
รัฐบาลเดินหน้าผ่าตัดใหญ่ภาคอุตสาหกรรม “ศุภจี สุธรรมพันธ์” มอบนโยบาย“วราวุธ ศิลปอาชา” เดินเครื่องปลุก “บอร์ดอุตสาหกรรมแห่งชาติ” หลังถูกแช่แข็งนาน 4 ปีเต็ม กลับฟื้นตัวอีกครั้ง สั่งยกกระดานรีวิวรื้อกฎหมายเหล็ก 6 ฉบับซ้อน ยึดเกราะป้องกันประเทศ-สาธารณสุข-ขนส่ง เป็นเดิมพัน ทั้งสั่งยกเครื่องวิธีคำนวณ MPI เลิกนำอุตสาหกรรมที่ตายแล้วมาถ่วงดึงตัวเลขเศรษฐกิจ สปอตไลต์ยิงตรงไปที่ "S-Curve ใหม่" เซมิคอนดักเตอร์-การแพทย์-ยานยนต์อนาคต พร้อมเตรียมคลอด พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ดึงกองทุนเข้าดูแลชุมชน ควบคู่กลไก GMT SMEs ล็อกเป้าให้หน่วยงานรัฐต้องใช้สินค้า Made in Thailand เท่านั้น ประกาศชัด แต้มต่อต้องได้ มาตรฐานสากลต้องมี เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ตกเป็นเหยื่อทุนต่างชาติ พร้อมประกาศใช้มาตรการ "กรมธรรม์ปกป้องผู้ประกอบการไทย" อัดแต้มต่อจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ดัน Local Content ยกระดับสินค้าไทยสู่มาตรฐานสากล ดับเครื่องชนความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกแบบไม่ยอมถอย

นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังจากที่เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม ว่า การตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรมของคณะรองนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการบูรณาการงบประมาณและนโยบายระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้การดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การฟื้นฟูการประชุมคณะกรรมการของอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งไม่มีการขับเคลื่อนหรือหารือร่วมกันมานานถึง 4 ปีเต็ม โดยในมิติของการบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ ที่ประชุมได้วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเท่าทัน ด้วยการค้นหาและพัฒนาพอร์ตอุตสาหกรรมที่เป็น S-Curve ตัวใหม่ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตและกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยจะเน้นการติดตามดัชนีชี้วัดทางอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
“กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต” นางศุภจี กล่าว
ทั้งนี้ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

โดยหนึ่งในเครื่องมือเชิงรุกเพื่อลดการพึ่งพิงปัจจัยภายนอกและเพิ่มสัดส่วนความมั่นคงภายในประเทศ (Local Content) คือการพิจารณามาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ใช้ส่วนผสมหรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ หรือ "Made in Thailand" โดยเบื้องต้นกำหนดกลุ่มเป้าหมายใน 3 อุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Strategic Sectors) ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้แก่:
1.อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ (Defense)
2.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข (Healthcare)
3.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับคมนาคมและการขนส่ง (Transportation)
นโยบายดังกล่าวจะทำหน้าที่คล้ายกับ "กรมธรรม์ปกป้องผู้ประกอบการไทย" โดยการให้แต้มต่อเป็นพิเศษในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ อย่างไรก็ดี เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการใช้งานและมาตรฐานการบริการ ที่ประชุมเน้นย้ำว่าชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ของไทยที่จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ จะต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบและได้รับมาตรฐานในระดับสากลที่เป็นยอมรับด้วยเช่นกัน ซึ่งในขณะนี้คณะทำงานกำลังอยู่ระหว่างการกำหนดกรอบรายละเอียด วิธีการนับสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ และขั้นตอนการดำเนินงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิอย่างรอบคอบ

ในด้านการบริหารความเสี่ยงภาคเกษตรกรรมและพลังงาน ที่ประชุมได้พิจารณานโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานชีวภาพเพิ่มขึ้น ทั้งในฝั่งดีเซล (ไบโอดีเซล) และฝั่งเบนซิน (เอทานอล) เพื่อเป็นมาตรการโอบอุ้มและสร้างหลักประกันให้กลุ่มเกษตรกรไทยได้รับผลประโยชน์โดยตรง
“อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้นทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว”นางศุภจี กล่าว
นางศุภจี กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนนโยบายนี้จะยึดหลักความสมดุลของกลไกตลาดและประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานของภาคยานยนต์เป็นสำคัญ โดยทางกระทรวงพลังงานได้ร่วมเสนอแนวทางปฏิบัติการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงฐานภาษีสรรพสามิตเพื่อเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างความเท่าเทียม (Level Playing Field) ให้ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมสูงสุด

ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องมือวัดเสถียรภาพทางอุตสาหกรรมมีความแม่นยำ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาประเด็นดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ที่ในปัจจุบันอาจดูไม่สูงนักเนื่องจากใช้ฐานข้อมูลเดิมของปี 2564 ซึ่งยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่ยุติการดำเนินงานไปแล้ว (Sunset Industries) รวมอยู่ในการคำนวณ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ยังไม่ได้ถูกนำมารวบรวม
นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมถึง ด้านความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและการค้าระหว่างประเทศว่า ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาทางการค้าในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 นี้ โดยปัจจุบันประเทศไทยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้มาตรการต่างๆ (รวมถึงมาตรการ 301 และ 232) คิดเป็นร้อยละ 72 ของรายการสินค้าทั้งหมด ขณะที่อีกร้อยละ 28 ยังคงต้องเผชิญกับกำแพงภาษีซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้ปฏิเสธกระแสข่าวลือจากสื่อต่างชาติอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับการนำเงื่อนไขด้านการทหารเข้าไปพัวพันกับการเจรจาการค้า
นอกจากนี้ ไทยจะปรับกลยุทธ์การเจรจาด้วยการนำเสนอข้อมูลในมุมมองที่กว้างขึ้นนอกเหนือจากกรอบการค้าเพียงอย่างเดียว โดยจะชี้ให้เห็นถึงความจริงใจของประเทศไทยในการช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ผ่านมิติการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมียอดสะสมสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (20 Billion USD) และอยู่ระหว่างแผนการลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับฝั่งสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ยอดการส่งออกที่ไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ นั้น แท้จริงแล้วอย่างน้อยร้อยละ 30 เกิดจากกลุ่มบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาตั้งฐานการลงทุนในประเทศไทยเอง การใช้พอร์ตการลงทุนข้ามชาติและห่วงโซ่อุปทานร่วมกันนี้ จึงเป็น "หลักค้ำประกัน" สำคัญในการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าและสร้างความสมดุลที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศต่อไป

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มเทคโนโลยีอนาคตที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และกลุ่มโฟโทนิกส์ (Photonics) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการใช้อุปกรณ์ประเภท Optical Switches และ Transducers ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมหาศาล ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการนวัตกรรมสูงกลุ่มนี้ดำเนินงานอยู่แล้ว 2 โรงงานใหญ่ ซึ่งสร้างสถิติมียอดขายเติบโตแบบเท่าตัว (Year-on-Year คูณ 2) ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 2
“ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น” นายวราวุธ กล่าว
นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจึงเตรียมเสนอแผนปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 ขึ้นมาเป็นปี 2567 เพื่อรวบรวมตัวเลขจากกลุ่มบริษัท New Technology เหล่านี้เข้ามาในระบบ ซึ่งจะช่วยสะท้อนอัตราการใช้กำลังการผลิตที่แท้จริงของประเทศให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกเหนือจากนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ (Medical) และนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศ ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในพอร์ต S-Curve ใหม่ที่รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน

“การปฏิรูปกฎหมายเพื่อสร้างความยั่งยืนและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชน ถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งดำเนินการ โดยปัจจุบันมีร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภาคอุตสาหกรรมเตรียมเข้าคิวพิจารณามากถึง 5-6 ฉบับ เนื่องจากไม่มีการประชุม กอช. มาร่วม 4 ปี” นายวราวุธ กล่าว

สำหรับกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม มีความคืบหน้าในการรีวิวรายละเอียดและการพิจารณาจัดตั้งกองทุนเพื่อการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน แม้ร่างกฎหมายจะมีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว แต่การเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบและไม่เร่งรีบจนเกินไป เนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ประสานขอตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่ครอบคลุม ตอบโจทย์สถานการณ์โลกปัจจุบัน และสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้อย่างแท้จริง