ประมาณ 80%) เป็นการลงทุนโดยกลุ่มทุนท้องถิ่นและผู้ประกอบการชาวไทย ซึ่งทาง ททท. ประเมินว่าปริมาณห้องพักยังอยู่ในเกณฑ์ที่สมดุล ไม่เกิดภาวะห้องพักล้นตลาด (Over Supply) นักท่องเที่ยวสามารถเลือกพักได้ตามงบประมาณตั้งแต่ราคา 300 บาท ไปจนถึง 4,000–5,000 บาทต่อคืน แต่ราคาเฉลี่ยที่ได้รับความนิยมจะอยู่ที่ราว 800 ถึง 1,000 บาทเศษต่อคืน

สำหรับระดับของโรงแรมส่วนใหญ่เป็นมาตรฐาน 3 ดาว ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าหลักของโรงแรมในแม่สอดคือ กลุ่มนักธุรกิจ, กลุ่มผู้ที่เดินทางมาศึกษาดูงานในพื้นที่ชายแดน และกลุ่ม MICE (การจัดประชุมและสัมมนา)

รุกตลาด Wellness & Pet-Friendly ปรับตัวรับเทรนด์โลก

จากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปเป็นกลุ่มครอบครัวเดี่ยวขนาดเล็ก หรือกลุ่มคนทำงานที่ยังไม่มีบุตร และนิยมนำสัตว์เลี้ยงเดินทางไปด้วย ททท.ตาก จึงได้ส่งเสริมให้โรงแรมในพื้นที่ปรับรูปแบบเป็น Pet-Friendly เพื่อรองรับกลุ่มคนรักสัตว์ พร้อมกันนี้ยังได้รุกตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในพื้นที่ อาทิ "ภูกาษาวาเลย์" (Phucasa Valley) ในอำเภอแม่สอด ซึ่งมีการพัฒนาสถานพักผ่อนเชิงสุขภาพ ชูจุดเด่นห้องบำบัดด้วยเกลือหิมาลายัน, กิจกรรมฝึกโยคะ, การนั่งสมาธิบำบัด, และการให้บริการออนเซ็นน้ำแร่ธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีแผนสร้างที่พักในลักษณะของโดม (Dome) และรถบ้านเพิ่มเติมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

ในด้านสถิตินักท่องเที่ยวปัจจุบันของจังหวัดตาก พบว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 98% และเป็นชาวต่างชาติเพียง 2% โดยในกลุ่มชาวต่างชาตินั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา และกลุ่มชาวต่างชาติจากยุโรป เช่น เดนมาร์ก ที่เดินทางเข้ามาทำงานในลักษณะขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งมักเดินทางท่องเที่ยวเป็นกลุ่มคณะราว 20 กว่าคน นิยมเข้าพักในลักษณะโฮมสเตย์ร่วมกับชุมชน และเดินทางไปท่องเที่ยวธรรมชาติต่อเนื่อง

ชูกลยุทธ์หน้าฝน เปิดพิกัด "สายมู-ธรรมชาติ" และเทศกาลวิ่งเทรล

ททท.สำนักงานตาก ได้วางกลยุทธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวฤดูฝน (Green Season) โดยมุ่งเน้นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ และเส้นทางสายศรัทธา (สายมู) โดยมีแหล่งท่องเที่ยวไฮไลต์สำคัญ ได้แก่

-จุดชมทะเลหมอก 360 องศา: บริเวณวัดพระธาตุรัตนเจดีย์ถ้ำแม่อุสุ อำเภอท่าสองยาง แหล่งท่องเที่ยวพิกัดใหม่ที่สามารถชมทะเลหมอกได้กว้างไกลแบบพาโนรามา

-โครงการหลวงเลอตอ: อำเภอแม่ระมาด แหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิตและธรรมชาติ มีน้ำตกสวยงามและมีความสูงเด่น เช่น น้ำตกคีเธ่อ

-น้ำตกทีลอซู: ปีนี้ได้ประกาศขยายเวลาเปิดให้เข้าชมไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569เนื่องจากปริมาณน้ำยังคงใสสะอาด สวยงาม ไม่ขุ่นแดง

