“CPN” เดินหน้าผนึก “อิคาโน” ทุ่มงบกว่า 6 พันล้าน ขยายเฟส 2 “เมกาบางนา” กางแผนปั้นสู่เมืองมิกซ์ยูส“Mega City” ภายในปี ’83 รวมมูลค่าลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน ใหญ่ทะลุ “เซ็นทรัลเวิลด์” สมรภูมิใหม่ย่านบางนา ดักกำลังซื้อครอบครัวกระเป๋าหนัก
อสังหาริมทรัพย์

“CPN” เดินหน้าผนึก “อิคาโน” ทุ่มงบกว่า 6 พันล้าน ขยายเฟส 2 “เมกาบางนา” กางแผนปั้นสู่เมืองมิกซ์ยูส“Mega City” ภายในปี ’83 รวมมูลค่าลงทุนกว่า 7 หมื่นล้าน ใหญ่ทะลุ “เซ็นทรัลเวิลด์” สมรภูมิใหม่ย่านบางนา ดักกำลังซื้อครอบครัวกระเป๋าหนัก

เซ็นทรัลพัฒนา จับมือ“อิคาโน” ยักษ์ใหญ่ผู้บริหารแบรนด์ “อิเกีย” (IKEA) ประกาศสงครามทุนครั้งใหญ่ ควักเงินก้อนโตกว่า 6,000 ล้านบาท ลุย “เมกาบางนา”เฟส2 ขยายพื้นที่ค้าปลีกเพิ่ม แย่งชิงเม็ดเงินกำลังซื้อระดับบนฝั่งตะวันออก กางแผนระยะยาวพลิกโฉมที่ดินผืนใหญ่สู่เมกะโปรเจกต์ "Mega City" ชูพื้นที่ใช้สอยทะลุ 1.3 ล้านตารางเมตร ครอบคลุมศูนย์การค้า ออฟฟิศ โรงแรม และที่อยู่อาศัย ตั้งเป้าแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในปี 2583 มูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาท ใหญ่ทะลุ “เซ็นทรัลเวิลด์” สนองกำลังซื้อเศรษฐีย่านบางนา

 

นายภูมิ จิราธิวัฒน์ Head of Hotels and Alternative Investments บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เปิดเผยว่า ล่าสุด CPN ได้เดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรที่รายใหญ่กับกลุ่ม “อิคาโน” (IKANO)บริษัท อิคาโน เซ็นเตอร์ จำกัด หรือผู้บริหารแบรนด์ “อิเกีย” (IKEA) ในการเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ครั้งสำคัญ โครงการ "เมกาซิตี้" (Mega City) บนพื้นที่พัฒนารวมทั้งหมด 325 ไร่ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การขยายศูนย์การค้า แต่เป็นการร่วมสร้างเมืองขนาดใหญ่รอบศูนย์การค้า เพื่อรองรับโอกาสและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของทำเลกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

“ย้อนกลับไปนับตั้งแต่ก้าวแรกในปี 2555 โครงการ "เมกาบางนา" ประสบความสำเร็จอย่างสูงในฐานะศูนย์การค้าระดับภูมิภาค ด้วยพื้นที่โครงการเดิมกว่า 400,000 ตารางเมตร เป็นศูนย์รวมร้านค้ารีเทลกว่า 730 แบรนด์ และร้านอาหารเครื่องดื่ม (F&B) อีกกว่า 170 ร้านค้า รวมแล้วเกือบ 900 ร้านค้า ซึ่งสามารถรักษาสถิติอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) เต็ม 100% มาได้อย่างต่อเนื่อง ทำสถิติเป็นศูนย์การค้าที่สร้างผลงานทางธุรกิจ (Perform) ได้ดีที่สุดอันดับต้นๆ ของพอร์ตโฟลิโอเซ็นทรัลพัฒนา โดยในช่วงปี 2555-2568 ที่ผ่านมา โครงการสามารถดึงดูดผู้เข้าใช้บริการ (Traffic) รวมแล้วเกือบ 700 ล้านคน”นายภูมิ กล่าว

สำหรับแผนการลงทุนล่าสุด บริษัทฯ เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา "เมกาบางนา เฟส 2" (Mega Bangna Expansion) ด้วยการเพิ่มพื้นที่ค้าปลีกอีก 170,000 ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาสที่ 3 ปี 2571 โดยการขยายพื้นที่ในเฟสนี้จะดึงดูดแบรนด์สินค้าใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกกว่า 250 แบรนด์ พร้อมทั้งแผนการยกระดับ (Upgrade) แบรนด์เดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้โครงการมีจำนวนร้านค้ารวมกันทั้งสิ้นกว่า 1,100 ร้านค้า กลายเป็นศูนย์การค้าที่มีพื้นที่ขายใหญ่กว่า “เซ็นทรัลเวิลด์” ในปัจจุบัน และคาดว่าจะช่วยผลักดันให้ยอดผู้เข้าใช้บริการพุ่งสูงขึ้นจาก 60 ล้านคนต่อปีในปัจจุบัน สู่ระดับ 65 ล้านคนต่อปีในอนาคต

