
แอสเสท เวิรด์ คอร์ป ประกาศกร้าวเดินหน้าเขย่าวงการอสังหาฯ -ท่องเที่ยวไทยเต็มสูบ โชว์ตัวเลขครึ่งปีหลัง 2569 สุดปัง ลูกค้าอเมริกา-จีนทะลัก ดันพอร์ตจองห้องพักพุ่งกระฉูด ล่าสุดสบช่องสยายปีกแผนลงทุน 3 ปี ทุ่มงบลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ผนึกกำลัง MONA พิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลกจากออสเตรเลีย เนรมิตเมกะโปรเจกต์ยักษ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไฮไลต์เด็ด “เคเบิ้ล คาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก” และ “MONA Bangkok” แพลตฟอร์มศิลปะอิมเมอร์ซีฟสุดล้ำ บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ย่านเจริญนคร พร้อมแย้มโมเดลลับ “AWC Growth Fund” และเตรียมยื่นไฟลิ่งตั้ง “Quality REIT” ต้นปี 2570 หวังดึงทุนกระเป๋าหนักทั่วโลก ลั่นไม่กลัวข้อจำกัดผังเมือง พร้อมเคลียร์พื้นที่เฟสแรกเปิดคาเฟ่-สวนริมน้ำ เอาใจคอมมูนิตี้คนรักสัตว์ รอประกาศผังเมืองใหม่ระเบิดความยิ่งใหญ่เต็มรูปแบบ

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในครึ่งปีหลัง 2569 ว่า มีสัญญาณที่ดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางคุณภาพที่หลั่งไหลเข้าสู่ไทยมากขึ้น ส่งผลให้ยอดการจองที่พักและงานประชุมสัมมนาของ AWC สูงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มลูกค้าอเมริกาเติบโตขึ้นกว่า 20% และกลุ่มลูกค้าจีนเพิ่มขึ้นถึง 40% ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการหมื่นล้านของ AWC ให้ประสบความสำเร็จตามแผนงานที่วางไว้
ล่าสุด เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ได้ร่วมกับ MONA (Museum of Old and New Art) ณ เมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก และได้รับการยอมรับในระดับสากล ในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก ผ่านการพัฒนา 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” และ "MONA Bangkok" พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิมเมอร์ซีฟรูปแบบใหม่ระดับโลก โดยทั้ง 2 โครงการสะท้อนความมุ่งมั่นของ AWC ในการเดินหน้าสร้างเดสติเนชั่นที่ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย พร้อมสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ชุมชน เศรษฐกิจ และประเทศอย่างยั่งยืน
ภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) AWC ได้เดินหน้าพัฒนาโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น สู่การเป็น World-Class Sustainable Tourism and Lifestyle Destination โดยมี “โครงการเคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร สู่ MONA Bangkok” เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา โครงการนี้จะเป็น World’s First Sustainable
Cross-River Themed Cable Car (ธีมเคเบิ้ลคาร์ข้ามแม่น้ำแห่งแรกของโลก) ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดการเดินทางอย่างยั่งยืน ทั้งจะยังเป็นเคเบิ้ลคาร์แห่งแรกที่ได้การรับรองมาตรฐานระดับโลก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานสูงสุด ประหยัดพลังงาน
และได้รับการออกแบบโดยไม่มีเสารับกลางแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมโยงเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เข้ากับโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) แห่งใหม่ของ AWC บนถนนเจริญนครอย่างไร้รอยต่อ ด้วยระบบการเดินทางอย่างยั่งยืน (Sustainable Mobility Solution) เคเบิ้ลคาร์ ข้ามแม่น้ำนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงรูปแบบหนึ่งของการเดินทาง หากแต่ได้รับการออกแบบให้เป็น ศิลปะเคลื่อนไหว (Kinetic Art) ที่เปลี่ยนการเดินทางข้ามแม่น้ำให้กลายเป็นประสบการณ์ Immersive Journey อันเต็มเปี่ยมด้วยศิลปะ แสง สี เสียง เทคโนโลยี ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม
