เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สวนกระแสภาพรวมตลาดรถหรูโชว์ฟอร์มโหด ปักธงยึดบัลลังก์อันดับ 1 ในอาเซียนสำเร็จ กวาด ยอดขาย EV พุ่งกระฉูดถึง 130% โดยมี “The all-new electric CLA” เป็นหัวหอกสร้างแรงสะเทือน ล่าสุดประกาศลั่นครึ่งปีหลัง 69 พร้อมเปิดศึกหนัก รัวทัพรถไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ทั้ง GLC BEV และลุยตลาด Top-End ด้วย S-Class กับ Maybach หวังเขย่าวงการยานยนต์ไทยสะเทือนอีกครั้ง พร้อมรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายครั้งใหญ่ ภายใต้ “FLEX Mobility Campaign” ชูหมัดเด็ดแพ็กเกจการเงิน StarChoice ราคาเริ่มต้นหลักพัน หวังตรึงฐานลูกค้าเก่าและยึดหัวหาดตลาดรถไฟฟ้า premium อย่างเด็ดขาด
.jpg)
มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางตลาดและรถยนต์รุ่นใหม่ในครึ่งปีหลัง 2569 ว่า แม้ภาพรวมยอดขายในครึ่งปีแรกจะมีการปรับตัวลงเล็กน้อย (ประมาณ 6.5% เมื่อเทียบกับปี 2568) แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังครองตำแหน่ง อันดับ 1 ในกลุ่มประเทศอาเซียนสำหรับช่วงไตรมาส 3 และ 4 บริษัทเตรียมส่งรถรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
-GLC BEV (Full Electric): เตรียมเปิดตัวในอีก 2 เดือนข้างหน้า
-The New S-Class และ MAYBACH: รุ่นปรับโฉมและรุ่นพิเศษที่จะเข้ามาเสริมทัพ
-ปีหน้า (2570): เตรียมพบกับ C-Class พลังงานไฟฟ้า 100% และรุ่นอื่น ๆ ที่จะทยอยเปิดตัว
สำหรับยอดขายรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเติบโตถึง 50% ด้วยยอดขายกว่า 52,900 คัน คิดเป็นสัดส่วน 13% จากยอดขายรวมของรถยนต์ในกลุ่ม Passenger Cars ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรุ่นที่เปิดตัวล่าสุดอย่าง The all-new electric CLA, และ GLC นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับจอง The all-new electric C-Class ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมประกาศเปิดตัว The all-new electric GLA แบบ World Premiere ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และสำหรับเซกเมนต์ Top-End Vehicle ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเปิดตัว The new S-Class และ The new Mercedes-Maybach S-Class ในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยมีแผนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ช่วงปลายปีนี้

ด้านผลประกอบการเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีตัวเลขจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ตอกย้ำกระแสความนิยมในเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 130% จากความสำเร็จของ The all-new electric CLA ที่สร้างยอดขายกว่า 300 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมอีกกว่า 1,350 คัน โดยกำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100–200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ของบริษัทในกลุ่มธนบุรี (Thonburi Group) ซึ่งมีการร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด (Power Tech Energy Solutions) ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ในกลุ่ม Top-End Vehicle สำหรับแบรนด์ Mercedes-Maybach มีการเติบโตขึ้น 83% และ G-Class เติบโตขึ้น 100% โดยรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราการเติบโตทั้งเซกเมนต์ อยู่ที่ 34% และในส่วนของรถแวนมี 2 รุ่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย Sprinter ที่เติบโตขึ้น 83% และ V-Class เติบโตขึ้น 14% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จภาพรวมในแต่ละเซกเมนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย
“จากตัวเลขผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเรายังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สถานการณ์ความท้าทายรอบด้านที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแผนการขยาย Product Portfolio ของแบรนด์ อย่างในประเทศไทยที่มีโมเดลสำคัญอย่าง The all-new electric CLA และในช่วงครึ่งปีหลัง เรายังมีโมเดลที่จะเข้ามาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอีกมากมาย ทั้งในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และเซกเมนต์ Top-End Vehicle” มร.คริสเตียน กล่าว
.jpg)
มร.คริสเตียน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2569 นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของกลุ่มคือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ซึ่งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นผ่านโมเดลธุรกิจ Retail of the Future และในก้าวต่อไป ซึ่งมีความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะ Mobility Solutions Provider ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกคน ภายใต้ “FLEX Mobility Campaign” กับแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ “Pre-FLEX” ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อรถที่ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งแพ็กเกจได้ตามความต้องการ ผ่านบริการของ StarChoice ต่อเนื่องด้วย “We-FLEX” ที่จะร่วมออกแบบประสบการณ์ร่วมกันกับลูกค้า ผ่านกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ และสุดท้ายกับ “Re-FLEX” ที่จะเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนดสัญญา ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจได้ 3 ทางเลือก ได้แก่ การคืนรถยนต์ให้ทางบริษัทฯ (Return) ,การขยายเวลาการทำสัญญาผ่อนชำระ (Refinance) หรือการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ (Retain) โดยทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแคมเปญ FLEX ที่จะมอบทั้งความยืดหยุ่น การเดินทางที่ไร้รอยต่อ และประสบการณ์ที่ลูกค้าทุกคนมีส่วนร่วมในการออกแบบได้ตามสไตล์ของตัวเอง
ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว “FLEX Mobility Campaign” พร้อมการรีแบรนด์ในส่วนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการบริการหลังการขาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารให้อยู่ภายใต้แพ็กเกจ “StarChoice” ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” (จากเดิม MB Protection) โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” (จากเดิมคือ MBSP Easy Care) และโปรแกรมการขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” (จากเดิม MBSP Extra Guarantee)
.jpg)
ภายใต้แคมเปญ FLEX ลูกค้าจะสามารถเลือกเสริมออปชันได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ แพ็กเกจแบบ 1 รายการ ราคา 3,000 บาท ,แพ็กเกจแบบ 2 รายการ ราคา 5,000 บาท ไปจนถึง Full Package ที่จะครอบคลุมทั้งหมด 3 รายการ ตลอดระยะเวลาของสัญญา 3-5 ปี ในราคา 6,000 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวจะถูกนำไปรวมกับค่างวดเริ่มต้นของรถยนต์รุ่นที่ลูกค้าเลือก โดยในเฟสแรกจะมีรถยนต์ที่เข้าร่วมแคมเปญทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามรายละเอียดดังนี้
กลุ่มที่ 1: เงินชำระงวดแรก 500,000 บาท
-GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท
-The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
-C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
-C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท
กลุ่มที่ 2: เงินชำระงวดแรก 750,000 บาท
-E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
-E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
-E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท
-GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท
“การเปิดตัว Mercedes-Benz Flex ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญกระตุ้นยอดขายชั่วคราว (ซึ่งจะรันยาวไปจนถึงเดือนตุลาคมสำหรับ 8 รุ่นแรก) แต่คือการวางรากฐานใหม่ในการให้บริการที่โปร่งใส ลดความยุ่งยาก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ครอบครองรถยนต์ตราดาวในระยะยาว อีกทั้งแคมเปญ Flex ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงลูกค้าบุคคลธรรมดา แต่ยังขยายผลไปยังกลุ่มลูกค้านิติบุคคลและผู้บริหาร โดยพนักงานในองค์กรที่มีสัญญากับเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ออนท็อป ทั้งส่วนลดพิเศษและเงื่อนไขจากโปรแกรม Flex นี้ด้วย เพื่อขยายฐานการเข้าถึงแบรนด์ในวงกว้าง” มร.คริสเตียน กล่าวในที่สุด
,