สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เน้นมาตรการเชิงรุก บังคับใช้กฎหมายทุกมิติ ลุยปราบ “บุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนเลี่ยงภาษี” ทั่วประเทศ ปรับแผน จับรายย่อยขยายถึงนายทุน หลังพบเอี่ยวเป็นกลุ่มทุนเทา
สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนเลี่ยงภาษีปัจจุบัน ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทำลายสุขภาพประชาชน และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลจึงมีนโยบายสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บูรณาการร่วมกันในการปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและจำหน่าย การสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายหรือขบวนการ รวมถึงการปิดช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อตัดวงจรการแพร่กระจายไปยังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้ง “ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ” (ศปบย.ตร.) ขึ้น โดยมีภารกิจสำคัญในการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่ การป้องกันและปราบปราม รวมถึงการบูรณาการมาตรการทางกฎหมายกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อกฎหมายเฉพาะสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า จึงต้องใช้หลายกฎหมายประกอบกัน เช่น พ.ร.บ. ศุลกากรฯ , พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ และ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ เพื่อให้การดำเนินคดีมีความชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติ

ศปบย.ตร. รุกปราบบุหรี่ไฟฟ้า-บุหรี่มวนเลี่ยงภาษี อย่างเป็นระบบ
พลตำรวจเอกนิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการ ศปบย.ตร. เปิดเผยว่า จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2569 ถึงปัจจุบัน (1 ต.ค. 2568 - 30 เม.ย. 2569) ศปบย.ตร. สามารถตรวจยึดและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ รวมถึงบุหรี่มวนเลี่ยงภาษี ดังนี้ (1) บุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดและดำเนินคดีแล้วกว่า 398 คดี ยึดของกลางกว่า 1,549,745 ชิ้น มูลค่าความเสียหายกว่า 178,741,190 บาท และ (2) บุหรี่มวนเลี่ยงภาษี ในส่วนงานที่บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร ได้เข้าตรวจยึดของกลางได้กว่า 49 ล้านมวน มูลค่าความเสียหายประมาณ 225 ล้านบาท และในส่วนการดำเนินการของ ศปบย. สามารถจับกุมรายใหญ่แล้ว 2 คดี ยึดของกลางกว่า 1,335,000 มวน รวมมูลค่ากว่า 5.3 ล้านบาท
บูรณาการตำรวจทั่วไทย สกัดบุหรี่ไฟฟ้า
ศปบย.ตร. มุ่งเน้นการทำงานเชิงบูรณาการในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า โดยจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่เป้าหมายเพื่อกำหนดโซนนิ่งและวางแผนสืบสวนจับกุมอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับผู้ผลิตและลักลอบจำหน่ายรายใหญ่ที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย หรือมีโกดังเก็บสินค้า รวมถึงกลุ่มที่จำหน่ายช่องทางออนไลน์ โดยมอบหมาย บก.ปคบ. และ บช.สอท. รับผิดชอบการสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดรายใหญ่, สถานีตำรวจทั่วประเทศ เน้นการสืบสวนจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ารอบสถานศึกษา แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญ, บก.ปอศ. รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดตามแนวชายแดน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า และ บช.ทท. ดูแลการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่ท่องเที่ยว

บุหรี่ไฟฟ้าภัยร้ายแรง บันไดสู่ยาเสพติดในเยาวชน