สำหรับ"โครงการเคเบิล คาร์”(Cable Car) ที่จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ในกรุงเทพฯที่กำลังถูกจับตามองอย่างมาก ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน (Sustainable Architecture) จะเป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีค (Asiatique) กับโครงการใหม่ฝั่งเจริญนคร บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ใกล้กับโรงแรมแมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา กรุงเทพฯ โดยในเบื้องต้นจะเรียกชื่อ"Mona Bangkok"ไปก่อน ซึ่งโครงการในส่วนนี้จะใช้งบในการลงทุนประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท
โครงการเคเบิล คาร์นี้ AWC ตั้งเป้าสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับ "แพลตตินั่ม" โดยร่วมกับพันธมิตรระดับโลกและสถาปนิกชั้นนำอย่าง A49, PIA และ Landscape เพื่อเนรมิตเส้นทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ความสูงระดับ 50 เมตร โดยให้เรือขนาดใหญ่สามารถสัญจรผ่านได้สะดวก โดยมีแผนนำเสนอถึง 4 รูปแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตื่นเต้นระดับโลกและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ดังนี้
1.แบบธรรมดา (Classic Version): เป็นการเดินทางข้ามฝั่งในรูปแบบเคเบิลคาร์มาตรฐาน
2.แพลตฟอร์มแบบซิปไลน์ (Zip Line Platform): เป็นรูปแบบที่ผู้ใช้งานต้องใส่เข็มขัดนิรภัย ยืนเกาะเรลลิ่ง (Railing) และสัมผัสบรรยากาศลมแม่น้ำขณะค่อยๆ ข้ามฝั่งไป
3.แบบนั่งห้อยขา (Chairlift): ให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่กลางแม่น้ำ โดยจะเป็นการนั่งห้อยขาเพื่อความตื่นเต้น เร้าใจ และสนุกสนาน
4.เวอร์ชันพิเศษที่เน้นความหลากหลาย (Special Experiences): เป็นรูปแบบที่กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาและออกแบบเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่พิเศษและไม่เหมือนใครสำหรับนักเดินทางทั่วโลก
นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อรวมมูลค่าการลงทุนในพอร์ตของเอเชียทีคที่มีมูลค่าเดิมเกือบ 8,000 ล้านบาท เข้ากับโปรเจกต์อวตาร (Avatar) และการลงทุนในพื้นที่ฝั่งเจริญนครอีกกว่า 4,000 ล้านบาท จะส่งผลให้ภาพรวมการลงทุนรวมในย่านนี้มีมูลค่าสูงกว่า 10,000 ล้านบาท
สำหรับโครงการใหม่ฝั่งเจริญนครบนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อชั่วคราวว่า "Mona Bangkok" จะถูกพัฒนาให้เป็น Lifestyle Destination ที่รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ (Museum), โรงแรมระดับพรีเมียม และพื้นที่รีเทล โดยในระยะแรกจะเริ่มพัฒนาเป็นพื้นที่สวนริมน้ำและคาเฟ่สำหรับ Community รวมถึง Pet Lover ก่อนจะเดินหน้าก่อสร้างอาคารเต็มรูปแบบตามผังเมืองใหม่
ในด้านโครงสร้างการลงทุน ปัจจุบัน AWC ถือครองสินทรัพย์และดำเนินการเอง 100% แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาโมเดล "AWC Growth Fund" เพื่อเปิดโอกาสให้พันธมิตรระดับโลกที่แสดงความสนใจ เช่น นายเดวิด วอลช์ ผู้ก่อตั้ง MONA และ นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล AWC เข้าร่วมลงทุนในโครงการเคเบิลคาร์และ Mona Bangkok ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการสู่ระดับ Top Quality
ทั้งนี้โครงการ Mona Bangkok ขณะนี้ยังไม่มีการระบุวันเปิดให้บริการเต็มรูปแบบที่แน่ชัด เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานที่ต้องอาศัยปัจจัยหลายด้าน ดังนี้
-อยู่ในช่วงเริ่มต้น: ปัจจุบันโครงการยังอยู่ระหว่าง ขั้นตอนการออกแบบ และการสรุปรายละเอียดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในส่วนของโรงแรม
-การทยอยเปิดให้บริการ (Phase by Phase): โครงการมีแผนที่จะ ทยอยเปิดให้บริการทีละส่วน ตามความพร้อมของตลาด โดยในระยะแรก AWC มีแนวคิดที่จะนำ "ประสบการณ์ธรรมชาติ" มาให้บริการก่อนการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่จะเสร็จสิ้น เช่น การทำ สวนริมน้ำ, Pet Lover Community และคาเฟ่ เพื่อให้คนในย่านนั้นสามารถเข้ามาใช้งานพื้นที่ได้ก่อน
