ประธานเครือสหพัฒน์ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” มองภาพรวมเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเปรียบเสมือน "รถสามล้อ" ที่ยังคงวิ่งไปได้แต่ต้องช่วยกันเข็น ให้คะแนนความพึงพอใจรัฐบาลเกิน 60% ชี้ประเทศไทยได้เปรียบด้านชัยภูมิที่เป็นกลาง ท่ามกลางศึกสงครามโลก แนะรัฐบาลเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 5-20 ปี ใช้ประโยชน์จาก Data Center เตือนมาตรการกระตุ้นระยะสั้น “แจกเงิน” อย่างเดียวอาจทำคนไทยเคยตัว ขณะที่บิ๊กโปรเจกต์เครือสหพัฒน์เดินหน้าปรับพอร์ตรับทุนจีน สปีดองค์กรสู่ AI-Driven ย้ำชัดไม่ลดพนักงาน พร้อมประกาศตรึงราคาสินค้าช่วยผู้บริโภคยาวที่สุดในมหกรรม “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30”พร้อมลงนาม MOU พันธมิตรโลกกว่า 20 ฉบับ มากสุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่จัดงานมา

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เปรียบเสมือน "รถสามล้อ" ที่ยังคงวิ่งไปได้แต่ต้องช่วยกันเข็น คือต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เมื่อพิจารณาถึงผลงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ขอให้คะแนนความพึงพอใจเกิน 60% หรือประมาณ 6 เต็ม 10 คะแนน โดยมองว่าประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านชัยภูมิที่เหมาะสม แม้จะเผชิญกับปัจจัยลบจากภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แต่ไทยยังถือว่าอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศ
“แม้ปัจจุบันโลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจากสงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง แต่ประเทศไทยยังถูกมองว่ามีข้อได้เปรียบเนื่องจากเป็นประเทศที่เป็นกลางและตั้งอยู่จุดยุทธศาสตร์ใจกลางเอเชีย แม้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยจะดูเหมือนเติบโตช้ากว่าเวียดนามหรืออินโดนีเซีย แต่เป็นเพราะประเทศไทยมีฐานทางเศรษฐกิจที่สูงกว่า”นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
ในส่วนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มองว่าโครงการประเภท“ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นเพียงการแก้ปัญหาในระยะสั้นเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญสูงสุดคือการลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการ Land Bridge หรือการเชื่อมโยงพื้นที่ภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จะช่วยสร้างงาน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือ และวางรากฐานเศรษฐกิจในระยะยาว 5-20 ปีข้างหน้า ดีกว่ามาตรการกระตุ้นระยะสั้น ทั้งนี้ รัฐบาลควรกล้าตัดสินใจและมองภาพล่วงหน้าไปอีก 5-10 ปี ไม่ใช่แค่มองปัญหาระยะสั้น นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลใช้ประโยชน์จากการเก็บข้อมูล (Data) เพื่อต่อยอดสู่การเป็น Data Center ในอนาคตซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้มหาศาล ถือเป็นประโยชน์อีกมุมหนึ่งของการดำเนินโครงการ อย่างไรก็ตามหากใช้มาตรการลักษณะนี้มากเกินไป อาจส่งผลเสียในระยะยาว เพราะจะทำให้คนไทยรอขอเงินอย่างเดียว ซึ่งในมุมของการแจกเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ผลประโยชน์
"ภาพรวมรัฐบาลของทีมอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สามารถช่วยผลักดันให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,500 จุด จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 1,200 จุด ในช่วงก่อนหน้า เป็นสัญญาณสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมีความเชื่อมั่นและมองเห็นศักยภาพของรัฐบาลชุดนี้ ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไป (ประมาณ 32-33 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งทำให้ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมส่งออกสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเวียดนามหรือญี่ปุ่น โดยระดับค่าเงินที่ภาคธุรกิจพอใจและช่วยให้ส่งออกได้ดีควรอยู่ที่ประมาณ 35 บาทขึ้นไป” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในประเด็นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยนั้น มองว่าค่าเงินบาทของไทยมีความแข็งค่าเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม จีน และ ญี่ปุ่น ส่งผลให้อุตสาหกรรมบางประเภทเริ่มย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม โดยมองว่าระดับค่าเงินบาทที่เหมาะสมและช่วยให้ภาคธุรกิจส่งออกแข่งขันได้ควรอยู่ที่ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะที่กำลังซื้อทั่วโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
"ทิศทางของเครือสหพัฒน์นั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการปรับน้ำหนักการลงทุนไปยังประเทศจีนและอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากการขยายตัวของกลุ่มประเทศอาเซียนที่กำลังกลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยจะมีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับพันธมิตรระดับโลก เช่น AWS (Amazon Web Services) เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งนี้มีนโยบายผลักดันเรื่อง Digital Transformation และการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในทุกส่วนของเครือฯ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการทำงาน แต่ขอยืนยันว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้จะ ไม่มาแทนที่คนหรือลดพนักงาน แต่จะช่วยให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ยอมรับว่าปัจจุบันจีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค ซึ่งเห็นได้ว่าปัจจุบันนักลงทุนจีนเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนที่ญี่ปุ่น โดยจีนมักจะลงทุนขนาดใหญ่ (ซื้อที่ดินขนาด 100 ไร่) และมองไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนและสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ”นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันต้นทุนวัตถุดิบ เช่น พลาสติกและเคมีภัณฑ์ จะพุ่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสงคราม แต่สหพัฒน์พยายามจะตรึงราคาผลิตภัณฑ์ ให้ยาวนานที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค โดยเฉพาะในงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา โดยจัดงานดังกล่าวภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไปด้วยกันนะ” ฉลองการเดินทางตลอด 30 ปีของมหกรรมแฟร์และเฟสติวัล โดยได้ยกระดับการจัดงานให้เป็นทั้ง “แฟร์” ที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมและสินค้าราคาพิเศษ และ “เฟสติวัล” ความบันเทิงที่ตอบโจทย์คนทุกเจน สนุกกับคอนเสิร์ต แฟชั่นโชว์ สัมมนา พร้อมลงนามความร่วมมือ(MOU)กับพันธมิตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจกว่า 20 โครงการ ซึ่งเป็นความร่วมมือมากที่สุดตั้งแต่เคยแถลงข่าวมา
“ผลกระทบจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลกนั้น มองว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศและทุกธุรกิจ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย หรือเครือสหพัฒน์ จึงไม่ควรมองเป็นปัญหาเพียงด้านเดียว แต่ควรใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการพัฒนาและเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นตัวในอนาคตหลังความขัดแย้งคลี่คลาย” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า การจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ (Saha Group Fair)ในปีนี้จะเน้นการโชว์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มากกว่าเพียงแค่การขายสินค้าราคาถูก เพื่อสร้างการรับรู้ให้แก่คนรุ่นใหม่, อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางต้นทุนการผลิตและค่าเคมีภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบของสงคราม เครือสหพัฒน์ยังคงยึดมั่นในนโยบาย ตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะพยายามรักษาฐานราคาเดิมไว้และจะปรับขึ้นเฉพาะในกรณีที่วัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นจนไม่สามารถแบกรับได้จริงๆ เท่านั้น
“สถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงครึ่งปีหลัง เครือสหพัฒน์จะพยายามตรึงราคาสินค้าให้มากที่สุด และจะไม่ฉวยโอกาสจากภาวะต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าวัตถุดิบบางประเภทโดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามและราคาพลังงานก็ตาม”นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

ด้าน นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และประธานจัดงานสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส กล่าวว่า งาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มาเป็นปีที่ 30 ตลอดระยะเวลา 3 ทศวรรษที่ผ่านมา งานได้เติบโตและพัฒนาไปพร้อมกับผู้บริโภค คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเสนอนวัตกรรม การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการต่อยอดความร่วมมือในหลากหลายมิติ จนกลายเป็นหนึ่งในมหกรรมการค้าและไลฟ์สไตล์ที่สำคัญ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการเติบโตมาด้วยกันของทุกฝ่าย จึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ “ไปด้วยกันนะ” ที่สะท้อนความตั้งใจของกลุ่มสหพัฒน์ ที่จะเดินหน้าสร้างคุณค่า พัฒนาสิ่งใหม่ ๆ และเติบโตไปด้วยกันต่อในอนาคต
สำหรับสหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ปีนี้ ได้รับการออกแบบให้เป็นงานที่ผสานทั้งนวัตกรรม ความคุ้มค่า ความบันเทิง และโอกาสทางธุรกิจไว้อย่างครบครัน โดยในฮอลล์ 100 จะเป็นพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมและสินค้าใหม่ในเครือสหพัฒน์ เพื่อสะท้อนทิศทางของสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ในขณะที่ฮอลล์ 98-99 จะรวบรวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ กว่า 100 บริษัท มาให้ผู้บริโภคเลือกซื้อในราคาพิเศษ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม
โดยในปีนี้จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่มาสร้างสีสันให้กับงาน อาทิ ผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น Limited Edition กล่องเดียวในโลก, BUD'S Ice Cream No Sugar สำหรับสายสุขภาพ, คิวพี “วาซาบิ มายองเนส” รสชาติใหม่สไตล์ญี่ปุ่น, คอลเลกชัน BSC x MAMA OK คอลเลกชัน Sheene x กุ๊บกิ๊บ รวมทั้งสินค้าแฟชั่นใหม่จาก Wacoal, Cherilon, era-won, DAKS, Guy Laroche และอีกหลากหลายแบรนด์ดัง
อีกหนึ่งไฮไลต์ของปีนี้ คือ การเปิดตัว Saha Group Restaurant โซนใหม่ที่รวบรวมร้านอาหารในเครือสหพัฒน์มาไว้ในที่เดียว โดยปีนี้นำร่องกับ 3 ร้านดังอย่าง Ramen Korakuen ร้านราเมงแฟรนไชส์ที่มีสาขามากที่สุดในญี่ปุ่น, Unagi Yondaime Kikukawa ร้านข้าวหน้าปลาไหลที่เก่าแก่กว่า 90 ปี จากประเทศญี่ปุ่น และ Daishogun Burger เบอร์เกอร์เนื้อวากิวแชมป์อันดับ 1 จากญี่ปุ่น
ในส่วนของเฟสติวัล จัดเต็มกับกิจกรรมความบันเทิงและสาระความรู้ตลอด 4 วัน ไม่ว่าจะเป็นคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เช่น อิงค์ วรันธร, นนท์ ธนนท์, โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, เบน ชลาทิศ, นูโว และลิปตา พร้อม Meet & Greet กับคู่จิ้นขวัญใจสายวายอย่าง พูห์–พาเวล รวมถึง Farmhouse VTuber Concert ที่เอาใจคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ
ขณะเดียวกัน ยังมีแฟชั่นโชว์และกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย อาทิ Wacoal Fashion Show ภายใต้คอลเลกชัน Transit Collection by Wacoal x Pony Stone, การประกวด PAN Dancing Contest และการเปิดตัวความร่วมมือกับ Tokyo Girls Collection แพลตฟอร์มแฟชั่นและความบันเทิงระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น โดยภายในงานจะมี Psychic Fever ศิลปิน J-POP สุดฮอตจากประเทศญี่ปุ่น มาร่วมงาน
นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโซน Fest Space เพียงนำใบเสร็จจากการซื้อสินค้าภายในงานมาเล่นเกมและลุ้นรับรางวัลมากมาย อาทิ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากเครือสหพัฒน์ และยังมีสิทธิพิเศษจากธนาคารต่าง ๆ รวมถึง สมาชิก His & Her จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมมากมาย อีกทั้งผู้ร่วมงานยังสามารถมาอัปสกิลและรีสกิลผ่านการสัมมนาที่ให้ความรู้ ทั้งด้าน AI ดิจิทัล การค้าระหว่างประเทศ รวมถึงโปรเจกต์เทพลีลาทะเล้นกับมาม่า เพื่อสร้างคอนเทนต์รูปแบบใหม่
“อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของงานปีนี้ คือ การลงนามบันทึกความเข้าใจและข้อตกลงกับคู่ค้าพันธมิตรรวมกว่า 20 ฉบับ มากที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ด้านเทคโนโลยีและ AI การค้าการลงทุนและการตลาด สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ การศึกษา ไลฟ์สไตล์ อาทิ ความร่วมมือด้านการค้าสองทางระหว่างไทยและมณฑลเสฉวน การขยายธุรกิจข้ามพรมแดนระหว่างไทย จีน ฮ่องกง และอาเซียน การขยายโอกาสทางธุรกิจและนำแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โครงการพัฒนาที่ดิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ความร่วมมือในโครงการ Thailand Best X เพื่อพัฒนาระบบนิเวศการค้าดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการไทย ความร่วมมือกับ Tokyo Girls Collection ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการศึกษาและพัฒนาธุรกิจกอล์ฟในร่ม (Indoor golf) ในประเทศไทย และโครงการพัฒนาวิชาการและโมเดลส่งเสริมสุขภาพช่องปาก : Sandbox จังหวัดเด็กฟันดี เพื่อมุ่งมั่นยกระดับสุขภาพช่องปากของเด็กไทยให้ยั่งยืน เป็นต้น” นายธรรมรัตน์ กล่าว
สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Agreement : MOA) ระหว่างเครือสหพัฒน์กับพันธมิตร กว่า 20 ราย ในงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” จะแบ่งเป็น 6 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
1.เทคโนโลยีและเอไอ
-ความร่วมมือพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่าง บริษัท อี-คอมเมิร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ EDTH , บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS และบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SIS เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยี Cloud และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ภายในเครือสหพัฒน์ พัฒนาศักยภาพบุคลากร ยกระดับการบริหารจัดการข้อมูล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคดิจิทัล
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท อี-คอมเมิร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ EDTH , บริษัท ซอฟต์แบงก์ คอร์ป (SoftBank Corp.) ประเทศญี่ปุ่น ,บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด เพื่อพัฒนา ประยุกต์ นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เหมาะสม ร่วมพัฒนาศักยภาพ องค์กรในเครือสหพัฒน์ ทั้งด้านประสิทธิภาพการทำงาน การผลิต การบริการลูกค้า และการตลาด สู่การเป็น AI-Driven Enterprise ผ่านการใช้ Digital Tech, AI และ E-Commerce โซลูชันที่หลากหลาย ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และขยายการเติบโตสู่ตลาดทั้งในประเทศ และระดับสากล
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท อี-คอมเมิร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (EDTH) และบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC ร่วมกับ Google เพื่อส่งเสริมการใช้แพลตฟอร์ม Google Workspace, Google Gemini และเทคโนโลยี Agentic AI ภายในเครือสหพัฒน์ โดยมุ่งพัฒนาทักษะบุคลากร ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานบนคลาวด์ และขับเคลื่อน Digital Transformation ขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และศูนย์พัฒนามาตรฐานและทดสอบระบบเซลล์แสงอาทิตย์ (CSSC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เพื่อร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์สมรรถนะระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (PV System) ด้วยเทคโนโลยี AI และ Machine Learning (ML) โดยมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และสนับสนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของประเทศไทยในอนาคต
2.การค้าการลงทุนและการตลาด
-ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์การค้าสองทาง ไทย–จีน (เสฉวน) ระหว่างบริษัท ช้อป โกลบอล อี-คอมเมิร์ซ จำกัด และ Sichuan Suppliers Chamber of Commerce เพื่อสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้าสองทางระหว่างประเทศไทยและมณฑลเสฉวน โดยส่งเสริมการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากจีนสู่ประเทศไทย และการส่งออกสินค้าไทยสู่ประเทศจีน ผ่านเครือข่ายธุรกิจ การจัดแสดงสินค้า การจับคู่ธุรกิจ และช่องทางการค้าแบบดั้งเดิมและดิจิทัล
-ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ภายใต้ "โครงการพัฒนาครีเอเตอร์หน้าใหม่สู่ธุรกิจดิจิทัล"เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้านการตลาดออนไลน์ การสร้างคอนเทนต์ และการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลจากประสบการณ์จริง พร้อมพัฒนาทักษะด้าน Affiliate Marketing และการสร้างรายได้ระหว่างศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประกอบอาชีพในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กับ BH Group บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลความงามสำหรับซาลอนชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันขยายโอกาสทางธุรกิจและนำแบรนด์คุณภาพจากญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจความงามของ ICC โดยมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านความงามที่ได้รับการยอมรับจากประเทศญี่ปุ่นสู่ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและสร้างการเติบโตร่วมกันในตลาดความงามที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย
-ความร่วมมือในโครงการ Thailand Best X Digital Commerce Ecosystem Development ระหว่าง บริษัท ช้อป โกลบอล อี-คอมเมิร์ซ จำกัด, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สภาวิสาหกิจขนาดกลาง และ ขนาดย่อมไทย และ Pantip Mall (Pantip.com) เพื่อศึกษา พัฒนา และทดสอบโมเดลความร่วมมือภายใต้โครงการ Thailand Best X โดยบูรณาการจุดแข็งของทั้ง 4 ฝ่าย เพื่อพัฒนาระบบนิเวศการค้าดิจิทัล (Digital Commerce Ecosystem) ที่เชื่อมโยง Commerce, Logistics, Community และ Data Ecosystem เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงชุมชนผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
-ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง บริษัท ช้อป โกลบอล อี-คอมเมิร์ซ จำกัด และ W TOKYO Inc. เพื่อพัฒนา Tokyo Girls Collection ในประเทศไทย เพื่อร่วมกันศึกษา พัฒนา และทดสอบศักยภาพของ Tokyo Girls Collection (TGC) ในประเทศไทย โดยใช้กิจกรรม TGC in Thailand ภายในงานสหกรุ๊ปแฟร์เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแพลตฟอร์มด้าน Japanese Culture, Youth Culture, Entertainment และ Commerce ที่เชื่อมโยงแบรนด์ ครีเอเตอร์ คอนเทนต์ และโอกาสทางธุรกิจระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น พร้อมวางรากฐานสู่การพัฒนาโครงการระยะยาวในอนาคต
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และ SBI China Capital Group ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจใหม่และเปิดประตูสู่ตลาด ไทย-จีน-ฮ่องกง และอาเซียน
3.สุขภาพ
-บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความร่วมมือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในโครงการไลอ้อน-กรมอนามัย เด็กไทยฟันดี (ภายใต้โครงการพัฒนาวิชาการและโมเดลส่งเสริมสุขภาพช่องปาก : Sandbox จังหวัดเด็กฟันดี) เพื่อมุ่งมั่นยกระดับสุขภาพช่องปากของเด็กไทยให้ยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นแบบการดูแลสุขภาพช่องปากที่มีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่ พร้อมกันนี้ ได้มีการมอบรางวัลแก่จังหวัดที่ชนะการประกวดผลงานโครงการเพื่อส่งเสริมสุขภาพช่องปากเด็กไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ไลอ้อนยังเดินหน้าโครงการ "LION Smile Express" ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ส่งรถทันตกรรมเคลื่อนที่สู่ชุมชนและโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ให้บริการไปแล้วกว่า 4,400 คน ใน 53 แห่ง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทันตกรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสุขภาวะช่องปากที่ดีให้แก่ประชาชนทั่วประเทศอย่างเท่าเทียมอย่างยั่งยืน
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพื่อการวิจัยและพัฒนายกระดับพืชสมุนไพรและของเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและสุขภาวะวัยที่ดี อย่างยั่งยืน ความร่วมมือนี้ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าให้แก่พืชสมุนไพรและผลิตผลทางการเกษตรเหลือทิ้ง ผ่านกระบวนการสกัดและ
การปรับปรุงคุณภาพสารสำคัญด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย อาทิ เทคโนโลยีการกักเก็บอนุภาคสาร (Encapsulation) และการออกแบบเพื่อเสริมฤทธิ์สารสำคัญ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางและผลิตภัณฑ์ด้านสุขอนามัยที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
-ความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากประเทศญี่ปุ่น ผ่านกลุ่มบริษัทของ SAHA ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Living) ในประเทศไทย
4.อสังหาริมทรัพย์
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), โตคิว คอร์ปอเรชั่น และบริษัท สห โตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในโครงการพัฒนาที่ดิน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อพัฒนาต่อยอดศักยภาพเมืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศสู่ศูนย์กลางการอยู่อาศัย การทำงาน และการลงทุนแห่งอนาคต ภายใต้แนวคิด Modern Working Place และ Plenary Living Area รองรับการขยายตัวของเมืองและการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
5.การศึกษา
-ความร่วมมือระหว่าง บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ในการร่วมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ยกระดับศักยภาพทางวิชาการ วิจัย นวัตกรรม และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนการเรียนการสอน การฝึกงาน สหกิจศึกษา และการต่อยอดผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์
- ความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุคดิทัล โดยมุ่งเน้นการประยุกต์ใช้ Big Data, Data Analytics, Acritical Intelligence, Product Concept Innovation และ Service Innovation เพื่อยกระดับสินค้า บริการ และประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม
6.ไลฟ์สไตล์
-ความร่วมมือระหว่าง เครือสหพัฒน์ และบริษัท Golfzon เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการศึกษาและพัฒนาธุรกิจกอล์ฟในร่ม (Indoor golf) ในประเทศไทย โดยร่วมกันดำเนินการพัฒนาและเปิดร้านต้นแบบ (Pilot Store) และขยายผลความร่วมมือจากร้านต้นแบบ เพื่อศึกษาและประเมินความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) รวมถึงการเป็นตัวแทนจำหน่าย ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ความร่วมมือทางธุรกิจระยะยาวในอนาคต
-ความร่วมมือระหว่าง เครือสหพัฒน์ โดยบริษัท ไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ,บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ,บริษัท อีคอมมิท จำกัด และบริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น (ITOCHU Corporation) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการหมุนเวียนสินค้าแฟชั่น Fashion Circular Business ก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโลกแฟชั่นให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะ และส่งเสริมการใช้ซ้ำ ยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นสู่วิถีแห่งความยั่งยืน บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และหลัก ESG ครบทุกมิติ