 

โดยแผนในระยะยาว บริษัทฯตั้งเป้าที่จะพัฒนาโครงการ "เมกาซิตี้" สู่เมืองมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจกต์ให้เสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2583 ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้นกว่า 70,000 ล้านบาท โดยพื้นที่ศูนย์การค้าเมกาบางนาในเฟส 1 และเฟส 2 ที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ถือเป็นพื้นที่เพียงแค่ครึ่งหนึ่ง (ประมาณ 150 ไร่) ของพื้นที่ดินทั้งหมด 325 ไร่เท่านั้น ซึ่งบริษัทยังเหลือที่ดินอีกกว่า 120-140 ไร่ สำหรับนำมาพัฒนาอาคารสูงในลักษณะมิกซ์ยูส (Mixed-use Development) รายล้อมรอบศูนย์การค้า ครอบคลุมทั้งอาคารสำนักงาน (Office), โรงแรม, ที่อยู่อาศัย (Residential) ตลอดจนพื้นที่กิจกรรมเพื่อสุขภาพและสปอร์ต (Sports, Wellness, Healthcare) และสถาบันการศึกษา (Education) รวมพื้นที่ใช้สอยทุกส่วนกว่า 1.3 ล้านตารางเมตร ขึ้นแท่นหนึ่งในอภิมหาโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

“ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการออกแบบเมืองแห่งนี้ คือการเน้นระบบ ‘Seamless Connection’ หรือการเชื่อมต่อด้านสถาปัตยกรรมภายในอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้การสัญจรของกลุ่มลูกค้าเป็นไปอย่างสะดวกสบาย ตั้งแต่การจัดระบบที่จอดรถ ไปจนถึงทางเดินเชื่อมโยงระหว่างคอนโดมิเนียมไปศูนย์การค้า ตลอดจนอาคารสำนักงานและโรงแรม โดยมีพันธมิตรหลัก (Anchor) ระดับแม่เหล็ก ได้แก่ อิเกีย (IKEA), เซ็นทรัล รีเทล (CRC), โฮมโปร (HomePro), เมกา ซีนีเพล็กซ์ (Mega Cineplex) และ บิ๊กซี (Big C) เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันความสำเร็จร่วมกันตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปีที่ผ่านมา” นายภูมิ กล่าว

นอกจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว โครงการเมกาซิตี้ยังชูนโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะมีการสร้างสวนสาธารณะลอยฟ้าขนาดใหญ่ (Rooftop Park) บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประสบความสำเร็จและคล้ายคลึงกับการพัฒนาโครงการ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ขณะเดียวกัน ปัจจุบันบนหลังคาของเมกาบางนาได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Panels) ไปแล้วกว่า 18,000 แผง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 12,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง เทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนราว 5,000 ครัวเรือนต่อปี และในอนาคตตั้งเป้าหมายการประหยัดพลังงานร่วมกันให้ได้สูงถึง 2 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี

ในด้านของศักยภาพทำเลย่าน "บางนา" ถือเป็นทำเลทองที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างเด่นชัด โดยมีกลุ่มประชากรในพื้นที่ดึงดูด (Catchment Area) โดยรอบกว่า 3 ล้านครัวเรือน และหากประเมินรัศมีที่กว้างขึ้นจะครอบคลุมฐานประชากรสูงถึง 4.3 ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้น ย่านบางนามีอัตราการเติบโตของครัวเรือนใหม่สูงถึง 2.3% ต่อปี เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของประชากรและกลุ่มทุนที่หลั่งไหลไปสู่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า ประชากรที่ย้ายเข้ามาสู่ทำเลนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัวยุคใหม่ที่มี "กำลังซื้อสูงมาก" (High Spending Power) โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 91,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นสถิติที่เกือบจะสูงที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะเดียวกันย่านนี้ยังมีอาคารสำนักงานเกิดใหม่กว่า 30 อาคาร และมีธุรกิจโรงแรมขยายตัวเข้ามารองรับต่อเนื่องกว่า 800 ห้อง ยิ่งไปกว่านั้น จากการเก็บข้อมูล (Track) เชิงลึกพบว่า ครัวเรือนในย่านบางนาที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีบุตร จะมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ส่วนกลุ่มครอบครัวที่มีบุตรแล้ว จะมีรายได้เฉลี่ยสูงถึง 300,000 บาทต่อครอบครัวต่อเดือน สะท้อนได้จากตัวเลขโรงเรียนนานาชาติโดยรอบที่มีมากถึง 15 แห่ง  และการเติบโตของโครงการบ้านเดี่ยวระดับอัลตราลักชัวรี (Ultra-luxury Residential) ราคาตั้งแต่ 10-40 ล้านบาทต่อหลัง โดยกลุ่มลูกค้าครอบครัวระดับบนเหล่านี้ ถือเป็นลูกค้าหลักของศูนย์การค้าที่มีอัตราการกลับมาใช้บริการ (Repeat Visit) ถี่ถึง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อใช้เวลาในการพักผ่อนร่วมกันอย่างแท้จริง