-ข้อจำกัดด้านผังเมือง: การพัฒนาอาคารเต็มรูปแบบยังต้อง รอการปรับเปลี่ยนผังเมืองใหม่ เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวจำกัดการสร้างอาคารขนาดใหญ่ (สร้างได้ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร) หากผังเมืองใหม่ประกาศใช้จึงจะสามารถขยายสเกลโครงการให้เชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์
-กรอบเวลาของโครงการสำคัญ: ในส่วนของประสบการณ์เชื่อมต่ออย่าง เคเบิล คาร์ (Cable Car) คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการและสร้างสรรค์พื้นที่โดยรวมประมาณ 3 ปี
ทั้งนี้การปรับผังเมืองมีผลโดยตรงต่อการกำหนดขนาดและสเกลของอาคารในโครงการฝั่งเจริญนคร (Mona Bangkok) อาทิ
-ข้อจำกัดในปัจจุบัน: ปัจจุบันผังเมืองในบริเวณดังกล่าวอนุญาตให้ก่อสร้างได้เฉพาะอาคารขนาดเล็กเท่านั้น
-เกณฑ์พื้นที่ใช้สอย: ในระหว่างที่รอการปรับเปลี่ยนผังเมือง AWC มีแผนที่จะเริ่มก่อสร้างอาคารเฉพาะบริเวณริมน้ำก่อน โดยควบคุมขนาดพื้นที่ใช้สอยให้ไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร
-แผนการขยายขนาดในอนาคต: ทางโครงการจำเป็นต้องรอการประกาศใช้ผังเมืองฉบับใหม่ เพื่อให้สามารถขยายสเกลการก่อสร้างอาคารให้มีขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถเชื่อมต่อพื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้
“ด้วยเหตุนี้ ในระยะแรกโครงการจึงจะเน้นการสร้างประสบการณ์ธรรมชาติ เช่น สวนริมน้ำ และพื้นที่สำหรับ Community ก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของผังเมืองในปัจจุบันขณะที่รอขั้นตอนการปรับปรุงกฎหมายต่อไป”นางวัลลภา กล่าว
นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมยื่นไฟลิ่งต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust : REIT) ในช่วงต้นปี 2570 โดยตั้งเป้าให้เป็น Quality REIT ที่ดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินสำหรับการเติบโตในระยะยาว
โดยการจัดตั้งกองทุน REIT นั้น AWC มีเป้าหมายสำคัญและทิศทางในการดำเนินงานดังนี้
-ดึงดูดนักลงทุนระดับโลก: เป้าหมายหลักคือการทำให้เป็น "Quality REIT" ของประเทศไทย ที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพของไทย
-สร้างผลกำไรจากการพัฒนาสินทรัพย์: บริษัทมีแผนที่จะนำสินทรัพย์ที่พัฒนาจนสร้างคุณค่าและตอบโจทย์ลูกค้าแล้วเข้าสู่กองทุน เพื่อรับรู้ผลกำไรจากการพัฒนา (Development Profit) หรือผลกำไรจากส่วนต่างของมูลค่าทรัพย์สิน (Capital Gain)
-สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน: กองทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการสร้าง Sustainable Growth และการบริหารจัดการโลจิสติกส์ของสินทรัพย์ในเครือ
-เปิดโอกาสการร่วมทุนกับพันธมิตร: มีการศึกษาโมเดล "AWC Growth Fund" เพื่อเปิดโอกาสให้พันธมิตรระดับโลกที่สนใจ (เช่น กลุ่มของคุณเดวิดและคุณไมเคิล) ได้เข้ามาร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ เช่น เคเบิลคาร์ หรือโครงการ Mona Bangkok เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าในระยะยาว
โดยรวมแล้ว การจัดตั้ง REIT ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการระดมทุนทั่วไป แต่เป็นการวางโครงสร้างทางการเงินเพื่อรองรับการเป็น Lifestyle Destination ระดับโลก และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุนผ่านสินทรัพย์ที่เป็นแบบ Freehold และตอบโจทย์การท่องเที่ยวยั่งยืน
สำหรับรูปแบบของ AWC Growth Fund เป็นโมเดลการร่วมลงทุนที่ทาง AWC กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเพื่อรองรับการขยายอาณาจักรและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเปิดโอกาสให้พันธมิตรระดับโลกที่แสดงความสนใจ (เช่น กลุ่มของคุณเดวิด และคุณไมเคิล ที่สอบถามเกี่ยวกับโครงการเคเบิลคาร์) ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนและพัฒนาโครงการต่าง ๆ ร่วมกับ AWC โดยโมเดลนี้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมคุณภาพให้ไปถึงระดับ Top Quality โดย AWC จะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพันธมิตรที่เห็นพ้องตรงกันทั้งในด้านคอนเซปต์ (Concept) และรูปแบบทางธุรกิจ (Model) นอกจากการบริหารจัดการผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment) ให้เหมาะสมแล้ว AWC ยังเน้นย้ำว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการสร้าง "คุณค่าในระยะยาว (Long-term Value)" ให้แก่สินทรัพย์และโครงการ
