PHAT พร้อมลุยตลาดหุ้น mai! เคาะราคาเสนอขาย IPO สุดเย้ายวนใจ 2.00 บาท/หุ้น คิดเป็น P/E ต่ำเพียง 5.91 เท่า เปิดจองซื้อ 4-6 ส.ค. 2569 นี้ ปรากฏการณ์ใหม่ของหุ้นปาล์มน้ำมันที่ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่เป็นหุ้น "Defensive Hybrid Growth" ที่สร้าง Recurring Income ต่อเนื่อง ปรับกลยุทธ์บุกตลาดส่งออกอินเดีย-จีนดันสัดส่วนรายได้ต่างประเทศพุ่งสูงถึง 75% พร้อมโชว์สปิริตขั้นสุด ผู้ถือหุ้นเดิมและกลุ่มครอบครัวสมัครใจ "Voluntary IPO Lock Up หุ้น 100%" สร้างความเชื่อมั่น ปิดประตูแรงขายดัมพ์ราคาในวัน First Day Trade ให้ Free Float หมุนเวียนเพียง 30% ตอกย้ำความตั้งใจพร้อมโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ด้านผลประกอบการโชว์ศักยภาพการฟื้นตัวอย่างมหาศาล จากขาดทุน พลิกกลับทำกำไรสุทธิโตทะลุ 109 ล้านบาท หรือพุ่งขึ้นกว่า 140% ชูเงินระดมทุน 230 ล้านบาท ปิดล็อกข้อจำกัด Working Capital หนุนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 50% ทันที พร้อมสยายปีกเข้าสู่ "New S-Curve" ลุยสร้างโรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) ดันสินค้าราคาแพงขึ้น 2 เท่า และโครงการไบโอแก๊ส (Biogas) ตามมาตรฐาน RSPO สากล มุ่งสู่โรงงานอัจฉริยะ Zero Waste ดันอัตรากำไรขั้นต้นทะยานแรงในระยะยาว

นางสาวนันทรัตน์ แสงสุวรรณนุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะแกนนำผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมของ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและส่งออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจากปาล์ม ในอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ว่า PHAT พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) จำนวน 118.86 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ที่ราคา 2 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) หมวดอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า PHAT
สำหรับราคาหุ้นสามัญที่เสนอขายหุ้นละ 2 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน สอดคล้องกับสภาวะของตลาดในปัจจุบัน และอัตราการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยราคาเสนอขาย คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ประมาณ 5.91 เท่า
ทั้งนี้ PHAT ได้ลงนามแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม พร้อมแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย อีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด

ด้าน นางปิ่นมณี เมฆมัณฑนา กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะแกนนำผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม กล่าวว่า PHAT เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ที่มีความแข็งแกร่งด้วยผู้ก่อตั้งมีความเชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา การออกแบบ และการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบในภาคใต้อย่างครบวงจรมากกว่า 30 ปี รวมถึงทีมผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และประสบการณ์คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ทำให้ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและระดับโลกให้การยอมรับ มีโรงงานสกัดตั้งอยู่ในจังหวัดกระบี่ พื้นที่แหล่งผลิตปาล์มน้ำมันสำคัญของภาคใต้ ทำให้มีวัตถุดิบรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอ และอยู่ใกล้ท่าเรือส่งออกจังหวัดภูเก็ต จึงมีความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์
“ด้วยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจและการดำเนินงานที่ยึดหลักความยั่งยืน บริษัทมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน สะท้อนถึงความพร้อมของ PHAT ในการสร้างการเติบโตระยะยาวและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น” นายสมนึก กล่าว

