“TDH Dental” ประกาศสงครามทุน! กางโรดแมป 3 ปีสลัดภาพธุรกิจกงสี ลุยระดมทุน เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าสปีดขยายอาณาจักรพรีเมียม ดึง AI คุมนวัตกรรมจัดฟันใสเบอร์ 1 ทะยานเป้า 500 ล้าน
สุขภาพ

“TDH Dental” ประกาศสงครามทุน! กางโรดแมป 3 ปีสลัดภาพธุรกิจกงสี ลุยระดมทุน เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าสปีดขยายอาณาจักรพรีเมียม ดึง AI คุมนวัตกรรมจัดฟันใสเบอร์ 1 ทะยานเป้า 500 ล้าน

โรงพยาบาลฟันทองหล่อ ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 20 ปี สลัดภาพจำธุรกิจครอบครัวสู่โครงสร้างสากลตามหลัก ESG ลั่นกลองรบกางโรดแมป 3 ปี เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งเป้าทุบสถิติรายได้แตะ 500 ล้านบาทต่อปี ชูจุดแข็งผู้นำนวัตกรรมทันตกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ - การจัดฟันใส Invisalign อันดับ 1 ของประเทศ เดินหน้าขับเคลื่อนแผนลงทุนเชิงรุก อัดงบต่อสาขาสูงถึง 40-50 ล้านบาท ปักหมุดยึดทำเลทองคำทั้งห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียมและโมเดลสแตนด์อโลนสุดอลังการ ตั้งเป้าขยายเครือข่ายเพิ่มเป็น 20 สาขาภายใน 5 ปี เจาะลึกหัวเมืองใหญ่และหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรทางการแพทย์รองรับการขยายตัว หวังฮุบมาร์เก็ตแชร์ตลาดทันตกรรมความงาม-สุขภาวะองค์รวม  มูลค่าหมื่นล้าน สนองดีมานด์ลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งไทย-เทศ

 

ทันตแพทย์เรืองยศ อ่อนสอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด (TDH Dental) เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดทันตกรรมในปัจจุบันว่า มีมูลค่ารวมประมาณ 10,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 13-15%ต่อปี ถือว่าตลาดค่อนข้างใหญ่ แต่ส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯถึง 70%  จากทั้งหมดเกือบ 10,000 แห่งทั่วประเทศไทย เมื่อเทียบกับในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งจนถึงปัจจุบัน TDH Dental เปิดให้บริการมาแล้ว 20 ปี โดยสาขาแรกที่เปิดให้บริการคือ ทองหล่อ ซึ่งเป็นศูนย์ทันตกรรมระดับพรีเมียม ที่เน้นคุณภาพในการรักษาและบริการแบบครบวงจร มีลูกค้าชาวต่างชาติเข้ารับบริการมากถึง 55% และมองว่าชาวต่างประเทศยังให้ความสนใจใช้บริการระบบทันตกรรมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และยังใช้ความสนใจที่จะลงทุนใน Wellness Medical อีกด้วย ปัจจุบันบริษัทมีศูนย์ทันตกรรมเปิดให้บริการแล้ว 12 สาขา

“การยกระดับมาตรฐานบริการทันตกรรมของประเทศไทย มองว่า TDH Dental  เติบโตอย่างต่อเนื่องบนเส้นทาง 20 ปี ภายใต้แนวคิด 20 Years of Trusted Smiles หรือ 20 ปีแห่งรอยยิ้มที่ได้รับความไว้วางใจ โดยได้พิสูจน์ตัวเองจากผู้บุกเบิกคลินิกทันตกรรมระดับพรีเมียมในย่านทองหล่อ สู่การเป็นผู้นำตลาดจัดฟันใส (Invisalign) โดยได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่เข้ามาให้ดูแลรอยยิ้ม มากกว่า 50,000 เคส สะท้อนผ่านความสำเร็จจากมาตรฐาน ISO 9001:2015 ได้รับรางวัลการันตี Red Diamond Provider 2024 และรางวัล Blue Diamond Provider  2025 จาก Align Technology ภายในงาน 2026 Align Southeast Asia Forum ณ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากผู้เข้ารับบริการจำนวนมากที่ไว้วางใจให้ TDH Dental ดูแลรอยยิ้มด้วยเทคโนโลยีการจัดฟันใส Invisalign”ทันตแพทย์เรืองยศ กล่าว

