“กรมการค้าภายใน”ฝ่าวิกฤติปี’69 ยกทัพ "หมู่บ้านทำมาค้าขาย-ตลาดต้องชม" บุกห้างใหญ่ร่วมงาน “Village to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” กระตุ้นฐานราก หนุนรายได้ท้องถิ่นสู้เศรษฐกิจซบ คาดเงินสะพัดทะลุ 20 ล้าน
พาณิชย์

“กรมการค้าภายใน”ฝ่าวิกฤติปี’69 ยกทัพ "หมู่บ้านทำมาค้าขาย-ตลาดต้องชม" บุกห้างใหญ่ร่วมงาน “Village to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” กระตุ้นฐานราก หนุนรายได้ท้องถิ่นสู้เศรษฐกิจซบ คาดเงินสะพัดทะลุ 20 ล้าน

กรมการค้าภายในเปิดเกมรุกสู้เศรษฐกิจปี 2569 ที่สุดท้าทาย ส่งนโยบาย "ไทยช่วยไทย" ยกทัพสินค้าชุมชนเกรดพรีเมียมกว่า 50 บูธ จาก "หมู่บ้านทำมาค้าขาย-ตลาดต้องชม" ทั่วประเทศ บุกใจกลางเมืองกรุงในงาน “Village to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ณ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 24-28 มิ.ย. นี้ ประกาศลั่น รัฐบาลซัพพอร์ตค่าที่ฟรีหมด ขายได้เท่าไหร่เอาไปเลยเต็มร้อย ไม่หักแม้แต่บาทเดียว ปักหมุดห้างทำเลทอง High Traffic มั่นใจปั๊มเงินหมุนเวียนลงสู่มือรากหญ้าตรงเป้าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

 

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ว่า ต้องยอมรับว่าเป็นปีที่ท้าทาย อย่างไรก็ตาม ทางกรมการค้าภายใน ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นกลไกกลางในการสร้างพื้นที่การค้า แม้เศรษฐกิจอาจจะดูไม่ค่อยดีนัก แต่กรมฯพยายามอย่างเต็มที่ในการหาโครงการและสถานที่ให้ชาวบ้านได้มีโอกาสมาค้าขายและแนะนำผลิตภัณฑ์ของตนเอง ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรคงต้องรอประเมินอีกครั้งในช่วงสิ้นปี 2569 อีกทครั้ง แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างโอกาสให้ชาวบ้านและชุมชนขายของให้ได้มากที่สุด

 

ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมการค้าภายในให้ความสำคัญกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจในประเทศ ด้วยการเปิดงานVillage to Town : เริ่ดจากถิ่น ช้อปฟินในเมือง” ระหว่างวันที่  24-28 มิถุนายน 2569 เวลา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “ไทยช่วยไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงสินค้าชุมชนจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง ด้วยการนำกลุ่มผู้ประกอบการชุมชนที่กรมฯเข้าไปสร้างความเข้มแข็งไว้ในต่างจังหวัด ให้มีโอกาส "เข้าเมือง" มานำเสนอผลิตภัณฑ์และช่องทางการค้าใหม่ ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าชุมชนในระดับที่กว้างขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์ พร้อมสร้างการรับรู้ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทย รวมทั้งเพิ่มช่องทางการจำหน่าย การกระจายสินค้าให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการในตลาดชุมชน และผู้ประกอบการสินค้าเกษตร/เกษตรอินทรีย์ ที่อยู่ในการส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ประกอบด้วย โครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย ตลาดต้องชม มาร่วมงานกว่า 50 บูธ การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือ

 

เราได้ใช้กลยุทธ์ในการเชื่อมโยงสินค้าจากท้องถิ่นสู่ใจกลางเมือง ผ่านการจัดกิจกรรมนำผู้ประกอบการจาก ‘หมู่บ้านทำมาค้าขาย’ และ ‘ตลาดต้องชม’ ทั่วประเทศ มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โดยมุ่งเน้นจุดที่มีศักยภาพและมีปริมาณผู้เดินห้าง (Traffic) หนาแน่น เพื่อสร้างโอกาสในการกระจายรายได้ส่งตรงถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย โดยโครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจหลักที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ใช้สนับสนุนชาวบ้านคือ การลดภาระต้นทุนในการประกอบการ”นายจิรวุฒิ กล่าว

นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกรมฯ มีโครงการที่ตั้งเป้าส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในต่างจังหวัดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการจัดตั้ง "หมู่บ้านทำมาค้าขาย" และ "ตลาดต้องชม" ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศไทย แบ่งเป็นตลาดต้องชมจำนวน 251 แห่ง และหมู่บ้านทำมาค้าขายอีก 57 แห่ง

"โดยร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เราจัดพื้นที่ให้ฟรีหมด งบประมาณทางกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมด ชาวบ้านขายได้เท่าไหร่ก็นำรายได้กลับไปได้เลย 100% ไม่มีการหักค่าใช้จ่าย ซึ่งสวัสดิการที่รัฐมอบให้เพื่อเป็นแรงจูงใจและช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงกลุ่มอาชีพในท้องถิ่น" นายจิรวุฒิกล่าว

ภายในงานดังกล่าวพบกับคาราวานสินค้าชุมชน ผลผลิตทางการเกษตรเกรดพรีเมียม ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน จากกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการท้องถิ่น ผู้ค้าในโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย  และ ตลาดต้องชม จากทั่วประเทศกว่า 50 บูธ มาจำหน่ายสินค้าในราคาเป็นธรรม รวมถึงรณรงค์บริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล โดยเฉพาะ เงาะและมังคุด เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มช่องทางการจําหน่าย และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

ไฮไลต์เด็ดจัดเต็มทั้งอาหารรสเลิศ ผลไม้ตามฤดูกาล สินค้าเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย และงานหัตถกรรมสะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์กช็อปงานคราฟท์ กิจกรรมส่งเสริมการขาย รวมถึงกิจกรรม Live Commerce ร่วมกับ Influencer และ KOL เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และขยายตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่กับการจำหน่ายภายในงาน พร้อมลุ้นโชคใหญ่กับกิจกรรม Village Lucky Draw เพียงช้อปครบทุก 500 บาท รับสิทธิ์ร่วมสนุกตลอดการจัดงาน

ขณะเดียวกันการนำผู้ประกอบการมาออกบูธในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการสร้างยอดขายเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อยอดให้สินค้าและร้านค้าเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างโอกาสทางการตลาดในลักษณะออฟไลน์ทูออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้โดยตรง ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำ สร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ คาดว่าการจัดงานในครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินหมุนเวียนภายในงานไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท  พร้อมตั้งเป้าหมายที่จะขยายเครือข่าย ผลักดันให้มีร้านค้า เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมในโครงการหมู่บ้านทำมาค้าขาย - ตลาดต้องชม เพิ่มขึ้น เพื่อกระจายโอกาสและรายได้สู่ท้องถิ่นให้ครอบคลุมมากที่สุด นับเป็นอีกกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าชุมชนไทยสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

นายจิรวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเลือกสถานที่จัดงานในแต่ละครั้ง ทางกรมการค้าภายในจะพิจารณาจากศักยภาพของพื้นที่เป็นหลัก โดยจะคัดเลือกห้างสรรพสินค้าที่มีคนเดินหนาแน่นและมีช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการที่มาออกบูธจะสามารถสร้างรายได้จริง และจัดเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น

"หัวใจสำคัญคือเราเลือกจุดที่มี Traffic ดี เพื่อสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่เขามาจริง ๆ โดยปกติกิจกรรมลักษณะนี้จะมีการหมุนเวียนจัดขึ้นปีละครั้ง ตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสม"นายจิรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ โครงการสนับสนุนตลาดชุมชนและหมู่บ้านทำมาค้าขายได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4-5 แล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จและความตั้งใจของกระทรวงพาณิชย์ในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นให้เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจระดับมหภาค

 

อนึ่ง จากข้อมูลพบว่าหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก "ตลาดต้องชม" และ "หมู่บ้านทำมาค้าขาย" เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการตลาดหรือการจัดแสดงสินค้าในห้างสรรพสินค้าตามที่ปรากฏในแหล่งข้อมูล มีเกณฑ์และการพิจารณาหลักดังนี้

 -เป็นกลุ่มที่อยู่ในเครือข่ายของกรมการค้าภายในอยู่แล้ว: ผู้ที่จะมาออกบูธหรือร่วมโครงการในลักษณะนี้ จะต้องเป็นกลุ่มผู้ประกอบการจากตลาดต้องชมหรือหมู่บ้านทำมาค้าขายที่ทางกรมฯ ได้เข้าไปส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งไว้ในพื้นที่ต่างจังหวัดก่อนหน้านี้, โดยปัจจุบันมีตลาดต้องชม 251 แห่ง และหมู่บ้านทำมาค้าขาย 57 แห่งทั่วประเทศ

-การพิจารณาด้านทำเลและช่วงเวลา (Strategic Location & Timing): การคัดเลือกจะขึ้นอยู่กับพื้นที่จัดงานในห้างสรรพสินค้าแต่ละแห่งว่ามีพื้นที่ว่างในช่วงเวลาใด และมีความเหมาะสมที่จะรองรับกลุ่มสินค้าชุมชนหรือไม่

-เน้นจุดที่มีปริมาณผู้ใช้บริการสูง (High Traffic): เกณฑ์สำคัญคือการเลือกจุดจัดงานที่สามารถ "สร้างรายได้" และ "มีคนเดินหนาแน่น" เพื่อให้มั่นใจว่าชาวบ้านที่นำสินค้ามาจำหน่ายจะมีโอกาสสร้างยอดขายได้จริง

-การสลับหมุนเวียนผู้ประกอบการ: เนื่องจากกิจกรรมในลักษณะการนำสินค้าชุมชนเข้าสู่ห้างสรรพสินค้ามักจัดขึ้นปีละครั้ง จึงมีการ สลับหมุนเวียน กลุ่มผู้ประกอบการจากพื้นที่ต่าง ๆ ให้มีโอกาสนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตนเองอย่างทั่วถึง

โดยสรุปคือ กระบวนการนี้เป็นการ "ยกตลาดจากท้องถิ่นเข้าสู่เมือง" โดยคัดเลือกจากกลุ่มที่กรมฯ ดูแลอยู่แล้ว มาจัดในพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการค้าสูงสุด เพื่อสร้างโอกาสในการขายให้แก่ชาวบ้านโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่นั่นเอง

You can share this post!