กลุ่มธุรกิจทางการเงิน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ โชว์แกร่งฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ ครึ่งแรกปี 2569 กวาดกำไรสุทธิ 1,538.6 ล้านบาท ทะยานขึ้น 37.3% พร้อมสยบกระแสข่าวสลายความกังวลผู้ถือหุ้น ยัน "อนันต์ อัศวโภคิน" ไม่ได้ถือหุ้นส่วนตัว และลาออกจากกรรมการเกือบสิบปี ไร้ผลกระทบต่อทิศทางธุรกิจ ด้าน LH Bank กางแผนครึ่งปีหลังสู้ไฟเศรษฐกิจโลก ชูไม้เด็ด "International Business" โหนเทรนด์ทุนไฮเทค-AI ผนึก CTBC แบงก์ยักษ์ไต้หวันเดินหน้ากวาดลูกค้ารายใหญ่-รายย่อย ปักธงสินเชื่อต่างชาติโตทะลัก 50% สองปีติด ดันค่าธรรมเนียม Wealth Management โตระเบิด 127% ปูทางสู่เป้าหมายสินเชื่อยั่งยืน 3 หมื่นล้านบาท

นายวรวุฒน์ โตเจริญธนาผล President และหัวหน้ากลุ่มงานการเงินและบัญชี บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าขยายตัว 2.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีการค้า ท่ามกลางปัจจัยท้าทายดังกล่าว บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยังรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยครึ่งแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 1,538.6 ล้านบาท เติบโต 37.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสินทรัพย์รวม 425,330 ล้านบาท เติบโต 6.6% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
กลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เชื่อว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าโดยให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME ให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในระยะยาว
โดยกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยบริษัทได้รับรางวัลและการรับรองอาทิ การประเมินการกำกับดูแลกิจการที่ดี โครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น, หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings, ประกาศนียบัตรด้านการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ESG100 Decade Award, Sustainability Disclosure Recognition และการรับรอง Carbon Footprint for Organization (CFO) และ Carbon Neutral

นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank กล่าวถึง ทิศทางในการดำเนินธุรกิจปี 2569 ว่า มั่นใจว่า ครึ่งปีหลังยังมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย 10-12% แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยชูจุดเด่นด้วยกลยุทธ์ "International Business" เจาะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะจากไต้หวันและจีนที่ย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมไฮเทคและ AI เข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 50% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
ขณะที่การบริหารจัดการภายในยังคงเน้นการสร้างรายได้จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ผ่านกลุ่มสินเชื่อผลตอบแทนสูงอย่าง SME และสินเชื่อบุคคล พร้อมกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่รัดกุม หลังตัวเลข NPL ขยับมาอยู่ที่ 2.56% ซึ่งเป็นผลกระทบตกค้างจากช่วงโควิด-19 ในกลุ่ม SME โดยธนาคารได้ตั้งสำรองไว้แล้วกว่า 500 ล้านบาทในไตรมาส 2 เพื่อเสริมความแกร่ง นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการขยายฐานรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth Management และผลิตภัณฑ์ประกันที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าธนาคารไม่มีผลกระทบจากปัจจัยภายนอกด้านโครงสร้างผู้ถือหุ้น และพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายสินเชื่อยั่งยืน 30,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี
นายฉี ชี้แจงในเบื้องต้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้นและลูกค้าว่า จากกรณีข่าวเกี่ยวกับ “นายอนันต์ อัศวโภคิน”อดีตประธานกรรมการ และ กรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน) หรือ LH นั้น ขอยืนยันว่า นายอนันต์ไม่ได้ถือหุ้นในนามส่วนตัวในธนาคารฯ แต่เป็นการถือหุ้นผ่านบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นใน LH Bank อยู่ 30% นอกจากนี้ นายอนันต์ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการของธนาคารฯ มาเกือบ 10 ปีแล้ว ดังนั้นเหตุการณ์หรือปัจจัยส่วนบุคคลใดๆ จึงไม่มีผลกระทบต่อทิศทางการดำเนินงานและกลยุทธ์ของกลุ่มธนาคารอย่างแน่นอน
สำหรับทิศทางค่าเงินบาท ธนาคารมองว่าในระยะ 3 เดือนข้างหน้าบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า จากปัจจัยราคาน้ำมันที่สูงขึ้น การท่องเที่ยวที่เป็นช่วง Low Season (Q3) และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะกลับมาดีขึ้นในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว
ด้านผลการดำเนินงานของธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ โดยมีกำไรสุทธิ 1,376.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 3,640.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 910.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเงินให้สินเชื่อจำนวน 302,153 ล้านบาท เติบโต 6.