สำหรับโครงสร้างการบริหารของ AWC ในปัจจุบัน ยังคงถือครองสินทรัพย์และดำเนินการเองแบบ 100% แต่โมเดล AWC Growth Fund นี้กำลังถูกศึกษาว่าจะใช้รูปแบบใดระหว่าง การเป็นบริษัทโฮลดิ้ง (Holding Structure) หรือ การร่วมทุน (Joint Venture - JV) เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนร่วมกันในอนาคต ซึ่งการศึกษาโมเดลนี้จึงนับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำควบคู่ไปกับการเตรียมจัดตั้งกองทุน REIT เพื่อเสริมสร้างโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งและดึงดูดนักลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก
นายไมเคิล ฮาริท หัวหน้าคณะกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในการพัฒนาเดสติเนชั่นแห่งนี้สู่ระดับโลก "เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร" ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น และ MONA Bangkok ให้กลายเป็นเดสติเนชั่นเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ โดยเปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี และแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้าด้วยกัน
โครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือระหว่างพันธมิตรระดับโลกที่ต่างมีความเชี่ยวชาญในสาขาของตนเอง ทั้งด้านระบบคมนาคมที่ยั่งยืน ศิลปะ วัฒนธรรม และการพัฒนาเดสติเนชั่น แสดงให้เห็นถึงการหลอมรวมองค์ความรู้เฉพาะทางจากหลากหลายอุตสาหกรรมและจากผู้เชี่ยวชาญในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่ต่างพร้อมร่วมสร้างมาตรฐานใหม่ของประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับกรุงเทพมหานคร
“ด้วยการรวบรวมแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ศิลปะอิมเมอร์ซีฟ วัฒนธรรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และความบันเทิงไว้ในพื้นที่เดียว เรากำลังร่วมสร้างเดสติเนชั่นที่โดดเด่น ซึ่งจะเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ความร่วมมือระดับนานาชาติที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความยั่งยืน” นายไมเคิล กล่าว
ด้าน นายเดวิด วอลช์ ผู้ก่อตั้ง MONA กล่าวว่า ตลอดกว่า 25 ปีที่ผ่านมา ได้ทุ่มเทให้กับการศึกษาและพัฒนาแนวคิดใหม่ในการสร้างประสบการณ์พิพิธภัณฑ์ และความร่วมมือกับ AWC ในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำองค์ความรู้ และประสบการณ์ดังกล่าวมาสู่กรุงเทพมหานคร หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ศิลปะรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก
MONA (Museum of Old and New Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว (Private Museum) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย ก่อตั้งโดย David Walsh เพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะอันทรงคุณค่า ทั้งศิลปะโบราณ ศิลปะสมัยใหม่ และศิลปะร่วมสมัย ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 ณ ย่านชานเมืองทางตอนเหนือของเมืองโฮบาร์ต รัฐแทสเมเนีย โดย MONA ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิพิธภัณฑ์ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนพื้นที่นำเสนอประสบการณ์การชมพิพิธภัณฑ์ผ่านการผสานศิลปะ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรม และการออกแบบประสบการณ์เข้าด้วยกัน ที่พิเศษไปกว่านั้นคือ MONA ยังมีการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เรียกว่า “The O” มาใช้ในการนำชมแทนการติดป้ายอธิบายผลงานบนผนังแบบดั้งเดิม เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถดื่มด่ำและค้นหาความหมายของชิ้นงานศิลปะแต่ละชิ้นได้อย่างเป็นส่วนตัว และสนุกสนานไปกับการสำรวจในแบบฉบับของตัวเองอย่างแท้จริง