พลตำรวจเอกนิรันดร มองว่า ปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่มีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าบุหรี่มวน มีการนำเข้ามาในลักษณะสินค้าสำเร็จรูปพร้อมใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ตัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเองก็มีสารเคมีที่มีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า อีกทั้งปัจจุบันยังพบว่ามีการผสมสารอันตราย เช่น เอโทมิเดต (Etomidate) และเคตามีน ลงในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะเอโทมิเดตซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 ที่ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและร่างกาย ทำให้ผู้สูบมีอาการมึนงง ควบคุมสติไม่ได้เหมือนกับ “ซอมบี้” และตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิด ถือเป็นภัยสังคมรูปแบบใหม่ที่กำลังทวีความรุนแรง
นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการปรับปรุงรูปแบบของบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อดึงดูดผู้สูบหน้าใหม่อยู่ตลอด เช่น การปรับเพิ่มจำนวนคำสูบบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งให้มากสุดถึง 12,000 คำ, การออกแบบรูปลักษณ์ให้ ทันสมัย เช่น “Toy Pod” เพื่อเจาะตลาดเยาวชนโดยตรง ถือเป็นกลยุทธ์ที่บั่นทอนสุขภาวะของเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งอาจนำไปสู่การใช้สารเสพติดที่รุนแรงกว่าในอนาคต
ปัญหาที่สำคัญอีกประการ คือ ในบางประเทศ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งถูกกฎหมาย จึงมีการผลิตและส่งมาขาย ได้อย่างถูกกฎหมายของประเทศต้นทาง จึงทำให้การสกัดกั้นจากต้นทางเป็นเรื่องยาก ทำได้แค่สกัดกั้นเมื่อตอนมาถึงปลายทางคือประเทศไทย

“กัดไม่ปล่อย” ทิศทางการจัดการบุหรี่ไฟฟ้าเชิงรุก
บุหรี่ไฟฟ้า ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ เนื่องจากไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ อีกทั้งยังกลายเป็นภัยคุกคามทางสังคมที่ทวีความรุนแรง มีการใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครือข่ายจำหน่าย ตัดตอนระหว่างนายทุนและผู้ขายรายย่อย ใช้การขนส่งผ่านบริการขนส่งพัสดุเอกชน และอาศัยช่องว่างจากการไม่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า
ศปบย.ตร. จึงกำหนดยุทธศาสตร์เข้มข้น โดยบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับร่วมกัน ทั้ง พ.ร.บ. ศุลกากรฯ, พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ และ พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ เพื่อให้การดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้า จำหน่าย ครอบครอง มีความชัดเจนและครอบคลุม
พร้อมยกระดับการปราบปรามด้วยยุทธวิธีสืบสวนเชิงลึก “กัดไม่ปล่อย” (Deep Investigation) ที่ใช้การสะกดรอย ล่อซื้อ แกะรอยดิจิทัล ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และบังคับใช้มาตรการยึดทรัพย์รวมถึงกฎหมายฟอกเงิน เพื่อเจาะเข้าถึงเครือข่ายใหญ่และนายทุนเบื้องหลัง
ด้านการปราบปรามบนโลกออนไลน์ ตำรวจไซเบอร์ (สอท.) ได้ดำเนินการปิดเพจจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าไปแล้ว หลายหมื่น URL โดยการปิดเพจดังกล่าวดำเนินควบคู่ไปกับการล่อซื้อเพื่อสืบสวนย้อนกลับ เจาะไปถึงต้นทางเพื่อทำลายโกดังสินค้าและยึดทรัพย์นายทุน ถือเป็นการลดทั้งอุปสงค์และอุปทานอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังได้ออกมาตรการกำกับดูแลบริษัทขนส่งอย่างเข้มงวด เพื่อควบคุมการขนส่งพัสดุผิดกฎหมาย หลังพบการลักลอบลำเลียงบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบพัสดุเอกชนเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้น ก่อนกระจายส่งให้ลูกค้าตามคำสั่งซื้อออนไลน์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเอไอมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและติดตามเส้นทางการลักลอบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการปราบปราม
สำหรับมาตรการในการป้องกัน ตำรวจได้เดินหน้าโครงการ “ครูแดร์” (D.A.R.E.) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ตำรวจชุมชนสัมพันธ์ถ่ายทอดความรู้เรื่องโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้าแก่เด็กนักเรียนทั่วประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่วัยเยาว์ นอกจากการสร้างภูมิคุ้มกันในระดับเยาวชนแล้ว ยังมีการประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวต่างชาติให้รับรู้ชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย เพื่อลดความขัดแย้งและป้องกันการละเมิดโดยไม่ตั้งใจ ขณะเดียวกัน ตำรวจได้เปิดช่องทางการแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง และแอปพลิเคชัน Police Care ให้ประชาชนสามารถปักหมุด ส่งภาพ และวิดีโอเพื่อรายงานเหตุได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นการยกระดับการมีส่วนร่วมของสังคมในการสกัดกั้นเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า
“เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายอย่างตรงไปตรงมา ไม่เคลียร์หรือประนีประนอม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความซื่อสัตย์ของตำรวจในการปกป้องสังคมและเยาวชนให้ห่างไกลจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า” พลตำรวจเอกนิรันดร กล่าว

บุหรี่เถื่อนภัยบ่อนทำลายเศรษฐกิจ-สุขภาพประชาชน-ความมั่นคง
ศปบย.ตร. ยังให้ความสำคัญสำหรับการปราบปราม บุหรี่มวนเลี่ยงภาษีตามนโยบายของรัฐบาล เดินหน้าเชิงรุกเพื่อจับกุม เครือข่ายขบวนการค้าบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดปฏิบัติการเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เน้นการป้องกัน และ ปราบปรามครบวงจรแบบปูพรม
เริ่มตั้งแต่ ปฏิบัติการ “ต้นน้ำ” เน้นสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน ปฏิบัติการ “กลางน้ำ” เน้นการตรวจสอบเส้นทางลำเลียงนำเข้าของกลาง และ ปฏิบัติการ "ปลายน้ำ" เพื่อจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ค้า ร้านค้า และ ผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อขยายผลไปจับกุม นายทุน นำไปสู่การตัดช่องทางจำหน่ายทั้ง ออนไลน์ และออนไซต์ ปิดฉากวงจรการค้าบุหรี่เถื่อนอย่างสมบูรณ์
พลตำรวจเอกนิรันดร กล่าวว่า บุหรี่มวนเลี่ยงภาษี ถือเป็น ภัยเงียบบ่อนทำลายทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนคนไทย ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพให้เกิดโรคเรื้อรังรุนแรง เช่น มะเร็งปอด โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ ส่งผลให้นอกจากเกิดความเสียหายต่อรัฐ ยังกระทบไปถึง คุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว
อีกทั้งผลกำไรจากรายได้ขบวนการบุหรี่เถื่อนผิดกฎหมาย ยังถูกนำไปสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มฟอกเงิน ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และ ธุรกิจผิดกฎหมาย อีกหลายอย่าง เห็นได้ชัดว่า บุหรี่เถื่อน ไม่ได้เป็นภัยแค่เรื่องรายได้เข้าประเทศ หรือ สุขภาพ แต่ยังเป็น บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ อย่างชัดเจน

“การวนบุหรี่ไทย” เลี่ยงภาษี
การลักลอบนำเข้าและจำหน่ายของบุหรี่เถื่อนในประเทศไทย ปัจจุบันพบว่ามีรูปแบบการกระทำผิดอยู่ 2 รูปแบบหลัก คือ
1. การลักลอบขน บุหรี่ไทยแท้ "วนกลับ" เข้าประเทศ ซึ่งเป็นบุหรี่ที่ผลิตในประเทศเพื่อการส่งออก (ระบุข้อความ "FOR EXPORT ONLY" บนซอง) จะได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิต ทำให้มีต้นทุนส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในราคาต่ำเพียงประมาณ 10 บาทต่อซอง แต่เมื่อมีการส่งออกตามที่ได้รับอนุญาตแล้ว แทนที่จะถูกจำกัดการขายอยู่ในเฉพาะต่างประเทศ ขบวนการนี้จะลักลอบขนกลับเข้ามาขายในประเทศไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการทางภาษี แล้วนำมาขายในราคาประมาณ 50–70 บาทต่อซอง สร้างกำไรจากส่วนต่างทางภาษีจำนวนมหาศาลให้กับขบวนการค้าเถื่อน และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ที่ควรจัดเก็บได้จำนวนมาก