ขณะที่ นางดาริน กาญจนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน PHAT กล่าวว่า การระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้บริษัทและเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต พร้อมมองเห็นโอกาสจากแผนขยายกำลังการผลิตและต่อยอดธุรกิจ เพื่อสร้างรายได้ใหม่และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า PHAT จะเป็นหุ้นคุณภาพที่เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ในปัจจุบันมีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ โดย PHAT ถือเป็นหุ้น Defensive ที่มีแผนธุรกิจชัดเจนเพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว ทั้งการขยายกำลังการผลิตที่ก่อสร้างเสร็จแล้วในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 ปี 2569 และพร้อมดำเนินการ การลงทุนในโรงงาน CPKO และโครงการ Biogas รวมถึงการดำเนินงานตามมาตรฐาน RSPO ซึ่งเป็น Growth Story ที่จะผลักดันการเติบโตและสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมได้สมัครใจไม่ขายหุ้นและลงนามในสัญญา Voluntary IPO Lock Up เป็นเวลา 6 เดือน เมื่อรวมกับ จำนวนหุ้นเดิมที่ถูกห้ามซื้อขายตามเกณฑ์ Silent Period ส่งผลให้มีหุ้นเดิมถูกห้ามซื้อขายรวม 330 ล้านหุ้น หรือร้อยละ 70 ของทุนชำระแล้วหลังการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) สะท้อนถึงความมั่นใจในการลงทุนระยะกลางถึงยาว
“PHAT ไม่ใช่หุ้นที่อิ่มตัวแล้ว แต่กำลังเข้าสู่ช่วง New S-Curve ที่จะสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีราคาสูงกว่าเดิมถึง 2 เท่า ตอกย้ำด้วยสปิริตของผู้ถือหุ้นเดิมที่ประกาศล็อกอัพหุ้นทั้งหมด 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าบริษัทจะเติบโตไปพร้อมกับนักลงทุนอย่างยั่งยืน” นางดาริน กล่าว
นางดาริน กล่าวว่า แม้เกณฑ์การรับหลักทรัพย์จะกำหนดการล็อกอัปหุ้นเพียงบางส่วน แต่ผู้ถือหุ้นเดิมและกลุ่มครอบครัวของ PHAT ตัดสินใจอย่างเป็นเอกฉันท์ในการ "สมัครใจล็อกอัปหุ้นเดิมทั้งหมด 100%” ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้เพื่อสื่อสารให้นักลงทุนเห็นถึงความมั่นใจในอนาคตของบริษัท และความตั้งใจที่จะเติบโตไปพร้อมกับผู้ถือหุ้นใหม่ โดยในวันแรกของการเข้าซื้อขาย (First Day Trade) จะมีหุ้นหมุนเวียน (Free Float) เพียง 30% เท่านั้น ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินมองว่า PHAT เป็นหุ้นที่มีลักษณะ "Defensive" สูง ทนทานต่อวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็น "Growth Stock" จากแผนการขยายธุรกิจที่ชัดเจนในทุกปี

นายสมนึก จันทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT กล่าวถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ว่า นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบริษัทสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และขีดความสามารถการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตามปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยให้บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง รองรับการลงทุนเพื่อสร้างรายได้และกำไรใหม่ ๆ พร้อมต่อยอดศักยภาพการเติบโตในอนาคต สอดรับกับความต้องการพลังงานที่ขยายตัวและความต้องการการใช้น้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานของ PHAT ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
สำหรับ PHAT ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ เมล็ดในปาล์ม รวมถึงผลิตภัณฑ์พลอยได้จากกระบวนการผลิต เช่น กะลาปาล์ม เส้นใย และทะลายปาล์ม ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายใต้แนวทาง Zero Waste Management เพื่อลดการสูญเสียและสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนการให้ความสำคัญกับมาตรฐาน RSPO (Roundtable on Sustainable Palm Oil) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลที่มีข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“ด้วยปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจและการดำเนินงานที่ยึดหลักความยั่งยืน บริษัทมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน สะท้อนถึงความพร้อมของ PHAT ในการสร้างการเติบโตระยะยาวและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น” นายสมนึก กล่าว
นายสมนึก กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนการบุกตลาดต่างประเทศว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 บริษัทฯเริ่มส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไปยังประเทศอินเดียและจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มีความต้องการมหาศาล โดย PHAT มีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งสำคัญอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการจัดเก็บภาษีส่งออกปาล์มในลักษณะเดียวกัน อีกทั้งทำเลที่ตั้งของโรงงานและการขนส่งจากฝั่งภูเก็ตไปยังอินเดียมีระยะทางสั้นกว่า ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกลง ส่งผลให้ในไตรมาส 1 ปี 2569 สัดส่วนรายได้จากการส่งออกพุ่งสูงขึ้นถึง 75% ของยอดขายทั้งหมด และเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยผลักดันกำไรของบริษัทให้เติบโตอย่างมั่นคง
“ไม่อยากให้มองธุรกิจปาล์มน้ำมันเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ไม่มั่นคง เนื่องจากต้นปาล์มเป็นพืชที่เมื่อปลูกแล้วเปรียบเสมือนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Asset) ที่ให้รายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ทุกๆ 15 วัน และเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นรากฐานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของประเทศ” นายสมนึก กล่าว
ด้วยประสบการณ์ในการออกแบบระบบโรงงานมากกว่า 30 ปี ทำให้ PHAT สามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้ต่ำและมีความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ โดยบริษัทมีเครือข่ายพันธมิตรลานเทเกือบ 200 ราย และซัพพลายเออร์เกือบ 1,000 ราย ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ซึ่งเป็นแหล่งปลูกปาล์มที่หนาแน่นที่สุดในไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าจะมีวัตถุดิบป้อนโรงงานอย่างสม่ำเสมอ
“ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม PHAT ยังคงเดินหน้าโครงการกลุ่มเกษตรกรยั่งยืนมาตรฐาน RSPO ซึ่งปัจจุบันดำเนินการมาเป็นรุ่นที่ 4 และจะขยายผลต่อไปในอนาคต เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของน้ำมันปาล์ม โดยการตัดสินใจ IPO ในช่วงที่ตลาดอาจจะไม่เอื้ออำนวยที่สุดนั้น เป็นเพราะบริษัทไม่ได้มองว่า IPO คือเป้าหมายสูงสุด แต่เป้าหมายคือ ‘แผนธุรกิจ’ ที่วางไว้ หากเม็ดเงินจากการระดมทุนสามารถตอบโจทย์การขยายตัวและการสร้างโรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์มได้ตามแผน บริษัทก็พร้อมที่จะเดินหน้าเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้แก่นักลงทุนในระยะยาว” นายสมนึก กล่าว