MONA ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้สร้างสรรค์ "DarkLab" ที่มุ่งพัฒนาและนำเสนอโปรเจกต์ทางวัฒนธรรมอันหลากหลายมิติ ทั้งด้านศิลปะ ดนตรี เทศกาล งานบริการ และการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ และอีเวนต์สาธารณะขนาดใหญ่ ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสรรค์เทศกาล ‘Dark Mofo’ การบริหารจัดการและสร้างสรรค์โปรแกรมการแสดง ณ โรงละคร ‘Odeon Theatre’ ไปจนถึงการพัฒนา ‘In The Hanging Garden’ ศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์กลางเมืองโฮบาร์ตที่เปิดต้อนรับผู้คนตลอดทั้งปี
MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติของ MONA มาสู่บริบททางวัฒนธรรมของไทย ณ โครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ โดยไม่ได้มุ่งถ่ายทอดหรือจำลองพิพิธภัณฑ์จากเมืองโฮบาร์ตมายังกรุงเทพฯ หากแต่จะสร้างสรรค์ MONA Bangkok ขึ้นเพื่อสะท้อนคุณค่าศิลปะวัฒนธรรมของประเทศไทยและกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ ผ่านการแลกเปลี่ยนและการมีส่วนร่วมกับศิลปิน เรื่องราว ผู้ชม วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของไทย ภายใต้แนวคิดการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม MONA Bangkok จะเปิดโอกาสให้ศิลปินไทยและศิลปินจากทั่วโลกได้สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานสู่เวทีนานาชาติ พร้อมมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและต่อยอดศิลปะ ณ กรุงเทพฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ MONA ในรัฐแทสเมเนีย เป้าหมายคือการสร้างจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองอย่างแท้จริง
นายลีห์ คาร์ไมเคิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DarkLab ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ และหัวหน้าโครงการ MONA Bangkok กล่าวว่า MONA Bangkok จะนำจิตวิญญาณแห่งความคิดสร้างสรรค์ของ MONA มาตีความใหม่ในบริบทที่ต่างจากเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ดำเนินตามรอยใคร เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ในโฮบาร์ต โดยเราจะนำเสนอผลงานจากศิลปินชั้นนำระดับสากล ควบคู่กับการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างศิลปินไทย ผู้ชม และมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย
ขณะที่แนวคิดเรื่องแสงจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างประสบการณ์ โดยจะถูกนำมาสำรวจและตีความทั้งในฐานะปรากฏการณ์ทางกายภาพและสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจ ความหวัง และการเชื่อมโยงผู้คน ซึ่งสอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพมหานครที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตและประเพณีทางวัฒนธรรม เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยน และร่วมพัฒนาโครงการนี้ไปพร้อมกับพันธมิตรและชุมชนนักสร้างสรรค์ของไทย
“เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลก ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพมหานคร” และ "MONA Bangkok" จะร่วมกันสร้างแลนด์มาร์กระดับโลกแห่งใหม่ให้กรุงเทพมหานคร พร้อมกำหนดมาตรฐานใหม่ของการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกด้านศิลปะร่วมสมัยและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
“กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยพลัง มีกลุ่มผู้ชมที่พร้อมเปิดรับ และมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกพวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกับ AWC ในเมกะโปรเจกต์อันน่าตื่นเต้นนี้ และตั้งตารอคอยที่จะได้พบปะกับเหล่าศิลปิน ดีไซเนอร์ รวมถึงนักสร้างสรรค์ชาวไทย เพื่อร่วมออกเดินทางครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน” นายลีห์ กล่าวในที่สุด