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 เป็นการเติบโตของสินเชื่อทุกกลุ่ม และมีคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่งโดยมีอัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) อยู่ที่ 2.56% โดยหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของธนาคาร คือการทำธุรกรรมทางการเงินและบริการ International Banking ที่ได้รับการสนับสนุนจาก CTBC Bank ธนาคารเอกชนอันดับหนึ่งในไต้หวัน ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงินแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีเครือข่ายธุรกิจระดับโลก ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียม Trade Finance และธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ด้านธุรกิจรายย่อย มีฐานลูกค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น 16.7% จากกลยุทธ์ Lifestyle Banking และธุรกิจ Wealth Management และจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนและบริการที่ปรึกษาทางการเงินส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 127% ธนาคารได้พัฒนาบริการด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนา AI Assistant GENIE ผู้ช่วยส่วนตัวบนแอปพลิเคชัน LHB You ที่ให้บริการลูกค้าผ่านการสื่อสารด้วยภาษาที่เป็นธรรมชาติ ช่วยยกระดับประสบการณ์และประสิทธิภาพการให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล LHB Biz Connect สำหรับลูกค้าธุรกิจที่มีส่วนผลักดันปริมาณธุรกรรมของลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า
ทั้งนี้ธนาคารยังเดินหน้าเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) โดยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ธนาคารสนับสนุนสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนกว่า 5.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน และเปิดตัว Green Deposit ที่มียอดเงินฝากกว่า 1.48 พันล้านบาท รวมทั้งพัฒนาบริการ Transition Pathway เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
การดำเนินธุรกิจครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารจะเดินหน้าตามแผนธุรกิจระยะยาว โดยมุ่งสร้างการเติบโต บน 3 แกนหลัก ได้แก่
1.ขยายสินเชื่อคุณภาพและรายได้ค่าธรรมเนียมภายใต้การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
2.ยกระดับศักยภาพการให้บริการลูกค้าและแสวงหาความเป็นเลิศในการให้บริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างต่อเนื่อง
3.ผลักดันการเงินเพื่อความยั่งยืนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของลูกค้าธนาคารในระยะยาว
สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 ธนาคารจะมุ่งเน้นสินเชื่อคุณภาพในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงกับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) พร้อมต่อยอดธุรกิจ Trade Finance, FX ผ่านเครือข่ายของ CTBC การขยายการเติบโตในบริการ Wealth Management โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละกลุ่ม และสนับสนุน Green Loan, Sustainability-linked Loan และ Green Deposit ควบคู่กับบริการ Transition Advisory โดยผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรด้านพลังงานสะอาด เพื่อสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและ เสริมศักยภาพในระยะยาว
“ไฮไลต์สำคัญของครึ่งปีหลังคือการเติบโตของกลุ่มลูกค้าต่างชาติ (FDI) โดยเฉพาะนักลงทุนจาก Greater China และไต้หวัน ซึ่งปีที่ผ่านมาสินเชื่อกลุ่มนี้โตถึง 50% และในปีนี้คาดว่าจะโตอีก 50% โดยปัจจุบันครึ่งปีแรกโตไปแล้ว 27% ปัจจัยหนุนหลักคือการย้ายฐานการผลิต (Migration) ของกลุ่มธุรกิจไฮเทคและส่วนประกอบ AI (AI components & assembly) เข้ามาในไทยมากขึ้น ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นการเข้ามาเพื่อสร้างโรงงาน แต่ในระยะถัดไปโรงงานเหล่านี้จะเริ่มดำเนินการผลิตและส่งออก ทำให้นอกจากยอดสินเชื่อแล้ว ธนาคารจะได้รับอานิสงส์จากรายได้ค่าธรรมเนียมบริการ Trade Finance และธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) อีกด้วย โดยคาดว่าสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 8% เป็น 10% ภายในปี 2570” นายฉี กล่าว
ในด้านการทำกำไร ธนาคารคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังคงทรงตัวตลอดทั้งปี ดังนั้นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) คือการมุ่งเน้นกลุ่มสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) ได้แก่ SME และสินเชื่อรายย่อย (Retail Personal Loan) ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funding) ให้ต่ำลง
สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียม ธนาคารตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 2 ส่วนหลักคือ:
-Wealth Management: การขายกองทุนรวม (Mutual Fund) ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกองทุนที่เน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีต่างประเทศ (Foreign Tech Sector)
-Bancassurance: การเติบโตของประกันผ่านธนาคารตามฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นและการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจ
“ยอมรับว่าตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.56% ในไตรมาส 2 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม SME ที่ยังคงเผชิญความยากลำบากต่อเนื่องมาจากช่วงโควิด-19 และการปรับโครงสร้างหนี้ในอดีต โดยค่าเฉลี่ย NPL ของอุตสาหกรรมในกลุ่ม SME อยู่ที่ประมาณ 10% เพื่อความมั่นคง ธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญในไตรมาส 2 ไปแล้วประมาณ 500 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นประมาณ 10%) และในครึ่งปีหลังมีแผนจะรักษาเสถียรภาพของ NPL ให้มั่นคง โดยคาดว่าอาจจะตั้งสำรองในระดับที่เท่าเดิมหรือน้อยลงกว่าครึ่งปีแรกหากสถานการณ์ดีขึ้น”นายฉี กล่าว