2. การลักลอบขนบุหรี่ยี่ห้อต่างประเทศ ลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศไทย โดยไม่ผ่านกระบวนการทางภาษี และอาจมีบุหรี่ปลอมปะปนอยู่ด้วย
สำหรับเส้นทางการลักลอบขนบุหรี่เถื่อน พบว่า เส้นทางหลักถูกลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านชายแดนธรรมชาติ ก่อนกระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อจำหน่าย โดยก่อนหน้านี้ ขบวนการค้าบุหรี่เถื่อน มักใช้เส้นทางเดินเรือในพื้นที่ภาคใต้ ลำเลียงจากประเทศเพื่อนบ้าน มาขึ้นฝั่งไทยโดยสำแดงเท็จและซุกซ่อนปะปนกับสินค้าอื่นที่นำเข้าทางท่าเรือ แล้วนำไปพักไว้ตามโกดังและที่พักอาศัยในพื้นที่กึ่งชายแดนหรือเขตชานเมือง ก่อนกระจายต่อไปยังผู้จำหน่ายรายย่อยในพื้นที่เมืองใหญ่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย
นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังพบว่ายังมีการลักลอบใช้เส้นทางลำเลียงขนส่งสินค้าทางภาคเหนือตอนล่าง เช่น อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยใช้ยุทธการลำเลียงแบบ “กองทัพมด” นำของกลางปะปนมากับสินค้าทางการเกษตร เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจค้นจากจุดพักสินค้าและด่านชายแดน รวมทั้งยังพบว่ามีการลักลอบขนส่งผ่านบริการขนส่งพัสดุโดยแยกสินค้าเป็นพัสดุย่อยจำนวนมากให้กลมกลืนกับพัสดุทั่วไป สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ขบวนการค้าบุหรี่เถื่อน มีการปรับตัวเพื่อหลบเลี่ยงการโดนตรวจสอบ และหาช่องโหว่เพื่อให้รอดเร้นจากการถูกจับกุมตลอดเวลา
“ปราบปรามบุหรี่ จุดเริ่มสาวถึงเครือข่ายอาชญากรรมใหญ่”
ผู้อำนวยการ ศปบย.ตร. ยังระบุถึง การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดฐาน ลักลอบค้าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนว่า มีการใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต และ พ.ร.บ.ศุลกากร โดยการบังคับใช้กฎหมายสรรพสามิต และกฎหมายศุลกากร รวมถึงมาตรการยึดทรัพย์ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อให้ ขบวนการค้าบุหรี่เถื่อนสูญเสียช่องทางสร้างรายได้ และไม่สามารถขยายเครือข่ายการค้าได้อีก ซึ่งข้อกฎหมายนี้สามารถเอาผิดตั้งแต่ ผู้ค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ ไปจนถึงนายทุน และกลุ่มผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง และหากพบพยานหลักฐานว่ามี เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ตาม มีส่วนรู้เห็น เกี่ยวข้อง ปล่อยปละละเลย ก็จะนำกฎหมายอาญา มาบังคับใช้ในเรื่องความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ

“กัดไม่ปล่อย ปราบคู่ บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่เถื่อน”
สำหรับแนวทางในการสืบสวนเชิงลึกแบบ “กัดไม่ปล่อย” ใช้รูปแบบเดียวกับการปราบปรามทลายเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสามารถขยายผลไปถึงที่มาของบุหรี่เถื่อน ช่องทางจำหน่ายทั้งผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือช่องทางจำหน่าย ออนไซต์ หรือ การค้าปลีกทั่วไปในสถานที่ต่างๆ
“ปรับแผนจับปลายทางขยายผลเชือดตัวใหญ่”
อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า แนวทางการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น ไม่ใช่เพียงแต่การหยุดเส้นทางจำหน่ายที่ปลายน้ำ แต่ปฏิบัติการนี้ ยังเป็นการ ตัดทุกช่องทางวงจรบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนทั้งหมด ทั้งเส้นทางจำหน่าย เส้นทางการเงิน กลุ่มผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้ได้รับผลประโยชน์ เพื่อทำลายระบบเครือข่ายอาชญากรรมขนาดใหญ่ในระยะยาว
“การปราบปรามทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น ไม่เพียงแค่เชือดผู้ค้ารายย่อย แต่ยืนยันว่า กลุ่มนายทุนเทาและกลุ่มผู้สนับสนุนเบื้องหลังต้องถูกดำเนินคดีกราวรูด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงเศรษฐกิจ และ ให้สุขภาพของประชาชนปลอดภัยในระยะยาว” พลตำรวจเอกนิรันดร กล่าวในที่สุด
