
เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น ขยายฐานธุรกิจรุกเขย่าวงการตลาดสัตว์เลี้ยง ประกาศสงครามการแข่งขันร่วมชิงเค้กตลาด Premium Pet Food & Pet Care เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “The Goody”ดักทางเทรนด์ Pet Humanization รับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ยอมจ่ายเพื่อสี่ขาพุ่งสูงถึง 50,000 บาทต่อตัวต่อปี ดึงจุดแข็งด้าน R&D และความเชี่ยวชาญกว่า 30 ปี ชูความคุ้มค่าที่เข้าถึงได้ ตัดหน้าคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2569–2570 ผนึกกำลังพันธมิตรยักษ์ค้าปลีก “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล”ปักปักธงบุก TOPS และ PET ’N ME กว่า 155 สาขา พร้อมอัดงบการตลาดสูงถึง 15% ลุยจุดขายหวังสร้างการรับรู้ทันที ก่อนปูทางขยายสู่โมเดิร์นเทรดชั้นนำและ Key Pet Shops ทั่วประเทศ ครอบคลุมกว่า 200 แห่งในปีนี้ ด้านตลาดต่างประเทศ เตรียมส่งออกแชมพูพรีเมียมบุกตลาดจีนมูลค่า 3 ล้านล้านบาท พร้อมวางหมากเจาะกลุ่ม CLMV และอาเซียน ตั้งเป้าหมายรายได้ก้าวกระโดด 100 ล้านบาทในปี 2569 ก่อนเร่งเครื่องเต็มสูบดัน The Goody ขึ้นแท่นเครื่องยนต์สร้างการเติบโตหลัก (Strategic Growth Engine) ปั้นยอดขายรวมแตะ 1,700 ล้านบาท ภายใน 3 ปี พร้อมแผนระยะยาวเตรียมสร้างโรงงานผลิตของตัวเองในอีก 3-5 ปีข้างหน้า หวังยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีสากลอย่างยั่งยืน

นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดสัตว์เลี้ยงของประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องจากกระแส Pet Humanization ที่ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับโภชนาการ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการสินค้าในกลุ่ม Premium Pet Food และ Premium Pet Grooming เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากศักยภาพการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บริษัทฯจึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้วยการขยายไลน์ธุรกิจสู่ธุรกิจอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ "เดอะกู๊ดดี้" (The Goody) ด้วยการร่วมมือกับ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในการนำ The Goody เข้าสู่ช่องทางจำหน่าย TOPS และ PET ’N ME อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มจากการเปิดตัวที่ ทอปส์ สาขาเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ เป็นสาขาแรกของประเทศ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงศูนย์การค้า Pet Friendly เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสอดคล้องกับแบรนด์อย่างชัดเจน โดยผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มครอบครัว คนรุ่นใหม่ และ Pet Parent ที่มีกำลังซื้อ ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า และไลฟ์สไตล์การดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักของ The Goody อีกทั้งเซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ ยังได้รับการพัฒนาให้เป็น Pet Friendly Destination ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง จึงเหมาะสำหรับการสร้าง Brand Experience ก่อนขยายสู่สาขาอื่นทั่วประเทศ
The Goody พัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด "From Pet Parent to Pet Parent" พร้อม Signature Formula และเสริมด้วย Expert Nutrition เพื่อดูแลทั้งด้านสุขภาพ ความแข็งแรง และคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงมั่นใจในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสมาชิกสี่ขาของครอบครัว
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เชอร์วู้ดฯ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นจากธุรกิจเคมีภัณฑ์โดย บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากประเทศอังกฤษ สู่การขยายธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับครัวเรือน การเกษตร ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม และการดูแลสัตว์เลี้ยง โดยมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก อาทิ ผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร Vite Oil, ผลิตภัณฑ์สเปรย์กำจัดปลวก Chaindrite ที่มียอดขายอันดับ 1, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและกำจัดเชื้อโรค Teepol และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสัตว์เลี้ยง Chaingar