ที่ผ่านมา TDH Dental  สามารถเติบโตไปพร้อมกับตลาดทันตกรรมในประเทศไทย มีมูลค่าประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัว 13–15% ต่อปี ซึ่งถือเป็นเซกเมนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดกลุ่มหนึ่งในอุตสาหกรรม Medical & Wellness โดยเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากทำฟันเพื่อการใช้งานเป็นความต้องการเน้นผลลัพธ์ความงามที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว  (Wellness & Longevity)

ทั้งนี้ความสำเร็จของ TDH Dental ในช่วง 20 ที่ผ่านมา ทันตแพทย์เรืองยศ กล่าวว่า มาจากการรักษาจุดยืนความเป็นเลิศด้านบริการ นำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลมาช่วยประเมินและติดตามผลการรักษาแบบเรียลไทม์ และการร่วมมือกับพันธมิตร Apex Surgery Hospital เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง รวมไปถึงการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และกลุ่มผู้ชายที่หันมาใส่ใจเรื่องรอยยิ้มและบุคลิกภาพมากขึ้น ผ่านการทำตลาดแบบเจาะกลุ่มรายบุคคลมากยิ่งขึ้น

ภายใต้แผนธุรกิจและการขยายการลงทุนในระยะเวลา 3 ปี มีทั้ง แผนการขยายสาขาใหม่ เฉลี่ยปีละ 3-5 สาขา ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตบนทำเลที่มีศักยภาพ และห้างสรรพสินค้าระดับพรีเมียม เช่น สาขาเซ็นทรัล ดุสิต พาร์ค  สาขาทองหล่อ สาขาปุณณวิถี สาขาราชพฤกษ์ และ สาขาไอคอนสยาม เป็นต้น รวมทั้งการขยายเครือข่ายศูนย์ทันตกรรมไปยังหัวเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และเมืองท่องเที่ยว เพื่อรองรับอุปสงค์จากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ทันตแพทย์เรืองยศ  กล่าวว่า TDH Dental มุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน ทั้งมิติการสร้างความยั่งยืนและการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีการวางโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการองค์กรที่โปร่งใสตามหลักการ Environmental (สิ่งแวดล้อม) Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล)  หรือ ESG ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเวลา และเป้าหมายในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนและระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใน 3 ปี โดยมีเป้าหมายนำเงินทุนมาสนับสนุนแผนการขยายสาขาและพัฒนาศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์สู่แบรนด์ทันตกรรมระดับภูมิภาคในอนาคต

โมเดลธุรกิจของ TDH Dental จากจุดเริ่มต้นคลินิกทันตกรรม จากนั้นยกระดับสู่การวางตำแหน่งเป็น Premium & Specialized Dental Clinic ที่โดดเด่นด้านการจัดฟันใส (Invisalign) มากกว่า 7,000 เคส พร้อมได้รับรางวัลการันตีต่างๆมากมาย และ สร้างรอยยิ้มแบบองค์รวม

ยุทธศาสตร์การเติบโตครั้งสำคัญหลังยุคโควิด-19 บริษัทฯมุ่งเป้าสร้างรายได้แตะ 500 ล้านบาทต่อปี เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลาด mai ซึ่งชูจุดเด่นการเป็นผู้นำด้านธันตกรรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ (Full Digital Dentistry) และการจัดฟันใส Invisalign อันดับ 1 ของไทย พร้อมแผนขยายอาณาจักรเพิ่ม 20 สาขาภายใน 5 ปี เน้นปักหมุดหัวเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ซึ่งมั่นใจคุณภาพการรักษาและบริการระดับพรีเมียมจะสร้างความแตกต่างและ ดึงดูดฐานลูกค้าต่างชาติที่อาศัยในไทย (Resident) ได้อย่างมั่นคง โดยที่ผ่านมาบริษัทฯเน้นการขยายสาขาในตลาดกทม. และเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต จึงได้มีการขยายฐานไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวที่มีมหาวิทยาลัยชื่อดัง ที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ รองรับการขยายตัวของบริษัทฯได้เป็นอย่างดี ได้แก่

-ภูเก็ต: เปิดตัวเป็นศูนย์ศัลยกรรมขากรรไกรและทันตกรรม เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติและคนในพื้นที่ที่มั่นใจในแบรนด์ TDH ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับกลุ่ม Apex Surgery Hospital