ด้าน นายพีรณัฐ สวัสดิจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน PHAT เปิดเผยว่า ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,620.05 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 5.69 ล้านบาท ปี 2567 มีรายได้รวม 1,627.99 ล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 44.67 ล้านบาท ส่วนปี 2568 มีรายได้รวม 2,377.51 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 109.09 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวม 785.02 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3.47 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 273.32 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 47.06 ล้านบาท สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่โดดเด่นและประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมโชว์ความสามารถในการทำกำไรที่ยอดเยี่ยม จากที่เคยขาดทุน 5 ล้านบาท พลิกกลับมาทำกำไรได้ถึง 109 ล้านบาท หรือเติบโตกว่า 140% ตอกย้ำความเชื่อมั่นก่อนเดินหน้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)
สำหรับเป้าหมายการใช้เงิน IPO ในครั้งนี้ PHAT วางยุทธศาสตร์หลักไว้ 4 ด้าน ประกอบด้วย การเสริมสภาพคล่องรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 50% การรุกตลาดส่งออก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านโรงสกัดเมล็ดในปาล์มที่จะแล้วเสร็จในปี 2570 และโครงการไบโอแก๊ส เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ทรัพยากรทุกหยดอย่างคุ้มค่าภายใต้แนวคิด "Waste Management" มั่นใจการเข้าจดทะเบียนครั้งนี้จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่นักลงทุนอย่างยั่งยืน

“พัฒนาการของบริษัทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาว่ามีการเติบโตในลักษณะก้าวกระโดดอย่างชัดเจนใน 2 มิติหลัก ประการแรกคือด้านรายได้ ที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,600 ล้านบาทในปี 2566 ขึ้นมาอยู่ที่ 2,300 ล้านบาทเมื่อสิ้นสุดรอบปีบัญชีที่ผ่านมา คิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 40% ประการต่อมาคือ ความสามารถในการทำกำไร ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยในปี 2566 บริษัทเริ่มต้นด้วยภาวะขาดทุนประมาณ 5 ล้านบาท แต่สามารถพลิกสถานการณ์กลับมามีกำไรสุทธิ (Net Profit) ที่ 45 ล้านบาทในปี 2567 และล่าสุดผลประกอบการยังเติบโตต่อเนื่องทำลายสถิติเดิมด้วยกำไร 109 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตมากกว่า 140% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง” นายพีรณัฐ กล่าว
ทั้งนี้เพื่อให้แผนงานดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง PHAT ได้วางวัตถุประสงค์ในการใช้เงินจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไว้ 4 ส่วนสำคัญ ดังนี้
1.ด้านการผลิต (Production) บริษัทจะใช้เงินระดมทุนเป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การมีเงินทุนหมุนเวียนที่พร้อมจะช่วยให้กระบวนการผลิตสอดรับกับความต้องการของตลาดที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
2.ด้านการตลาด (Marketing) มุ่งเน้นการขยายช่องทางการจำหน่าย โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออกซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ในปีนี้บริษัทตั้งใจจะใช้เงินทุนเพื่อขยายศักยภาพของช่องทางการตลาดให้แข็งแกร่งและกว้างขวางมากกว่าเดิม
3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) การสร้าง "Product Engine" ตัวใหม่เพื่อเป็นกลไกสร้างรายได้ในระยะยาว โดยโครงการสำคัญคือการสร้างโรงสกัดเมล็ดในปาล์ม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2570 เป็นต้นไป
4.ด้านการเงิน (Finance) การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่เพียงการระดมทุน แต่เป็นการเปิดโอกาสและช่องทางใหม่ๆ ในการระดมทุนในอนาคต (Financial Opportunity) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางการเงินของบริษัทให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากขึ้น
นายพีรณัฐ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของโครงการพัฒนาในอนาคตคือการทำให้โรงงานที่จังหวัดกระบี่ เป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน นอกเหนือจากโรงสกัดเมล็ดในปาล์มแล้ว บริษัทยังมีแผนการสร้างโครงการไบโอแก๊ส (Biogas) เข้ามาเสริมทัพ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิด Waste Management หรือการบริหารจัดการของเสียให้เป็นศูนย์ โดยการนำทุกส่วนของปาล์มน้ำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Utilization) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไรในอีกทางหนึ่ง
“ในการระดมทุน IPO ครั้งนี้ PHAT ตั้งเป้านำเงินประมาณ 230 ล้านบาท ไปเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเสริมสภาพคล่องเพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นถึง 50% และรองรับการเติบโตในระยะยาว โดยนอกจากจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับกำลังการผลิตส่วนเพิ่มที่เพิ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ และลงทุนในโครงการเชิงยุทธศาสตร์อย่าง ‘โรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO)’ และ ‘โครงการไบโอแก๊ส’ในพื้นที่เดิม เพื่อต่อยอด High margin Product เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2570 รวมถึงโครงการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อลดต้นทุนพลังงานและรองรับการเติบโตในระยะยาว”นายพีรณัฐ กล่าว

ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้หลักจากน้ำมันปาล์มดิบ และเมล็ดในปาล์ม ร้อยละ 90 ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์พลอยได้ โดยตั้งแต่ปี 2568 บริษัทได้ขยายตลาดไปยังอินเดีย ทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ในไตรมาส 1/2569 จากเดิมร้อยละ 20 ในปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าและเจาะตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงแห่งเดียว
“ในอดีตบริษัทเคยเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ที่ไม่เพียงพอต่อปริมาณวัตถุดิบ ส่งผลให้ขาดอำนาจในการต่อรองเรื่องจังหวะเวลาการขาย (Timing) ทำให้รายได้น้อยกว่าความจริงและเคยมีผลขาดทุนประมาณ 5 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หลังจากบริษัทได้รับทุนหมุนเวียนสนับสนุนจากธนาคารเพื่อปิดแก๊ปดังกล่าว ทำให้ผลประกอบการในรอบปีบัญชีล่าสุดพลิกกลับมามีกำไรสุทธิถึง 109 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นกว่า 140% ดังนั้น แผนการใช้เงินและโครงการต่างๆ ที่วางไว้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความคาดหวังของนักลงทุนโดยเฉพาะ การระดมทุนครั้งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ PHAT ก้าวไปสู่อีกระดับของอุตสาหกรรม และขอให้นักลงทุนเชื่อมั่นในแผนการเติบโตที่บริษัทได้วางไว้อย่างเป็นระบบว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดอย่างแน่นอน”นายพีรณัฐ กล่าว
สำหรับการระดมทุนในครั้งนี้ PHAT วางแผนใช้เงินประมาณ 230 ล้านบาท แบ่งเป็น 150 ล้านบาทสำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจาก 60 ตันต่อชั่วโมง เป็น 90 ตันต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้น 50% ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถรับผลปาล์มสดได้สูงสุดถึง 2,100 ตันต่อวัน
นอกจากนี้ เงินระดมทุนส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในโครงการสำคัญคือ โรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม (CPKO) และโครงการไบโอแก๊ส โดยเฉพาะ CPKO จะเป็น "New Engine" หลักในปี 2570 เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถขายได้ในราคาแพงกว่าเมล็ดในปาล์มแบบเดิมถึง 2 เท่า โดยใช้ต้นทุนวัตถุดิบและฐานการผลิตที่ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด ซึ่งจะช่วยดันมาร์จิ้นของบริษัทให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