-น้ำตกปิตุ๊โกร (น้ำตกรูปหัวใจ): อ.อุ้มผาง เตรียมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวสำหรับการเดินป่าระยะไกลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – กันยายนนี้

-น้ำตกโขะทะ: น้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ในเส้นทางไปอำเภออุ้มผาง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง (นักท่องเที่ยวต้องขออนุญาตก่อนเข้าชม)

 

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมกีฬาที่เป็น Soft Power ผ่านกิจกรรม "Tak Trail Series" ซึ่งเป็นกิจกรรมวิ่งเทรล 3 สนามใหญ่เพื่อดึงดูดนักวิ่งระยะไกล ประกอบด้วย สอยมาลัยเทรล (อ.บ้านตาก) จัดขึ้นวันที่ 5-6 มิถุนายน, มูเซอ 100 (ดอยมูเซอ) เส้นทางท้าทายผ่านดงหญ้าเนเปียร์และโคลนธรรมชาติ และ ทูเลเทรล (อ.ท่าสองยาง)

ดันเกษตรมูลค่าสูง "เมืองหลวงอะโวคาโด - ทุเรียนน้ำแร่พบพระ"

จังหวัดตากยังได้ผลักดันการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยชูจุดขายการเป็น "เมืองหลวงอะโวคาโด" ของประเทศไทย เนื่องจากมีพื้นที่ปลูกและสภาพดินที่เหมาะสม มีสายพันธุ์ยอดนิยมที่ตลาดต้องการ อาทิ สายพันธุ์พบพระ08, บัคคานิแอร์, ปีเตอร์สัน, แฮส (Hass) และ พีเอ21 (PA21) ราคาตั้งแต่ 90-150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม

นอกจากนี้ยังมีผลผลิตเด่นอย่าง "ทุเรียนน้ำแร่" และ "แมคคาเดเมีย" จากอำเภอพบพระ ซึ่งความพิเศษคือปลูกในบริเวณที่มีแหล่งน้ำใต้ดินเป็นน้ำแร่ธรรมชาติ (พื้นที่ตั้งเดียวกับโรงงานน้ำแร่มองเฟลอร์) ทำให้เนื้อทุเรียนมีรสชาติดีเป็นเอกลักษณ์ โดยผลผลิตทุเรียนน้ำแร่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ทุเรียนในภาคอื่นหมดฤดูกาลแล้ว จึงไร้คู่แข่งในตลาด

อัดโปรฯ "กินช้อปเที่ยวเที่ยวตาก" ดันรายได้โต 1-2%

ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นยอดใช้จ่าย ททท.ตาก ได้จัดโปรโมชันพิเศษต้อนรับ Green Season (กรกฎาคม – กันยายน) มุ่งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวระยะใกล้จากจังหวัดข้างเคียง เช่น สุโขทัย, กำแพงเพชร, นครสวรรค์, ลำปาง, ลำพูน และเชียงใหม่ ภายใต้แคมเปญ

"กินช้อปในตาก ครบ 300 - 500 บาทขึ้นไปต่อห้อง” สามารถนำใบเสร็จมาแลกรับของที่ระลึกจาก ททท. เช่น ร่ม, หมวก หรือครกจำลองเมืองตาก ได้ฟรี

โดย ททท.ตาก ตั้งเป้าหมายสร้างการเติบโตทางรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นประมาณ 1–2% โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวไทยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันอยู่ที่ประมาณ 1,800–1,900 บาท ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 2,400–2,500 บาทต่อคนต่อวัน ทาง ททท. มั่นใจว่าระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 12 (สายตาก-แม่สอด) ที่ปัจจุบันขยายเป็น 4 ช่องจราจร (4 เลน) ตลอดสาย มีความสะดวกและปลอดภัยสูง จะช่วยลบภาพจำเดิม ๆ เรื่องการเดินทางที่ยากลำบาก และช่วยดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจังหวัดตากเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

You can share this post!