 

การขยายโครงการครั้งนี้ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศไทยและกรุงเทพฯ ตะวันออก โดยเฉพาะ “บางนา” ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านที่มีการเติบโตและการขยายตัวของเมืองมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร และถือเป็นหมุดหมายสำคัญเพื่อต่อยอดความสำเร็จตลอด 14 ปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวนผู้ใช้บริการสะสมมากกว่า 670 ล้านคน ทราฟฟิกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% ชมวิดีโอ คลิก: https://youtu.be/OuOa1JG91AQ

“ย่านบางนายังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่เติบโตเร็วที่สุดของกรุงเทพฯ ทั้งจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่กำลังซื้อสูง (Modern Affluent Family) และความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคในปัจจุบันมองหาประสบการณ์ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง ทั้งด้านการใช้ชีวิต การพักผ่อน และการสร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน ซึ่งการขยายโครงการครั้งนี้ได้รับการออกแบบขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปและรองรับการเติบโตของเมกาบางนาในอนาคต” นายภูมิ กล่าว

 

นายเอเดรียน มิเรีย Ikano Centres, Part of Ikano Retail กล่าวว่า ตั้งแต่ 14 ปีที่แล้ว ทางกลุ่มได้มองเห็นศักยภาพการเติบโตของประเทศไทย และมองเห็นโอกาสของย่านบางนาในฐานะทำเลยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Ikano Group ในการสร้างโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้คน เราเชื่อว่าทำเลแห่งนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านรีเทล แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนเลือกใช้ Quality time ร่วมกันกับครอบครัวและเพื่อน และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน โดยตั้งแต่เปิดให้บริการ เมกาบางนา ได้ต้อนรับผู้ใช้บริการมากกว่า 670 ล้านครั้ง รวมถึงสร้างสถิติผู้เข้าใช้บริการสูงสุดมากถึง 60 ล้านครั้งในปี 2568 พร้อมรักษาอัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100% มาอย่างต่อเนื่อง ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของ IKEA สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเติบโตสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านรีเทลและไลฟ์สไตล์ชั้นนำของอาเซียน สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ขนาดของโครงการหรือผลการดำเนินงาน แต่คือความสัมพันธ์และความผูกพันที่เราได้สร้างร่วมกับลูกค้าตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

 

นายมาริส อโบลตินส์ กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา และเมกาซิตี้ กล่าวว่า เมกาบางนาเชื่อว่าอนาคตของธุรกิจรีเทลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจับจ่ายใช้สอยอีกต่อไป เพราะปัจจุบัน ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดี สร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย และเติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกวัน เราจึงพัฒนาเมกาบางนาให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน ภายใต้วิสัยทัศน์ ของโครงการ

“A Destination for a More Thoughtful Everyday ที่ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่รีเทล แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้คนได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกันมากขึ้น มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน ตอกย้ำบทบาทของเมกาบางนาในฐานะ ‘Your Everyday Meeting Place’ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก” นายมาริส กล่าว

โดยการขยายโครงการครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งบทสำคัญของการพัฒนาเมกาบางนา เพื่อตอบรับความต้องการและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผสานประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร เวลเนส และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เพื่อตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชัน โดยเป้าหมายของเราไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่รีเทลเพียงอย่างเดียว แต่คือการพัฒนาเมกาบางนาให้เป็นเดสติเนชันที่ยังคงมีความหมายต่อผู้คนในทุกเจนเนอเรชัน และยังคงตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คนในอนาคตข้างหน้า

การขยายพื้นที่ศูนย์การค้าในครั้งนี้ ต่อยอดจากอินไซต์ของคนยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี การมีเวลาคุณภาพร่วมกันในคอมมูนิตี้ โดยต่อยอดความสำเร็จของ MEGA PARK สู่ผ่านการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ส่วนกลางรูปแบบใหม่สำหรับทุกคนในครอบครัว สำหรับการออกแบบส่วนต่อขยายครั้งนี้ ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมสไตล์นอร์ดิก (Nordic Design) ที่ให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ความโปร่งสบาย และประสบการณ์ที่ออกแบบโดยมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง แนวคิดดังกล่าวสะท้อนปรัชญา Meeting Place ของ Ikano Centres ในการเชื่อมโยงพื้นที่รีเทล คอมมูนิตี้ และการใช้ชีวิตประจำวันเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย โดย เมกาบางนา จะพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ ได้แก่ MEGA SKYLINE พื้นที่สีเขียวและคอมมูนิตี้สเปซ ขนาดกว่า 7 ไร่ พร้อมพื้นที่กิจกรรม การออกกำลังกาย และไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟกว่า 3,000 ตารางเมตร รวมถึง MEGA LOFT เดสติเนชันด้านอาหารและการพบปะสังสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก บนพื้นที่กว่า 2,000 ตารางเมตร

เมื่อส่วนต่อขยายแล้วเสร็จ เมกาบางนาจะมีแบรนด์ชั้นนำรวมกว่า 1,200 แบรนด์ มากที่สุดในกรุงเทพฯ ตะวันออก เพิ่มขึ้นจาก 900 แบรนด์ในปัจจุบัน โดยจะเป็นทั้งแบรนด์ใหม่กว่า 250 แบรนด์ที่เข้ามาเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ ตะวันออกเป็นครั้งแรก รวมถึง Accessible Luxury อีกมากกว่า 20 แบรนด์ ผสานกับการยกระดับประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร ไลฟ์สไตล์ และการเชื่อมต่อพื้นที่ส่วนต่อขยายเข้ากับศูนย์การค้าเดิมอย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้าง Experience-led เดสติเนชันที่เติบโตไปพร้อมกับคนทุกเจเนอเรชันในอนาคต

การขยายศูนย์การค้าเมกาบางนาในครั้งนี้ ได้รับแรงขับเคลื่อนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตอย่างต่อเนื่องของย่านบางนา และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกลุ่มครอบครัวยังคงเป็นฐานลูกค้าหลักและเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดของเมกาบางนา ปัจจุบันกลุ่ม Modern Family และ Modern Affluent Family ให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี การใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน การมีคอมมูนิตี้ และมีประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์มากขึ้น ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้ กำลังผลักดันให้เกิดความต้องการรูปแบบใหม่ของประสบการณ์ด้านรีเทล ร้านอาหาร เวลเนส และพื้นที่คอมมูนิตี้

จุดแข็งของเมกาบางนา คือการมี Ecosystem ธุรกิจรีเทลแข็งแกร่งยาวนานกว่า 14 ปี ปัจจุบัน เมกาบางนา มีแบรนด์ดังและร้านค้าชั้นนำกว่า 900 ร้านค้า แบ่งเป็นกลุ่มร้านอาหาร 176 ร้าน และร้านค้าปลีก 730 ร้าน โดยมีผู้เช่าหลัก ได้แก่ IKEA แห่งแรกในประเทศไทย, เซ็นทรัล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์, โฮมโปร, บิ๊กซี และเมกา ซีนีเพล็กซ์ ที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดทราฟฟิกและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยมีแบรนด์ระดับโลกที่เสริมความแข็งแกร่งอย่าง Zara, Uniqlo, Muji, H&M, Pull&Bear, lululemon, Sephora, Tudor, TAG Heuer และ Victoria's Secret.

เมกาบางนา ได้ต้อนรับผู้ใช้บริการกว่า 165,000 คนต่อวัน โดยลูกค้าจะกลับมาใช้บริการเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อเดือน รวมถึงมีฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิก Mega Smile Rewards แข็งแกร่งกว่า 450,000 ราย และจัดงานอีเวนต์มากกว่า 160 งานต่อปี โดยเมกาบางนา ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งการใช้ชีวิตของผู้คนหลายล้านคนในทุกวัน

จากผลสำรวจ  Retail Customer Research 2024 ศูนย์การค้าเมกาบางนาได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 ของศูนย์การค้าที่ลูกค้าแนะนำมากที่สุด และยังครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งที่อยู่ในใจของผู้บริโภค ด้วยการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) สูงถึง 95% และความพึงพอใจของลูกค้าในระดับ 100%

ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อเมกาบางนามาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำความแข็งแกร่งของศูนย์การค้าเมกาบางนา ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจรีเทลและไลฟ์สไตล์เดสติเนชั่นชั้นนำของไทย จากการผนึกกำลังครั้งสำคัญ ระหว่าง Ikano Centres และบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ทำให้เมกาบางนา เดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่บทบาทของการเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสานการช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ เวลเนส รวมถึงการเป็นพื้นที่ของทุกคอมมูนิตี้ ที่เชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

 

 

You can share this post!