นายชัยวัฒน์ ตั้งคารวคุณ ผู้อำนวยการธุรกิจสัตว์เลี้ยง บริษัท เชอร์วู้ด คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SWC กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในปัจจุบันว่า มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างประชากรของสัตว์เลี้ยงอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการเลี้ยงสุนัขอยู่ที่ร้อยละ 60 และแมวร้อยละ 40 แต่ในปัจจุบันสัดส่วนของแมวได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 50 เท่ากันแล้ว ปัจจัยหลักเกิดจากวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัยที่มีพื้นที่จำกัดมากขึ้น ซึ่งการเลี้ยงแมวตอบโจทย์ความสะดวกสบายและใช้เวลาในการดูแลรวมถึงความรับผิดชอบน้อยกว่าการเลี้ยงสุนัข เช่น ไม่ต้องพาออกกำลังกาย และสามารถขับถ่ายในกระบะทรายได้สะดวก
นอกจากนี้ อัตราการใช้จ่ายเพื่อดูแลสัตว์เลี้ยงต่อตัวได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาล จากอดีตเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาทต่อปี ปัจจุบันพุ่งสูงถึงประมาณ 50,000 บาทต่อปีต่อตัว โดยงบประมาณร้อยละ 50-60 จะถูกจัดสรรไปกับหมวดอาหารสัตว์เลี้ยง ทั้งนี้ ตลาดสัตว์เลี้ยงถือเป็นตลาดที่มีความพิเศษเนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่สะท้อนถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ แม้ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ เช่น ยุคต้มยำกุ้ง หรือช่วงวิกฤติโควิด-19 ตลาดนี้ก็ยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่สูงได้อย่างต่อเนื่องสวนทางกับอุตสาหกรรมอื่นๆ แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมองว่านี่คือตลาดที่มีการแข่งขันสูงแบบน่านน้ำสีแดง (Red Ocean) แต่แท้จริงแล้วยังคงมีช่องว่างตลาด (Niche Market) และความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของสัตว์เลี้ยง
ปัจจุบันตลาดสัตว์เลี้ยงไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยปี 2568–2569 คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 90,000–100,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีมูลค่าราว 40,000–45,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียมและอัลตราพรีเมียมที่เติบโตในระดับ Double Digit จากเทรนด์ Pet Humanization ซึ่งผู้บริโภคมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกในครอบครัว และให้ความสำคัญกับโภชนาการและสุขภาพระยะยาวมากขึ้น
จากโอกาสดังกล่าว เชอร์วู้ดฯ จึงนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงมาต่อยอดสู่การขยายไลน์ธุรกิจสู่ธุรกิจอาหารและผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ “The Goody” ด้วยแนวคิด “Good Nutrition, Good Health, Good Life” โดยมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบคุณภาพสูง พร้อมสูตรโภชนาการที่ตอบโจทย์สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงในแต่ละช่วงวัย
ทั้งนี้เชอร์วู้ดฯ เลือกที่จะดำเนินธุรกิจสัตว์เลี้ยงภายใต้บริษัทเดิมเพื่อใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและสุขอนามัย โดยวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของแบรนด์“The Goody” ให้อยู่ในระดับพรีเมียม (Premium Grade) ซึ่งมีโครงสร้างราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่าย เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับขนาดถุงใหญ่ และประมาณ 200 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับขนาดถุงเล็ก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกัน ถือเป็นราคาที่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยบริษัทชูจุดแข็งสำคัญ คือการมีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ของตนเองในการคิดค้นและพัฒนาสูตรเฉพาะเพื่อส่งมอบสินค้าที่ดีที่สุด แม้ในปัจจุบันกระบวนการผลิตจะยังคงใช้รูปแบบการจ้างผลิตภายนอก (OEM) แต่บริษัทมีแผนงานระยะยาวในการสร้างโรงงานผลิตเป็นของตนเองภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ปัจจุบัน พอร์ตสินค้าของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) ปัจจุบันเริ่มต้นด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับแมว โดยหลังเปิดตัวได้เพียง 1 เดือนสามารถสร้างสัดส่วนยอดขายเป็นกลุ่มอาหารแมวถึงร้อยละ 65 และอาหารสุนัขร้อยละ 35 สำหรับแผนงานในปี 2570 บริษัทเตรียมบุกตลาดอาหารเปียกและขนมขบเคี้ยว โดยเฉพาะในตลาดแมวที่มีอัตราเติบโตสูง รวมถึงการเปิดตัวสูตรอาหารเฉพาะทาง (Functional Formulas) เช่น สูตรสำหรับสัตว์เลี้ยงเลี้ยงในบ้าน (Indoor) และสูตรควบคุมก้อนขน (Hairball Control) สำหรับแมว ตลอดจนการคัดสรรแหล่งวัตถุดิบโอเมก้า 3 และ 6 ที่แตกต่างเพื่อการบำรุงขนและผิวหนังอย่างมีประสิทธิภาพ