-เชียงใหม่: เล็งขยายฐานสู่ภาคเหนือ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมทันตแพทย์ที่มีศักยภาพจากมหาวิทยาลัย

-ขอนแก่น: ปักหมุดเป็น Hub ของภาคอีสาน เนื่องจากมีเศรษฐกิจดี มีที่พักอาศัยและคอนโดมิเนียมหนาแน่น

โดยบริษัทฯจะไม่เน้นขยายในพื้นที่ที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงแต่คุณภาพไม่ตอบโจทย์แบรนด์ เช่น พัทยา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคลินิกขนาดเล็ก ที่มีจำนวนมาก แต่บริษัทฯจะเลือกทำเลที่ให้ความสะดวกสบาย มีที่จอดรถ และมีพื้นที่กว้างขวางตั้งแต่ 120-400 ตารางเมตร โดยเน้นการเช่าระยะยาว 15 ปี จากเจ้าของที่ดิน และมีบางสาขาที่เช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่  การเลือกทำเลของ TDH จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเน้นพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ "ความอลังการ" และความสะดวกสบาย (Facility) ที่ครบถ้วนให้กับลูกค้าพรีเมียม หากพื้นที่ในห้างสรรพสินค้ามีข้อจำกัดเรื่องค่าเช่าที่สูงเกินไปหรือพื้นที่อึดอัดจนส่งผลต่อประสบการณ์ของคนไข้ ทางโรงพยาบาลจะเลือกพื้นที่แสแตนด์อโลน (Standalone) ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า

สำหรับความคืบหน้าแผนการนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะนี้ TDH อยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปี หัวใจสำคัญของการเตรียมตัวครั้งนี้คือการปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นระบบสากล โดยยืนยันว่า TDH ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว แต่บริหารงานในรูปแบบบริษัทที่มีหุ้นส่วนหลากหลาย ปัจจุบันตนเองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดแต่ถือครองหุ้นไม่ถึง 50% เพื่อเปิดโอกาสให้หุ้นส่วนคนสำคัญที่มีศักยภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะหุ้นส่วนที่ร่วมลงแรงทำงานจริงในสาขาต่างๆ เช่น วุ้นเส้น-วิริฒิพา ภักดีประสงค์ เป็นต้น ซึ่งช่วยสนับสนุนทั้งด้านการประชาสัมพันธ์และการบริหารงาน

“แผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นสิ่งที่คิดไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดโควิด-19 โดยปัจจุบันบริษัทได้วางรากฐานระบบบัญชีและธรรมาภิบาลเต็มรูปแบบเพื่อให้พร้อมสำหรับการเติบโต เป้าหมายสำคัญคือการสร้างรายได้ให้ถึงจุดคุ้มค่าที่ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี และสร้างกำไรสุทธิ (Net Profit) ที่ชัดเจน เพื่อนำระดมทุนมาต่อยอดโครงการ "ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลครบวงจร" ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง อย่างไรก็ตาม หากบริษัทมีกระแสเงินสด (Cash Flow) เพียงพอต่อการขยายตัว ก็อาจพิจารณาช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งเพื่อลดความกดดันจากความผันผวนของตลาด”ทันตแพทย์เรืองยศ กล่าว

ทันตแพทย์เรืองยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการเติบโตคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แบบ 100% ตั้งแต่ระบบหลังบ้านจนถึงการรักษา เช่น การสแกนฟัน 3 มิติแทนการพิมพ์ปาก และการใช้ AI ในการออกแบบการจัดฟันใส (Invisalign) ซึ่งให้ความแม่นยำ (Precision) สูงกว่างานฝีมือทั่วไป ปัจจุบัน TDH เป็นผู้นำด้านการจัดฟันใสด้วยสถิติผู้เข้ารับบริการกว่า 6,000-7,000 เคส

นอกจากนี้ บริษัทยังลงทุนใน "ห้องแล็บดิจิทัล" (Digital Lab) ของตัวเองเพื่อควบคุมคุณภาพและระยะเวลาการผลิตชิ้นงาน โดยตั้งบประมาณการลงทุนสาขาที่มีระบบดิจิทัลครบวงจรไว้ที่ 40-50 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งสูงกว่าคลินิกทั่วไปที่ใช้เงินลงทุนประมาณ 20-30 ล้านบาท