นายฉี กล่าวเพิ่มเติมว่า พอร์ต SME ของธนาคารปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 60,000 - 70,000 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์การขยายสินเชื่อผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า "Fly" ซึ่งเป็นการศึกษาความสามารถในการแข่งขันของแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์และอนุมัติได้รวดเร็ว พร้อมกับลดความเสี่ยงด้วยการกระจายกลุ่มลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การผลิต (Manufacturing) การค้าปลีกค้าส่ง (Detail Trading) และโลจิสติกส์ (Logistic) รวมถึงการใช้การันตีจาก บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.: TCG) เข้ามาช่วยลดความเสี่ยง
ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อยั่งยืน (Sustainable Loan) ในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายระยะยาวที่ 30,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี โดยเน้นกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ในการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรรักษาสิ่งแวดล้อม และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy)

นายมนรัฐ ผดุงสิทธิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (LH Fund) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารจัดการ รวมทุกธุรกิจทั้งสิ้น 98,791 ล้านบาท เติบโตประมาณ 5.0% จากปีก่อน โดยกองทุนรวมนับรวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 72,764 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 3.6% จากสิ้นปี 2568 กองทุนส่วนบุคคล มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 15,105 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากสิ้นปี 2568 และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีขนาดกองทุนอยู่ที่ 10,921 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 6.3% จากสิ้นปี 2568 โดยช่วงครึ่งแรกของปีบริษัทได้ออกกองทุนใหม่รวม 12 กองทุน มูลค่าการจองซื้อ IPO รวม 2.145 พันล้านบาท โดยเน้นธีมการลงทุนระยะยาวและยั่งยืนที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลก เช่น AI Infrastructure, Semiconductor, Energy Infrastructure และ Thematic Global Equity
สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทยังคงเดินหน้าต่อยอดการเติบโตผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่
1.การรักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและการเป็นผู้ริเริ่มนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ โดยร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทจัดการกองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจดทะเบียนชั้นนำระดับโลกเพื่อคัดสรรโอกาสการลงทุนที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ลูกค้าในระยะยาว
2.การพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งของทีมขาย เพื่อยกระดับการดูแลนักลงทุนและตัวแทนสนับสนุนการขายให้ครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น
3.การขยายการเข้าถึงกลุ่มบริษัทจดทะเบียนและองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อนำเสนอโซลูชันการลงทุนที่เหมาะสม ทั้งรูปแบบกองทุนรวมและบริการกองทุนส่วนบุคคล
ทั้งนี้บริษัทฯมีเป้าหมายสนับสนุนการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการอย่างยั่งยืน และยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกและความต้องการของนักลงทุน โดยอาศัยประสบการณ์ด้านการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ การค้นคว้าเชิงลึก และการวิเคราะห์แนวโน้มวัฏจักรเศรษฐกิจ เทรนด์ธุรกิจ และห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมสำคัญทั่วโลก เพื่อนำมาพัฒนากองทุนที่ตอบโจทย์นักลงทุนในทุกกลุ่ม รวมถึงพัฒนาระบบงานและช่องทางดิจิทัลทั้ง Mobile Application และ Website เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าถึงบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นายกานต์ อรรถธรรมสุนทร กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Securities กล่าวว่า ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งโดยได้รับแรงสนับสนุนจากหลายปัจจัย เช่น การกลับเข้าซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ ความชัดเจนทางการเมือง การผ่อนคลายนโยบายการเงิน ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐ
ผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 รายได้ของบริษัทเติบโต 37% หลักๆเป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่านายหน้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดหุ้นไทยที่ฟื้นตัวได้ดี สำหรับกลยุทธ์ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทยังคงมุ่งเน้นสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายเพื่อเพิ่มทางเลือก และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยการสนับสนุนจากเครือข่ายและความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ Wealth Management ของ CTBC
ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 บริษัทจะพัฒนาและยกระดับระบบงานเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจพร้อมทยอยเปิดให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและตอบสนองความต้องการด้านการลงทุนของลูกค้าอย่างครบวงจร อาทิ บริการที่ปรึกษาทางการเงินที่ครอบคลุมด้านการระดมทุน การปรับโครงสร้างธุรกิจ บริการ Wealth Management เพื่อเป็นที่ปรึกษา และให้คำแนะนำและออกแบบโซลูชันการลงทุนที่เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย และบริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Global Trading) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจทางการเงินสามารถเข้าถึงการลงทุนในบริษัทชั้นนำและตลาดทุนสำคัญทั่วโลก