การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ในฐานะ "บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม" (Social AMC) ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากเดิมที่เน้นการตั้งรับบนโลกออนไลน์ มาสู่แนวรุกภาคสนามอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้โมเดล “ปิดหนี้ไวใกล้บ้าน”เมื่อวันที่ 20-21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา จากการนำร่องร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) วงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และค้างชำระเกิน 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 โดยทั้ง 2 หน่วยงานได้ร่วมกันออกจดหมายเชิญลูกหนี้ในพื้นที่เขตตลิ่งชันมากกว่า 1,000 รายเข้าร่วมงาน รวมทั้งประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงผ่านหลากหลายช่องทาง พบว่ามีประชาชนเข้ามาตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียน รับคำปรึกษาและเข้าร่วมโครงการ จำนวน 195 ราย หรือเกือบร้อยละ 20 คิดเป็นมูลหนี้รวมทั้งสิ้นประมาณ 2.2 ล้านบาท ไม่เพียงแต่สะท้อนความสำเร็จในแง่ของตัวเลข แต่ยังส่งสัญญาณเตือนที่น่าสนใจเกี่ยวกับโครงสร้างหนี้รายย่อยของไทยในปัจจุบัน
3 นัยสำคัญจากสถิติ "ตลิ่งชันโมเดล"สะท้อนแผลลึกเศรษฐกิจฐานราก
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า ผลลัพธ์จากการลงพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีผู้เข้ามาลงทะเบียนสูงถึง 195 ราย (คิดเป็นร้อยละ 20 จากจดหมายเชิญ 1,000 ราย) มูลหนี้รวม 2.2 ล้านบาท เมื่อนำตัวเลขมาจำแนกและวิเคราะห์เชิงลึก จะพบประเด็นที่น่าจับตามอง 3 มิติ
1.วัยแรงงานคือกลุ่มเปราะบางที่สุด (60% อยู่ในอายยุ 31-50 ปี)
นี่คือสัญญาณอันตรายเชิงโครงสร้าง เพราะประชากรกลุ่มนี้คือ "เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ" (Productive Workforce) การที่กลุ่มคนวัยทำงานติดหล่มหนี้เสีย (NPL) ตั้งแต่อายุยังน้อย ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย การออมเพื่ออนาคต และอาจลามไปถึงการฉุดรั้งการเติบโตของ GDP ในภาพรวม
2.กับดัก "หนี้บริโภค" แซงหน้าหนี้ลงทุน (70% เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต)
ภาระหนี้ส่วนใหญ่มาจากอุปโภคบริโภคและการดำรงชีวิตประจำวัน ไม่ใช่หนี้ที่สร้างรายได้ (Non-productive Debt) สะท้อนว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นสวนทางกับรายได้ที่แท้จริง ทำให้ประชาชนต้องกู้ยืมมาเพื่อ "อยู่รอด" มากกว่า "ต่อยอด" บิสิเนส
ลูกหนี้อยากจ่าย แต่ระบบดิจิทัลยังมีช่องว่าง (Digital Divide)
ข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดคือ ลูกหนี้ส่วนใหญ่ตั้งใจจะแก้ปัญหา แต่ไม่สันทัดการใช้ระบบออนไลน์ จึงต้องการการเผชิญหน้า (Face-to-Face) เพื่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่านโยบาย Digital First ของสถาบันการเงินอาจใช้ไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์กับกลุ่มลูกหนี้เปราะไร้ทักษะเทคโนโลยี
สถิติทางเลือกการชำระหนี้ (ตลิ่งชันโมเดล)
-45% เลือกมาตรการ “จ่าย ปิด จบ” (สะท้อนว่าลูกหนี้บางส่วนมีเงินก้อน หรือมีศักยภาพพอที่จะหลุดพ้นวงจรหนี้ทันทีหากได้รับเงื่อนไขที่จูงใจ)
-55% เลือกมาตรการ “ผ่อนชำระเป็นงวด” (สะท้อนกลุ่มที่ยังต้องบริหารจัดการกระแสเงินสดรายเดือนแบบตึงตัว)
กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" : จากตลิ่งชันสู่หัวเมืองภูมิภาค
นางสาวนารถนารี กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้กำลังนำบทเรียนดังกล่าวขับเคลื่อนสู่เฟสต่อไปด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง โดยปักหมุดเปิดตัว (Kick Off) ภาคสนามในส่วนภูมิภาคครั้งแรกที่ งาน “Money Expo 2026 HATYAI” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569 ณ เซ็นทรัล หาดใหญ่ จ.สงขลา
โดยการที่ SAM เลือก "หาดใหญ่" เป็นสนามแรกในต่างจังหวัด ถือเป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมในเชิงอสังหาริมทรัพย์และการเงิน เนื่องจากหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและค้าชายแดนของภาคใต้ ซึ่งเผชิญความผันผวนทางเศรษฐกิจสูงในช่วงที่ผ่านมา การนำโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” (สำหรับลูกหนี้ NPL วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ค้างชำระเกิน 90 วัน) ไปเปิดบูทแบบ Walk-in คาดว่าจะช่วยดึงลูกหนี้กลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคใต้กลับเข้าสู่ระบบได้เป็นจำนวนมาก
ความท้าทายในบทบาท "Social AMC" ของ SAM
การที่ SAM ประกาศตัวเป็น Social AMC ถือเป็นมิติใหม่ที่แตกต่างจาก AMC เอกชนทั่วไปที่เน้นการทวงถามหนี้เพื่อสร้างผลกำไรสูงสุด (Profit-Maximization) ทว่า บทบาทของ SAM คือการ "ประคับประคองและฟื้นฟู" เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจกลับมายืนได้ใหม่อย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม ช่องทางออนไลน์ก็ไม่ได้ถูกทิ้ง SAM ยังคงผลักดัน Line OA (@samsocialamc) เป็น Fast-track แบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสิทธิ์ไปจนถึงเซ็นสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ (e-Contract) ควบคู่ไปกับช่องทางแบบออฟไลน์ผ่าน Call Center 1443
บทสรุปและข้อวิเคราะห์: โมเดล "ปิดหนี้ไวใกล้บ้าน" ของ SAM คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการผสานระหว่าง High-Tech (ระบบออนไลน์/e-Contract) และ High-Touch (การลงพื้นที่สัญจรแบบเจอตัว) ความท้าทายหลังจากนี้คือ "ต้นทุนในการดำเนินงาน" (Operating Cost) ของ SAM ในการเดินสายทั่วประเทศ จะคุ้มค่ามากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับมูลหนี้รายย่อยที่เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย แต่หากมองในมุมมองเชิงสังคมและเศรษฐกิจมหภาค การดึงคนทำงาน (อายุ 31-50 ปี) กลับคืนสู่ระบบการเงินที่สะอาด ย่อมเป็นผลกำไรที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Benefit) ที่คุ้มค่าต่อเสถียรภาพของประเทศในระยะยาว