ในด้านการเติบโต TDH มีแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยปี 2569 มีแผนจะเปิดทั้งหมด 5 สาขา คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 70-80 ล้านบาท โดยโครงการไฮไลต์ที่กำลังจะเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้คือ สาขากรุงเทพกรีฑา ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 1 ไร่ เพื่อรองรับกลุ่มที่พักอาศัยระดับหรูในย่านนั้น นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดสาขาที่โครงการเซ็นทรัล ดุสิต พาร์ค บนชั้น 4 และชั้น 5 ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดงาน Grand Opening อย่างยิ่งใหญ่โดยเชิญเหล่าเซเลบริตี้และดาราที่เป็นพันธมิตรของโรงพยาบาลมาร่วมงาน และรวมไปถึงสาขารามอินทรา ที่เปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา

“แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะมีความท้าทาย แต่กลุ่มลูกค้าพรีเมียมของ TDH ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย (Resident) ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของคนไข้ทั้งหมดที่สาขาทองหล่อ กลยุทธ์การตลาดที่สำคัญคือการรักษามาตรฐานจนเกิดการ "บอกต่อ" (Word of Mouth) ทำให้บริษัทมีต้นทุนการตลาดที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง บริษัทยังมีการกระจายสัดส่วนรายได้ไปยังบริการอื่น ๆ เช่น รากเทียม วีเนียร์ และทันตกรรมเด็ก (GDS Kids) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการจัดฟันเพียงอย่างเดียว โดยให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพของทีมทันตแพทย์ ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักและเป็นหัวใจของการทำธุรกิจโรงพยาบาลฟัน”ทันตแพทย์เรืองยศ กล่าว

นางสาววิภาวดี อ่อนสอาด กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด กล่าวว่า โมเดลธุรกิจ ของ TDH Dental เน้นการมอบรอยยิ้มที่มั่นใจและสุขภาพช่องปากที่ดี ผ่าน ทีมทันตแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีระดับโลก ในบรรยากาศการรับบริการระดับพรีเมียม โดยหัวใจสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนใน 3 ปีที่ผ่านมา มาจากการรักษามาตรฐานการรักษาขั้นสูงสุดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคได้มากที่สุดในด้านความแม่นยำ รวดเร็ว และเจ็บตัวน้อยที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยใน 4 มิติ คือ

1.Fully Digital Dentistry ที่เข้ามาพลิกโฉมจากทันตกรรมแบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ

2.เครื่องสแกนฟัน iTero Element 5D

3.การออกแบบรอยยิ้มด้วยเทคนิค Aesthetic Norms เพื่อคำนวณความสมดุลของสัดส่วนใบหน้าเฉพาะบุคคล

4.CBCT (3D CT Scan) เพื่อใช้วิเคราะห์โครงสร้างฟัน กระดูกขากรรไกร และสัดส่วนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ

ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 4 มิตินี้ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคลินิก และเป็นคุณภาพด้านการให้บริการที่นำไปสู่การบอกต่อ (Word-of-Mouth) โดยเป็นการสื่อสารที่มีพลังอย่างมากในธุรกิจการแพทย์ คิดเป็นสัดส่วนการบอกต่อที่แบรนด์ทำได้สูงถึง 50-60%

“นอกจาก มาตรฐานการรักษาจากทีมทันตแพทย์แล้ว การได้ ทันตแพทย์หญิงภัคพร ภัทราพรนันท์ ที่มีประสบการณ์การทำงานที่เป็นมืออาชีพจากบริษัท Invisalign ประเทศไทย เข้ามาเสริมทีมบริหารในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ทำให้การขยายธุรกิจของ TDH Dental เดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แผนงาน 3 ปี”

ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ TDH Dental โฟกัสกลุ่มลูกค้าระดับบน มีทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ ในวงการบันเทิง ศิลปิน นักแสดง และ นักธุรกิจ นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการรับรู้แบรนด์ไปสู่กลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มเด็กและวัยรุ่น กลุ่มผู้สูงอายุยุคใหม่ที่รักสุขภาพ (Well-Aging) และกลุ่มคนทำงานออฟฟิศระดับกลาง-บน ที่สามารถใช้บริการผ่านสิทธิประโยชน์ร่วมกับองค์กรชั้นนำ

นางสาววิภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า Experience-led Marketing เป็นกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์และความความสัมพันธ์ระยะยาว เป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งให้กับ TDH Dental เป็นอย่างมาก โดยเป็นการนำเสนอด้านความรู้สึกและเรื่องราว การมีส่วนร่วมของผู้บริโภค และสร้างความประทับใจผ่านทุกจุดสัมผัส ภายใต้บรรยากาศคลินิกในทุกสาขา ผ่านการให้บริการต้อนรับ และห้องรับรองในระดับ Premium

แนวทางการสร้างการรับรู้แบรนด์ และการรักษาฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาใช้บริการซ้ำของ TDH Dental จะเน้นการสื่อสารคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง ในเชิงลึกที่เชื่อมโยงสุขภาพช่องปากเข้ากับ "สุขภาพองค์รวมและการชะลอวัย" (Longevity) เพื่อยกสถานะจากคลินิกจัดฟันทั่วไป สู่ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างใบหน้าและรอยยิ้มระดับพรีเมียม เช่น โปรแกรมดูแลป้องกัน ขูดหินปูน สปาช่องปาก และตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน โดยระบบจะทำการแจ้งเตือนคนไข้เฉพาะบุคคลเมื่อถึงกำหนดตรวจฟัน หรือเปลี่ยนชิ้นงานจัดฟัน พร้อมระบบสิทธิประโยชน์ การสร้างแคมเปญพิเศษสำหรับกลุ่มคนไข้ที่เป็นฐานลูกค้าเก่าให้ส่งต่อ สิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิท เพื่อสร้างระบบการบอกต่อที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจับมือกับสถาบันความงาม โรงแรม 5 ดาว หรือแบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียม เพื่อทำแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์

“ลูกค้าจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างไปจากบริการทำฟัน เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมอบประสบการณ์ระดับลักชัวรี เช่น จองคิวผ่านระบบดิจิทัล ทำให้สะดวกสบายและรวดเร็วในการใช้บริการ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยทีมแพทย์ผ่าน Tele-dentistry ไปจนถึงระบบบันทึกข้อมูลคนไข้แบบเชื่อมโยงกันทุกสาขา และเตรียมนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการให้บริการผ่านสมาร์ทโฟน ในอีก 3 ปีข้างหน้า” นางสาววิภาวดี กล่าว

สำหรับ TDH Dental สาขารามอินทรา ซึ่งเป็นสาขาแห่งที่ 10 เปิดให้บริการเมื่อต้นเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ได้พัฒนาให้เป็นต้นแบบของคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ ทำเลกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูงที่มีหมู่บ้านระดับหรูและกำลังซื้อหนาแน่น จุดเด่นคือ การนำบริการระดับ 5 ดาวจากสาขาต้นแบบ (ทองหล่อ) มาไว้ที่รามอินทรา มีระบบนัดหมายที่แม่นยำ ไม่ต้องรอนาน และการต้อนรับที่เป็นส่วนตัว พร้อมทั้งยกระดับเป็น "ศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทาง" ทุกสาขา ทำให้คนไข้ในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองชั้นในเพื่อรับการรักษาที่ซับซ้อน โดยติดตั้งเครื่องสแกน 3 มิติ เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล และระบบวางแผนการรักษาด้วยคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบตั้งแต่เปิดบริการ เพื่อสร้างบรรยากาศการมาทำฟันให้รู้สึกเหมือนการมา สปาหรือพักผ่อนกลิ่นอโรมาบำบัด เพื่อลดความเครียดของลูกค้า

จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคด้านทันตกรรม และ ข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมทันตกรรม พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจาก "การรักษา" สู่มองหาบริการที่ตอบโจทย์ด้าน "ความงามและสุขภาวะองค์รวม" ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น นั่นคือ ลองจิวิตี้ บิวตี้ แอนด์ เวลเนส (Longevity Beauty & Wellness) เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองการทำฟันเป็นเพียงการรักษาโรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี และสร้างการยอมรับในสังคม ขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาสนับสนุนให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการ (Dental Tourism) ขยายตัวอย่างในประเทศไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

“ผู้บริโภคไม่ได้เดินทางไปหาหมอฟันเมื่อมีอาการปวดอีกต่อไป แต่มาเพื่อเพิ่มความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพ เช่น การทำวีเนียร์ รากฟันเทียม การจัดฟันใสแบบปรับโครงหน้าด้วยเทคนิค Aesthetic Norms และมองว่าสุขภาพช่องปากส่งผลต่ออายุที่ยืนยาว” นางสาววิภาวดี กล่าว