2.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลและสุขอนามัย (Pet Care) แชมพูและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดถือเป็นจุดแข็งสำคัญของบริษัท เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญดั้งเดิมจากแบรนด์ "เชนการ์ด" (Chain Guard) ปัจจุบันมีการพัฒนาแชมพูภายใต้แบรนด์“The Goody” ถึง 13 หมวดสินค้า เช่น แชมพูสูตรพิเศษสำหรับสุนัขและแมวขนสีขาว ผลิตภัณฑ์เช็ดคราบน้ำตา ตลอดจนการร่วมมือกับโรงงานพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาแชมพูรักษาโรคผิวหนังที่จำหน่ายผ่านโรงพยาบาลสัตว์ภายใต้แบรนด์ "แฟลร์" (Flare) รวมถึงการพัฒนายาหยอดเห็บหมัดในห้องแล็บ ที่คาดว่าจะใช้เวลาจดทะเบียนและพัฒนาสูตรประมาณ 1 ปี
3.กลุ่มทรายแมว (Cat Litter): เตรียมเปิดตัวทรายแมวแบรนด์ “The Goody” อย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ ที่งานแมว ณ เซ็นทรัล พระราม 2 โดยจะมีทั้งประเภททรายเต้าหู้ (Tofu) ทรายกากมันสำปะหลัง และทรายเบนโทไนท์ เกรดพรีเมียมนำเข้าจากแหล่งภูเขาไฟในประเทศแคนาดา ในงานดังกล่าวด้วย
ในด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า บริษัทฯ เน้นสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Tops ซึ่งทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงจุดจำหน่ายได้ทันทีถึง 155 สาขา โดยตั้งเป้าหมายขยายช่องทางการขายให้ครอบคลุมกว่า 200 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2569 นี้ เริ่มจากกรุงเทพฯ และปริมณฑลในช่วง 3 เดือนแรก ก่อนขยายไปสู่ร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ (Key Pet Shops) ในหัวเมืองท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่เพื่อช่วยกระจายสินค้า รวมถึงการขยายเข้าสู่โมเดิร์นเทรดอื่น ๆ เช่น เดอะมอลล์ (The Mall), โลตัส (Lotus's), บิ๊กซี (Big C) และฟู้ดแลนด์ (Foodland) โดยบริษัทจะจัดสรรงบประมาณทางการตลาดไว้สูงถึงร้อยละ 15 ของรายได้รวม เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ณ จุดขาย (Sell-Out) ควบคู่ไปกับการกระจายสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการทดลองใช้และเปิดใจรับแบรนด์ใหม่
สำหรับช่องทางออนไลน์ บริษัทฯยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเนื่องจากเพิ่งเปิดตัวแบรนด์ได้เพียง 1 เดือน แต่มองว่าร้านค้าสัตว์เลี้ยงทางกายภาพ (Pet Shop) ยังคงมีความสำคัญสูงสุดและทำหน้าที่คล้ายกับ "ร้านขายยา" ที่ผู้เลี้ยงสัตว์ต้องการผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา แนะนำแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดของสัตว์เลี้ยง อย่างไรก็ดี แผนงานระยะยาวของเชอร์วู้ดฯ ตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับสู่การเป็นผู้ให้บริการเต็มรูปแบบในลักษณะ "Full-Service Community" เพื่อสร้างระบบนิเวศน์สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจรอีกด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
นายชัยวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้บริษัทฯยังเห็นโอกาสการเติบโตในตลาดต่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เชอร์วู้ดฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยล่าสุดบริษัทฯได้เริ่มส่งออกแชมพูพรีเมียม (หนึ่งในซีรีส์ของเชนการ์ด) ล็อตแรกไปยังประเทศจีน เพื่อเตรียมเปิดตัวในงานนิทรรศการ และจะส่งออกเพิ่มอีก 2 ตู้คอนเทนเนอร์ ภายใต้แบรนด์ “The Goody” ในช่วงสิ้นสิงหาคม นี้ แม้ตลาดสัตว์เลี้ยงในจีนจะมีมูลค่ามหาศาลสูงถึง 3 ล้านล้านบาท และมีการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์ในท้องถิ่นกว่า 4,000-5,000 แบรนด์ แต่ผู้บริโภคชาวจีนมีความเชื่อมั่นในคุณภาพและชื่นชอบสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทย (Made in Thailand) แชมพูของบริษัทฯจึงวางตำแหน่งในระดับพรีเมียม ตั้งราคาขายขนาด 500 มิลลิลิตรไว้ที่ประมาณ 45 หยวน ซึ่งสูงกว่าแบรนด์ทั่วไปในตลาด เพื่อเน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับบน อีกทั้งในปี 2570 ยังมีแผนพัฒนา "สปา ซีรีส์" (Spa Series) เช่น โคลนหมักขน และเซรั่มน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ที่มีกลิ่นอายเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อทำตลาดตลาดจีนอีกด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง มีข้อจำกัดและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนวัตถุดิบและเอกสารนำเข้าที่ซับซ้อนในแต่ละประเทศ บริษัทจึงวางแผนงานจัดจำหน่ายผ่านพันธมิตรตัวแทนจำหน่าย (Distributors) ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านโดยเน้นกลุ่ม CLMV ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว), สหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ในปี 2570 (ยกเว้นกัมพูชา) เนื่องจากมองเห็นศักยภาพการเติบโตของประชากรสัตว์เลี้ยงและกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสามารถดำเนินการได้รวดเร็วกว่าแผนการสร้างโรงงานของตนเอง รวมถึงยังมีแผนขยายการทำตลาดแชมพู ไปยัง ประเทศฟิลิปปินส์ ,อินโดนีเซีย และมาเลเซีย อย่างต่อเนื่องด้วย
“เมื่อประเมินศักยภาพและพฤติกรรมผู้บริโภครายประเทศ อาทิ สปป.ลาว มองว่าเป็นตลาดสัตว์เลี้ยงที่ค่อนข้างใหญ่และมีโอกาสเติบโตที่ดี ขณะที่ ประเทศเวียดนาม แม้ประชากรสุนัขและแมว จะมีจำนวนมากอย่างเห็นได้ชัด แต่พฤติกรรมและมาตรฐานการเลี้ยงดูในปัจจุบันยังมีลักษณะคล้ายกับตลาดในประเทศไทยเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยังต้องใช้เวลาปรับตัวและพัฒนาตลาดอีกระยะหนึ่ง” นายชัยวัฒน์ กล่าว
ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตและบรรลุเป้าหมายรายได้ 100 ล้านบาท ที่บริษัทฯตั้งไว้ในปีนี้อย่างมั่นคง ขณะที่สัดส่วนรายได้ในปัจจุบันมาจากกลุ่มอาหารสุนัขและแมว 90% (แบ่งเป็นแมว 65% และสุนัข 35%) และกลุ่มแชมพู 10%
“เชอร์วู้ดฯ วาง The Goody เป็นหนึ่งใน Strategic Growth Engine โดยตั้งเป้ายอดขาย 1,700 ล้านบาทภายใน 3 ปี และตั้งเป้ายอดขายผ่าน TOPS และ PET’N ME ในช่วง 6 เดือนแรกที่ 20 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์กลุ่ม Functional Food สูตรเฉพาะทาง และ Pet Care ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่ายในประเทศ และวางรากฐานสู่ตลาดอาเซียนในอนาคต ซึ่งเป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการสร้าง The Goody ให้เติบโตในประเทศไทย แต่ต้องการพัฒนาให้เป็น แบรนด์ไทยที่มีศักยภาพแข่งขันในตลาดระดับสากล พร้อมส่งมอบโภชนาการและคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้กับสัตว์เลี้ยงและ Pet Parent อย่างยั่งยืน” นายชัยวัฒน์ กล่าว

ด้าน นางสาวรัญชนา เทียมสุรวัช รองประธานบริหาร สายงานปฏิบัติการค้าปลีก - กลุ่มธุรกิจสัตว์เลี้ยงและไลฟ์สไตล์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสัตว์เลี้ยง ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากพฤติกรรม “Pet Humanization” ของ Pet Parent ยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงของตนเสมือนเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว เห็นได้จากยอดขายกลุ่มสินค้าสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมที่ TOPS และ PET 'N ME ซึ่งยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำอย่าง SWC ในการเปิดตัวแบรนด์ ‘The Goody’ เพื่อจำหน่ายที่ TOPS และ PET’N ME เป็นที่แรกในครั้งนี้ จึงสามารถตอบโจทย์อินไซด์ของลูกค้าที่มองหาผลิตภัณฑ์โภชนาการและการดูแลระดับพรีเมียมจากผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และผ่านการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสัตว์เลี้ยงจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุดในทุกช่วงวัย ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงอีกหนึ่งทางเลือกของสินค้าเพื่อสัตว์เลี้ยงที่ได้คุณภาพมาตรฐานจากจุดจำหน่ายของ TOPS และ PET’N ME ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศรวมกว่า 155 สาขา รวมถึงช่องทางออนไลน์แล้ว ยังเปิดโอกาสให้ TOPS และ PET’N ME ได้เติมเต็มพอร์ตสินค้ากลุ่ม Premium Pet Food และ Premium Pet Grooming ให้มีความหลากหลายมากขึ้น
ในขณะที่ SWC ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูงผ่านเครือข่ายค้าปลีกอันแข็งแกร่งของ TOPS และ PET 'N ME อีกด้วย สำหรับเป้าหมายในระยะยาว TOPS และ PET 'N ME จะยังคงเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือกับ SWC ผ่านการจัดแคมเปญการตลาดในรูปแบบต่างๆ ร่วมกันในอนาคต และเดินหน้ายกระดับ ให้ TOPS และ PET 'N ME สู่การเป็น “Total Pet Solution Destination” ที่ลูกค้านึกถึงเป็นอันดับแรก เพื่อส่งมอบประสบการณ์การดูแลสัตว์เลี้ยงที่เหนือระดับและขับเคลื่อน Pet Ecosystem ของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน