“ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น” ประกาศกร้าว ไม่หวั่นทั้งศึกตะวันออกกลาง-ภาษีสหรัฐฯ เปิดหน้าชนวิกฤติต้นทุน สั่งลุยปรับราคาขายพ่วงแผนกวาดรายได้ M&A อีก 500 ล้านดอลลาร์ มั่นใจกลยุทธ์ 4 เสาหลักและระบบออโตเมชันจะทุบสถิติกำไรขั้นต้นพุ่ง 23-25% นำทัพสินค้าพรีเมียมเขย่าบัลลังก์ Pet Humanization ทั่วโลกในปี 2569 นี้ เล็งข่าวดีดีลควบรวมกิจการ ตลาดจีน-สหรัฐฯ ภายในไตรมาส 3 นี้ พร้อมชูธงความยั่งยืนล้ำหน้าคู่แข่ง พร้อมปักหมุดเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ระดับ 9–12% ในปี 2569 (ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ)

นายรอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ,มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนต้นทุนด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ล้วนสร้างความท้าทายให้กับธุรกิจส่งออก เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯจึงมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับรากฐานทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นในสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ ราคาที่แข่งขันได้ มาตรฐานการบริการที่น่าเชื่อถือ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอ การจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตในระดับสองหลักในปี 2569 นี้ บริษัทฯจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบออโตเมชัน ขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะในแต่ละภูมิภาค และชูความยั่งยืนให้เป็นจุดแข็งสำคัญขององค์กร ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทฯสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคว้าโอกาสจากการขยายตัวของเทรนด์ Pet Parents และกระแส Pet Humanization ที่ผู้คนหันมาดูแลสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว ตลอดจนความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อสุขภาพและโภชนาการระดับพรีเมียมที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง


“จากสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบ ทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติก เนื้อไก่ และปลา รวมถึงค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน บริษัทได้เริ่ม ทยอยปรับขึ้นราคาขายกับลูกค้า ในบางส่วนแล้ว โดยจะเริ่มมีผลอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ แม้การปรับราคาจะเป็นความท้าทาย แต่บริษัทเน้นการเจรจาด้วยเหตุผลและข้อมูลจริง ซึ่งพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจสถานการณ์เนื่องจากเป็นผลกระทบทั่วโลก” นายรอย กล่าว
สำหรับการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) บริษัทตั้งเป้าสร้างรายได้จากส่วนนี้ 500 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573)โดยปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาดีลในประเทศ จีนและสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าหรือข่าวดีภายในไตรมาสที่ 3/2569 นี้ โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจด้านการผลิต (Manufacturing) และกลุ่มแบรนด์ (Brand) ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอเดิมที่เน้นอาหารเปียก

ในส่วนของประเด็นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ บริษัทเริ่มได้รับคืนเงินภาษี (Refund) ในบางส่วนแล้ว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/2569 ขณะที่ประเด็นมาตรา 301 ที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาเก็บภาษีเพิ่มเติม บริษัทมองว่าหากมีการบังคับใช้จริงกับ 50 ประเทศรวมถึงคู่แข่งด้วย ก็จะยังคงความสามารถในการแข่งขันที่เท่าเทียมกันได้ ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทได้เตรียมงบลงทุน (CAPEX) ไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมของโรงงานสำหรับการเติบโตในอนาคต โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมากกว่าการขยายตัวเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ว่าระดับการลงทุนในลักษณะนี้อาจจะทยอยลดลงในอนาคต เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้มีการลงทุนก้อนใหญ่เพื่อปรับปรุงศักยภาพไปมากแล้ว

“การรับมือกับปัจจัยภายนอกว่า บริษัทมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้อย่างรัดกุม โดยปัจจุบันทำสัญญาไว้แล้วถึง 70% ทำให้ความผันผวนของค่าเงินส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิไม่มากนัก ส่วนทางด้านต้นทุนพลังงาน แม้ราคาจะปรับตัวสูงขึ้นแต่กระทบต่อต้นทุนโดยตรงเพียง 1-2% ซึ่งบริษัทสามารถบริหารจัดการได้ผ่านโครงการ Transformation ที่ทำต่อเนื่องมา 2 ปี ประเด็นมาตรการภาษีของสหรัฐฯ มองว่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เนื่องจากเป็นการบังคับใช้กับคู่แข่งจากหลายประเทศในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดการแข่งขันที่แฟร์ ล่าสุดบริษัทยังเริ่มได้รับเช็คคืนเงินภาษีงวดแรกจากสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการเรียกร้องสิทธิในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะทยอยได้รับส่วนที่เหลือต่อไป อีกทั้งยังคงตั้งเป้าหมายรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ให้อยู่ในช่วง 23-25% โดยมุ่งเน้นการเติบโตที่เร็วกว่าตลาดควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการดำเนินงานระดับสากล” นายรอย กล่าว

สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 จะเน้นการเติบโตผ่าน 4 เสาหลัก ในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ
1.การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มตลาดที่มีการเติบโตแข็งแกร่ง
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ช่วยให้ไอ-เทลสามารถเข้าถึงกลุ่มตลาดพรีเมียมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และความต้องการซื้อยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน แม้การใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวมจะอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ความต้องการผลิตภัณฑ์โภชนาการสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมและผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้านนั้นยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ไอ-เทล ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ให้อยู่ที่ระดับ 15% ของรายได้รวมภายในปี 2569 โดยขับเคลื่อนผ่านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้าระดับโลก (co-creation) ควบคู่กับความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านนวัตกรรมของกลุ่มบริษัท ในไตรมาส 1 ปี 2569 ไอ-เทล ได้เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 213 SKU ขณะที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มขนมสัตว์เลี้ยงมีสัดส่วนคิดเป็น 21% ของยอดขายรวม ซึ่งเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแนวโน้มความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่มีความแตกต่าง มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยสัดส่วนรายได้ของสินค้าพรีเมียมยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ราว 52–53%
ภายใต้ระบบนิเวศนวัตกรรม ไอ-เทล ได้ร่วมมือกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลกในการพัฒนาโภชนาการสัตว์เลี้ยง โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์ขนมแมวเลียที่มอบคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมเปิดประสบการณ์ในการให้อาหารที่เหนือกว่าขนมในรูปแบบซองทั่วไป

2.การเสริมความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้วยระบบอัตโนมัติและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
ระบบอัตโนมัติและการดำเนินงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ เป็นหัวใจสำคัญในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ ไอ-เทลสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว บริษัทได้เดินหน้าลงทุนในระบบออโตเมชันและเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความสามารถในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ ผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการและจุดประสงค์การใช้งาน (fit-for-purpose) โดยปัจจุบัน ไอ-เทลได้นำระบบออโตเมชันเข้ามาช่วยสนับสนุนกระบวนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 25%

นอกจากนี้ ระบบออโตเมชันยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไร และช่วยรักษาเสถียรภาพของผลการดำเนินงานท่ามกลางสภาวะตลาดผันผวน โดยสิ่งนี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของไอ-เทล ในไตรมาส 1 ปี 2569 ซึ่งบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3%
ทั้งนี้ไอ-เทล ยังได้ผสานความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านการจัดซื้อของกลุ่มไทยยูเนี่ยน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและเสริมความมั่นคงในด้านวัตถุดิบ (supply security) การจัดหาวัตถุดิบจากคู่ค้าที่หลากหลายทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงวัตถุดิบหลักได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งช่วยกระจายความเสี่ยงและยกระดับความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก
3.การคว้าชัยชนะในตลาด ด้วยกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการในแต่ละภูมิภาค
การขับเคลื่อนความสำเร็จในแต่ละภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับปัจจัยและบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ รวมถึงรูปแบบการตอบสนองต่อความผันผวนของตลาดที่แตกต่างกัน เนื่องด้วยรายได้เกือบทั้งหมดของไอ-เทล นั้นมาจากการส่งออก บริษัทจึงมุ่งมั่นให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่านการดำเนินงานที่ผสานความเชี่ยวชาญในเชิงพาณิชย์ เข้ากับขีดความสามารถของห่วงโซ่อุปทานในการตอบสนองต่อความต้องการที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการ ความน่าเชื่อถือ และความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาด


สำหรับตลาดอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 60% ของรายได้รวม ไอ-เทล ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอสินค้าในกลุ่ม Private Label ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ และการรุกเข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ Chunk & Pate ซึ่งเป็นเซกเมนต์ขนาดใหญ่ของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง โดยไอ-เทล ได้วางรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในตลาดอเมริกาผ่านการก่อตั้ง US Pet Nutrition (USPN) ซึ่งดำเนินธุรกิจมานานกว่า 15 ปี โดยผสานระบบจัดการนำเข้าสินค้า คลังสินค้า และเครือข่ายการกระจายสินค้าในระดับท้องถิ่น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคในภูมิภาคได้ดียิ่งขึ้น
ปัจจุบัน ไอ-เทล กำลังนำโมเดลความสำเร็จดังกล่าวไปปรับใช้ในภูมิภาคยุโรป ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 15% ของรายได้รวม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น โดยนอกจากการต่อยอดจุดแข็งในเชิงพาณิชย์และการมีทีมงานขายในภูมิภาคแล้ว บริษัทยังเดินหน้าเสริมศักยภาพในด้านห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ และการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นด้านความยั่งยืน อาทิ นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกระบวนการผลิตที่ผ่านการแปรรูปน้อย (minimal processing) เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการ
สำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 25% ของรายได้รวม ไอ-เทลมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านการวางกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ การรักษามาตรฐานการบริการในระดับสูง ตลอดจนการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในแต่ละตลาด

4.การต่อยอดความยั่งยืนสู่คุณค่าทางธุรกิจ
ความยั่งยืนนั้นเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการประเมินและคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจของลูกค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลก สำหรับ ไอ-เทล ความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเป็นกลไกหลักในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และส่งมอบคุณค่าที่แตกต่าง แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคา โดยบริษัทมุ่งเน้นการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตามแนวทาง “From Source to Bowl” ทั้งนี้ กลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® และศักยภาพด้านการจัดหาวัตถุดิบของกลุ่มไทยยูเนี่ยน ช่วยให้ไอ-เทลสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมส่งมอบมาตรฐานความโปร่งใสที่เหนือกว่าอุตสาหกรรม
ภายใต้แนวทางดังกล่าว ปลาทูน่าอย่างน้อย 99% ที่จัดหาภายในห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มไทยยูเนี่ยนนั้นสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงเรือประมงหรือกลุ่มเรือประมง และบริษัทยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องสู่เป้าหมาย 100% ขณะเดียวกัน 99% ของปลาทูน่าที่กลุ่มไทยยูเนี่ยนจัดหานั้นมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของ Marine Stewardship Council (MSC) อยู่ระหว่างการประเมิน หรือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาการประมง

นอกจากนี้ ไอ-เทลยังเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยนำแนวคิด “head to tail” มาปรับใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด ผ่านการนำผลพลอยได้จากปลาทูน่ามาพัฒนาเป็นส่วนประกอบอาหารมูลค่าสูงเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการสูญเสียอาหารเป็นศูนย์ (zero food loss) ในทั้งสองโรงงานได้ตั้งแต่ปี 2568 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
“ด้วยการต่อยอดจากกลยุทธ์ดังกล่าว ไอ-เทลมีความพร้อมในการคว้าโอกาสการเติบโตในระยะยาว ควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า และการส่งมอบโภชนาการคุณภาพสูงที่ได้รับการรองรับทางวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์เลี้ยง” นายรอย กล่าวในที่สุด

***เกี่ยวกับ บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น
บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ไอ-เทล (ITC) มุ่งมั่นขับเคลื่อนอนาคตด้านการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงแบบองค์รวม ในฐานะผู้นำด้านการผลิตอาหารและขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ไอ-เทลเป็นพันธมิตรที่แบรนด์ชั้นนำระดับโลกให้ความไว้วางใจในความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสูตรอาหารที่พิถีพิถันและอร่อยถูกปากสำหรับสัตว์เลี้ยง
แนวคิด “Pet Centric” หรือการให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเป็นศูนย์กลาง คือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ มีทีมวิจัยและพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญและแรงบันดาลใจในการคิดค้นนวัตกรรมโภชนาการที่ส่งเสริมสุขภาพ ความสุข และอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง
ไอ-เทล เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจของไทยยูเนี่ยน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 โดยสั่งสมประสบการณ์ด้านการผลิตมาอย่างยาวนานกว่า 40 ปี มีวิสัยทัศน์ในการสร้างมาตรฐานระดับโลกด้านโภชนาการสำหรับสัตว์เลี้ยง