โดยผู้บริโภคในกลุ่มระดับพรีเมียม เซกเมนต์ ตัดสินใจเลือกคลินิกจาก ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และการรีวิวจากผู้ใช้จริง สูงถึง 50-60% โดยเฉพาะกลุ่มคนดัง ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ มีผลอย่างมากต่อการสื่อสารถึงความเชื่อมั่นในผลลัพธ์ภายหลังจากการเข้ารับบริการ  ทั้งนี้ ในอีก 3 ปีข้างหน้า พฤติกรรมผู้บริโภคจะมีความซับซ้อนมากขึ้น พร้อมความคาดหวังการวางแผนการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อ "เฉพาะบุคคล" เท่านั้น รวมทั้งความต้องการที่จะเห็นผลลัพธ์ล่วงหน้าผ่านภาพจำลอง AI ก่อนเริ่มทำการรักษาจริง

“ผู้บริโภคยุคใหม่มีเวลาน้อยลง การรักษาที่เคยต้องมาหลายครั้งจะถูกบีบให้จบเร็วขึ้น เช่น รากฟันเทียมแบบเสร็จในวันเดียว หรือการจัดฟันใสที่ลดจำนวนครั้งในการเข้าคลินิกแต่ยังคงประสิทธิภาพสูง โดยที่ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายของลูกค้าต่างชาติที่จะเดินทางมาใช้บริการหัตถการความงามระดับสูงมากขึ้น ควบคู่ไปกับกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการรักษาฟันแท้ให้ยาวนานที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” นางสาววิภาวดี กล่าว

 

ทันตแพทย์หญิงภัคพร ภัทราพรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด กล่าวว่า แผนการดูแลรักษา และพัฒนาทีมทันตแพทย์ รวมถึงบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตสำหรับ TDH Dental ในอนาคต โดยเน้นการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมภายใน การทำความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีทันตกรรมระดับโลก เพื่ออัปเดตเทคนิคการรักษาใหม่ๆ ให้ทีมทันตแพทย์ การสร้างระบบการส่งต่อคนไข้ระหว่างทันตแพทย์เฉพาะทางแต่ละสาขา เช่น หมอจัดฟัน ทำงานร่วมกับหมอวีเนียร์ และหมอโรคเหงือก เป็นต้น เพื่อการรักษาแบบองค์รวม

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทีมสนับสนุน ได้แก่ส่วนงานเคาน์เตอร์ ผู้ช่วยทันตแพทย์ Coordinator ให้มีทักษะการสื่อสารขั้นสูง เพื่อให้บริการและนำเสนอคำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าที่สอบถาม ขณะเดียวกันก็พร้อมวางแผนเส้นทางเติบโตในสายงานสำหรับบุคลากร พร้อมระบบผลตอบแทนที่สะท้อนถึงคุณภาพการรักษาและความพึงพอใจของคนไข้

ปัจจุบัน TDH Dental มีที่เปิดให้บริการใน 12 สาขาทั้งในไทยและสปป. และล่าสุดกำลังจะเปิดที่กรุงเทพกรีฑา ซึ่งการขยายสาขาต้องรักษามาตรฐานเดียวกัน ทั้งด้านบริการทางการแพทย์และ Service Mindset ผ่านระบบ Cloud-based Clinic Management และการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบรายครั้งเป็นการดูแลตลอดชีวิต ผ่านโปรแกรมการตรวจเช็กและดูแลต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ทะลุ 450 ล้านบาท หรือเกือบแตะ 500 ล้านบาท จากปี 2568  มีรายได้ 321.9 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนลูกค้าคนไทย 70% และชาวต่างชาติ 30%  โดยเฉพาะสาขาทองหล่อ จะมีลูกค้าชาวต่างชาติเข้ารับบริการในสัดส่วนถึง 55% อาทิ จีน สหรัฐ ยุโรป และกลุ่มสแกนดิเนเวีย เป็นต้น โดยมีลูกค้าเข้าใจบริการมากสุดประมาณ 200 คน/วัน ขณะที่สาขาอื่นๆจะมีลูกค้าเข้าใช้บริการประมาณ 20 คน/วัน

 

You can share this post!