โรงพยาบาลธีรพร เปิดฉาก Transformation ครั้งใหญ่ สลัดภาพธุรกิจครอบครัว ดึง"พรพิวรรณ นิรมลเฉิดฉาย" มืออาชีพสายการเงินนั่งแท่น Co-CEO ร่วมบริหาร คุมงานบริหารและการเงิน วางยุทธศาสตร์ 3-5 ปีข้างหน้า สลัดภาพ "เสือเก็บตัวในถ้ำ" ปรับพอร์ตขยายไลน์ธุรกิจ Longevity เตรียมแยกบริษัทบุกตลาดสตรีทแฟชั่นศัลยกรรม เจาะกลุ่ม Gen Alpha พร้อมเปิดเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ชี้ไร้นโยบายสงครามราคา มุ่งสร้างผลกำไรสุทธิระดับสองหลักเข้มๆ มั่นใจดันรายได้แตะระดับพันล้าน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการแพทย์ บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด มหาชน หรือ โรงพยาบาลธีรพร (TRP) เปิดเผยว่า ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ซึ่งในการดำเนินธุรกิจทางการแพทย์นั้น ถือเป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีความละเอียดอ่อนสูง ไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป เนื่องจากเกี่ยวพันกับใบอนุญาต คุณสมบัติ และความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และหลังจากที่บริษัทฯ ได้นำองค์กรก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา และภายหลังจากที่โรงพยาบาลธีรพรเปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบมาแล้วกว่า 6 เดือน ปรากฏว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนพัฒนาการเชิงบวกของการดำเนินธุรกิจโดยรวมของบริษัทดังนั้น ภาระหน้าที่และการบริหารจัดการด้านทุนและธุรกิจก็มีความซับซ้อนขึ้นอย่างมหาศาล จนทำให้แพทย์เพียงคนเดียวไม่สามารถควบแน่นบทบาทการดูแลคนไข้ไปพร้อมกับการบริหารจัดการองค์กรให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ TRP จึงตัดสินใจทรานส์ฟอร์มโครงสร้างการจัดการครั้งใหญ่สู่ระบบ "Double CEO" หรือการมีผู้นำร่วม 2 คน ด้วยการแต่งตั้ง นางพรพิวรรณ นิรมลเฉิดฉาย เข้ามาดูแลงานด้านการบริหารจัดการเชิงธุรกิจและการเงินโดยตรง ในตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานบริหาร (CO-CEO) เพื่อช่วยให้ตนสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลคนไข้ การพัฒนาองค์ความรู้วิชาการ และการฝึกฝนฝีมือแพทย์รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและเป็นสิ่งที่ท่านรักที่สุดได้อย่างเต็มที่ โดยการประกาศปรับโครงสร้างและทรานส์ฟอร์มองค์กรในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแผนผังการทำงาน แต่คือการ “เปลี่ยน DNA” ของ TRP ให้มีความคล่องตัว พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย เราเชื่อมั่นว่าก้าวสำคัญในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถส่งมอบคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า สร้างผลกำไรที่มั่นคงให้กับนักลงทุน และเติบโตเคียงข้างสังคมได้อย่างยั่งยืน
"ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา เราได้เริ่มจากสร้างธีรพรคลินิก จนวันนี้เป็นโรงพยาบาลธีรพร โดยเติบโตบนรากฐานความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิชาการ และเทคนิคศัลยกรรมที่เหมาะสมกับโครงสร้างและสรีระของคนเอเชียอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างชื่อเสียงและความแตกต่างให้กับโรงพยาบาลธีรพรมาอย่างยาวนาน วันนี้ TRP พร้อมก้าวเข้าสู่การเติบโตบทใหม่ ด้วยการประกาศ Transformation ครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด “The True Transformation” ปรับโครงสร้างการบริหารและยกระดับการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 2 เสาหลัก ได้แก่ Medical & Academic และ Professional Management เพื่อให้ความเชี่ยวชาญทั้งด้านการแพทย์และการบริหารธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชลธิศ กล่าว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ชลธิศ กล่าวต่อว่า วิชาชีพแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่หลักวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับ "ศิลปะ" ดังจะเห็นได้จากชื่อของ "ใบประกอบโรคศิลปะ" ซึ่งสะท้อนว่าเป็นงานที่ต้องประสานระหว่างศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน โดยหลักการสำคัญที่โรงพยาบาลธีรพรยึดมั่นมาตลอด 40 ปี คือการใช้ "ความรู้คู่กับคุณธรรม" และมุ่งเน้นความพึงพอใจของคนไข้เป็นที่ตั้งมากกว่ามิติของเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว เนื่องจากผู้ที่มารับการรักษาคือ "คน" ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่า ความสำเร็จของนวัตกรรมต่าง ๆ ในปัจจุบัน ล้วนมีรากฐานมาจากอุปนิสัยส่วนตัวของตน จนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสรรค์งานวิชาการและแนวทางการรักษาใหม่ ๆ เพื่อประโยชน์ของคนไข้
“จุดเริ่มต้นการพัฒนานวัตกรรมของโรงพยาบาลธีรพรก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ทำงานในฐานะแพทย์เฉพาะทางบริเวณใบหน้า หู คอ จมูก โดยในอดีตได้สังเกตเห็นข้อจำกัดของตำราศัลยกรรมจากตะวันตก (อเมริกา/ยุโรป) ที่มักเน้นการผ่าตัดขนาดใหญ่ ลงแผลยาว และใช้เวลาผ่าตัดนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้คนไข้ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและใช้เวลาฟักฟื้นนาน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการรักษาให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและรวดเร็วขึ้น เพื่อให้มีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การท่องเที่ยวและการเล่นเทนนิส ท่านจึงได้คิดค้นและประดิษฐ์แนวทางการผ่าตัดใหม่ ๆ ที่ช่วย ‘เปลี่ยนเรื่องยากและยุ่งยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย’ ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนวิธีผ่าตัดต่อมทอนซิลที่เคยใช้เวลานานนับชั่วโมงให้เหลือเพียง 10 นาที และการผ่าตัดหูจากเดิมที่ใช้เวลาร่วมชั่วโมงให้จบได้ภายในครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้ได้กลายมาเป็นเสาหลักความยั่งยืนของสถาบันมาจนถึงปัจจุบัน”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ชลธิศ กล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ชลธิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ในปัจจุบันภาคธุรกิจจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัจจัยภาวะสงคราม ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนการถดถอยของเศรษฐกิจภายในประเทศและทิศทางทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง แต่โรงพยาบาลธีรพรายังคงสามารถรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้อย่างมั่นคง เนื่องจากฐานผู้เข้าใช้บริการหลักของโรงพยาบาลเป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมอัพ (Premium Up) ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีระดับการศึกษา มีกำลังจ่ายสูง และมีความต้องการงานศัลยกรรมที่ประณีต ปลอดภัย และยั่งยืน ไม่ใช่การทำตามแฟชั่นชั่วคราว โดยเปรียบเทียบบริการของธีรพรเปรียบเสมือน "ร้านตัดสูทระดับหรู" ที่เน้นการตัดเย็บที่เรียบเนียน ประณีต ไร้รอยต่อ และสามารถใช้งานได้ยาวนานนับสิบปี ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจาก "ร้านขายเสื้อยืด" ทั่วไปในท้องตลาด
นวัตกรรมที่เป็นจุดขายสำคัญของโรงพยาบาลธีรพรคือ ศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าเฉพาะทางส่วนที่อยู่เหนือไหล่ขึ้นไปทั้งหมด โดยเฉพาะการดึงหน้าและการปั้นหน้าที่มีระดับราคาให้บริการตั้งแต่หลักแสนบาทไปจนถึงสูงสุดกว่า 1 ล้านบาทสำหรับผู้รับบริการในกลุ่มอายุเลข 6 ขึ้นไปที่มีความต้องการปรับโครงสร้างใบหน้าใหม่ทั้งหมดด้วยวิธีธรรมชาติ ปราศจากการทุบกระดูกใบหน้า และไม่มีการใส่สิ่งแปลกปลอมจำพวกซิลิโคนหรือไหมละลายใด ๆ เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งทำให้ใบหน้าของคนไข้ยังคงยืดหยุ่น ยิ้มได้อย่างเป็นธรรมชาติ และขยับเขยื้อนตามชั้นผิวหนังปกติ โดยกว่าร้อยละ 50 ของผู้เข้ารับบริการในปัจจุบัน มุ่งเน้นการทำศัลยกรรมเพื่อเสริม "โหงวเฮ้ง" เพื่อช่วยส่งเสริมความมั่งคั่งและความสำเร็จในธุรกิจ ควบคู่ไปกับความสวยงามที่สมวัย
นอกจากนี้ เทคนิคเฉพาะของการดึงหน้าของธีรพรยังใช้ "ระบบล็อก" (Lock System) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่จากตำราตะวันตกเพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างผิวหนังของคนเอเชียที่มีความแตกต่างจากคนยุโรป ส่งผลให้ผลลัพธ์ของการดึงหน้ามีความคงทนยาวนาน 10 ถึง 20 ปี สวนทางกับการผ่าตัดทั่วไปที่อาจหย่อนคล้อยลงมาอีกในระยะเวลาเพียง 3 ปี ทั้งนี้ ธีรพรกำลังเตรียมเปิดตัวนวัตกรรมเรือธงชิ้นใหม่อย่าง "มัลติเซล" (Fresh Tissue Grafting) ซึ่งเป็นการนำเนื้อเยื่อและสเต็มเซลล์สดจากส่วนหน้าท้องหรือต้นขาของผู้ป่วยมาปั้นแต่งรูปหน้าเพื่อสร้างมิติที่เป็นธรรมชาติแทนการใช้ซิลิโคนแผ่น โดยนวัตกรรมสเต็มเซลล์สดดังกล่าวได้รับการอนุมัติรับรองจากทั้งแพทยสภาและองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันความยั่งยืนให้แก่ผู้รับบริการ โรงพยาบาลธีรพรกำลังเร่งยกระดับแผนก "Longevity" หรือการดูแลสุขภาวะและการยืดอายุขัยจากธุรกิจเสริมขึ้นมาเป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างของอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่มารองรับการให้บริการทางการแพทย์หลายสาขา เช่น เวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine) โภชนาการบำบัด การทำกายภาพบำบัด และการนำวิทยาศาสตร์การกีฬามาใช้ควบคุมการออกกำลังกายโดยนักวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อและชะลอความเสื่อมของร่างกายในผู้สูงอายุ (Sarcopenia) เพื่อดูแลคนไข้ที่ผ่านการทำศัลยกรรมให้มีสุขภาพดีและอ่อนเยาว์อย่างสมบูรณ์แบบทั้งภายในและภายนอก
ในการรองรับการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจ Longevity และการรักษาพยาบาลระดับสูง โรงพยาบาลได้เดินหน้าคัดสรรและดึงตัวแพทย์ฝีมือดีระดับแม่เหล็กจากองค์กรชั้นนำเข้ามาร่วมทัพ โดยใช้เกณฑ์คัดกรองที่เข้มงวด มุ่งเน้นแพทย์ที่มีทัศนคติที่ดี มีคุณธรรมเป็นอันดับแรก ก่อนจะตามด้วยความฝีมือดี ปัจจุบันโรงพยาบาลมีศัลยแพทย์ประมาณ 10 ท่าน และแพทย์สายเวลเนสอีกประมาณ 3 ท่าน โดยมีสัดส่วนแพทย์แบบ Full Time และ Part Time ในสัดส่วน 50 : 50 ทั้งนี้ การฝึกอบรมแพทย์ศัลยกรรมเฉพาะทางของธีรพรนั้นมีความเข้มงวดอย่างยิ่ง โดยต้องใช้เวลาเทรนนิ่งอย่างน้อย 4 ปีเพื่อให้ได้มาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัยและป้องกันการเกิดเคสหลุดเสียหาย ต่างจากคลินิกทั่วไปที่เน้นการเทรนระยะสั้นเพื่อเชิงพาณิชย์

สำหรับกลยุทธ์การขยายตัวในอนาคต ขอยืนยันว่าธุรกิจศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าหลักไม่จำเป็นต้องขยายสาขาเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความประณีต แต่ในส่วนของบริการ Longevity และสุขภาพเชิงป้องกัน มีแผนที่จะขยายการให้บริการออกไปยังพื้นที่ปริมณฑลและชานเมือง เช่น ย่านบางบัวทอง บางนา ตลอดจนเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังวางแผนงานระยะยาวภายใน 5 ปีข้างหน้า ในการจัดตั้งบริษัทใหม่แยกเฉพาะเพื่อบุกเบิกตลาดกลุ่ม "เจน อัลฟ่า" (Gen Alpha) ที่เน้นงานศัลยกรรมตามเทรนด์แฟชั่น เช่น จมูกแมว หรือปากมาสด้า เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่โดยไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของโรงพยาบาลธีรพรในปัจจุบัน
ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันโรงพยาบาลธีรพรได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยที่อาศัยอยู่ในแถบยุโรปและอเมริกาที่บินตรงกลับมาใช้บริการเป็นจำนวนมากจากกระแสการบอกต่อปากต่อปาก ควบคู่กับการเติบโตของเทคโนโลยีการค้นหาผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Search) ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคนไข้ต่างชาติให้เข้าถึงเว็บไซต์ของโรงพยาบาลและตัดสินใจบินตรงมาทำการรักษาที่ประเทศไทยได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยปัจจุบันแม้จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่โรงพยาบาลยังคงมีเคสผ่าตัดเฉลี่ยอยู่ที่ 8 ถึง 10 รายต่อวัน ซึ่งในแต่ละรายจะมีการทำหัตถการหลายประเภทควบคู่กันไป เพื่อส่งมอบความงามและความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้มาใช้บริการ
ทั้งนี้โรงพยาบาลธีรพรสร้างความแตกต่างในตลาดด้วยการวางตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า (Facial Cosmetic Surgery) ซึ่งเป็นส่วนงานที่อยู่บนยอดสุดของศาสตร์และศิลป์แห่งการดูแลผิวพรรณ โดยมีนวัตกรรมไฮไลท์สำคัญที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัว ได้แก่
-เทคนิคทำตาแผลเล็ก (Short-In Technique): ศัลยกรรมดวงตาที่แผลเล็กมาก ไม่ทิ้งรอย และคนไข้ไม่ต้องผ่านกระบวนการพักฟื้นที่ยาวนาน
-ศัลยกรรมจมูกแบบยั่งยืน: เทคนิคการใช้เนื้อเยื่อไขมันของตนเองมาใช้ในการทำจมูก
-การดึงหน้าด้วยระบบล็อค (Lock System Face Lifting): นวัตกรรมการยกกระชับใบหน้าที่บริษัทค้นคว้าวิจัยขึ้นเองเพื่อความตึงกระชับยาวนาน ซึ่งจุดนี้ถือเป็น "ความลับทางการค้า" ที่สำคัญเนื่องจากสภาวะการแข่งขันในตลาดปัจจุบันที่สูงมาก ส่งผลให้ทาง ผศ.นพ.ชลธิศ เลือกที่จะไม่เขียนตำราดึงหน้านี้เผยแพร่ทั่วไป ต่างจากอดีตที่ท่านเคยเขียนตำราเรื่องดวงตาจนโด่งดังและมีผู้นำไปปฏิบัติทำตามกันทั่วโลก
-นวัตกรรมปั้นหน้าสามมิติ (Facial Structuring / Scaling): การทำหน้าให้มีมิติอย่างเป็นธรรมชาติผ่านเทคนิคที่เรียกว่า "Multi..." โดยการใช้เซลล์ไขมันสดร่วมกับเทคนิคเฉพาะทางในการปั้นและปรับโครงหน้าในจุดต่าง ๆ เช่น หน้าผาก แก้มลูกส้ม คาง จมูก และขมับ ให้สวยงามละมุนและมีมิติประหนึ่งงานประติมากรรมพระพุทธรูป

นางพรพิวรรณ นิรมลเฉิดฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด มหาชน หรือ โรงพยาบาลธีรพร (TRP) กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เคยดูแลงานด้าน Corporate Banking, งาน CFO และการบริหารธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เมื่อได้เข้ามาศึกษาโมเดลธุรกิจของโรงพยาบาลธีรพรร่วมกับ ผศ.นพ.ชลธิศ และ นพ.ชลธิศ เป็นเวลากว่า 2 เดือน ก็ทำให้มองเห็นโอกาสการเติบโตที่เด่นชัดและแข็งแกร่งมาก ซึ่งการก้าวเข้ามาช่วยบริหารจัดการในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขององค์กร โดยช่วยแบ่งเบาภาระงานด้านธุรกิจและนิติกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลักสามารถมุ่งเน้นการดูแลรักษาคนไข้และการคิดค้นวิจัยนวัตกรรมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าสูตรใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการรักษาของสถานพยาบาลให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความพึงพอใจของคนไข้อย่างดีที่สุด
ทั้งนี้หลังจากได้เข้ามาคลุกคลีกับโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรของธีรพรเป็นเวลา 2 เดือน ได้เห็นว่าความยั่งยืนของสถาบันแห่งนี้มาจากการที่แพทย์ทุกคนดูแลผู้มีอุปการคุณเสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว แม้จะมีบางมุมมองอาจมองว่าการตั้งราคารักษาระดับพรีเมียมของธีรพรรวมถึงกลุ่มสกินจะดูสูง แต่สิ่งที่ธีรพรมอบให้โดยไม่รู้ตัวคือดีเอ็นเอการต้อนรับที่เป็นธรรมชาติ (Hospitality) หน้าที่หลักของฝ่ายบริหารมืออาชีพจึงเป็นการสร้างระบบหลังบ้านเพื่อสนับสนุนให้ความโดดเด่นเหล่านี้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงและเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตัวย่อ “T” ใน TRP หมายถึงความไว้วางใจ (Trust) ที่ต้องมาจากฝีมือและความสามารถของแพทย์เป็นอันดับแรก เหนือกว่าการโฆษณาด้วยผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด (KOLs) ส่วนตัว “R” คือความพร้อมยืดหยุ่นและปรับตัว (Resilient) เพื่อนำพาองค์กรก้าวสู่การทรานส์ฟอร์มทุกมิติ ทั้งการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาปรับใช้ การพัฒนาบุคลากรกว่า 150 ชีวิต รวมถึงทีมแพทย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งคู่สังคมไทย
“ได้เริ่มต้นจากการเป็นปรึกษาเพื่อตรวจเช็กสุขภาพขององค์กรและประเมินทัศนคติของคณะผู้บริหารอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 2 เดือน ก่อนที่จะตอบตกลงเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ในฐานะผู้บริหารมืออาชีพในบทบาทที่ปรึกษาการเงิน ปรับโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงตำแหน่ง CFO และ MD ในธุรกิจกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจศัลยกรรมความงาม ซึ่งความยากในการเริ่มต้นคือการต้องทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจอย่างลึกซึ้งเสมือนเป็นเจ้าของ ค้นหาจุดเจ็บปวด และวัฒนธรรมขององค์กรเพื่อวางแผนการเติบโตที่ตอบโจทย์สูงสุด ทั้งนี้ ในช่วงเวลา 2 เดือนแรกก่อนการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ได้มีกระบวนการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างทีมบริหารเดิมที่มีความเป็นธุรกิจครอบครัว (Family Business) และมีความกังวลในการปรับตัว กับแนวคิดการบริหารแบบมืออาชีพ จนกระทั่งสามารถปรับจูนแนวคิดร่วมกันและผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เป็นที่เรียบร้อย โดยมีการหารือกัน 5 รอบตั้งแต่ช่วงหลังสงกรานต์จนถึงเดือนพฤษภาคม และเซ็นลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ได้มีการเสนอให้วาระการทำงานของ CEO มืออาชีพอยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่เหมาะสมสำหรับความท้าทายในการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าในปีที่ 3 จะเริ่มเห็นผลลัพธ์และความชัดเจนของการสานต่อโครงสร้างธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด” นางพรพิวรรณ กล่าว
นางพรพิวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาพื้นที่ทางกายภาพจากรูปแบบคลินิกเดิมสู่การสร้างอาคารโรงพยาบาลธีรพร ขนาดสูง 5 ชั้นในปัจจุบัน ได้รับการจัดสรรงบประมาณที่มาจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) ไว้อย่างคุ้มค่าสูงสุดในทุกบาททุกสตางค์ โดยโครงสร้างอาคารปัจจุบันยังมีพื้นที่ว่างพร้อมใช้งานในอีก 2 ระดับ คือบริเวณชั้น 4 และบริเวณโซนด้านหน้า ซึ่งบริษัทได้วางแผนใช้พื้นที่ส่วนนี้รองรับการขยายตัวสู่ธุรกิจ “Longevity” อันเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลกที่จะโฟกัสเรื่องความงามและสุขภาวะพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งเรื่องการกิน การอยู่ และการนอน เพื่อสร้างองค์ประกอบของชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่ผู้รับบริการอย่างครบวงจร
จุดแข็งทางการเงินที่สำคัญที่สุดของ TRP คือ โครงสร้างรายได้ที่มาจาก "งานหัตถการ" (Procedures/Surgeries) สูงถึงร้อยละ 90 ของรายได้รวม ซึ่งงานหัตถการนี้เป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยทักษะ ประสบการณ์ และองค์ความรู้เฉพาะตัวของแพทย์สูงมาก ทำให้ไม่สามารถลอกเลียนแบบหรือถ่ายทอดจากคนสู่คนได้ง่ายในระยะเวลาสั้น ๆ ส่งผลให้ธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้น (Marginal Profit) ที่ดีและเสถียรกว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์ฉีดสารเติมเต็มความงามทั่วไป (Aesthetic Injections) เช่น โบท็อกซ์ หรือ ฟิลเลอร์ ที่มีการแข่งขันตัดราคารุนแรงในตลาดปัจจุบัน
“สัดส่วนรายได้กว่า 90% ของโรงพยาบาลธีรพร มาจาก ‘งานหัตถการ’ ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยทักษะ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เฉพาะตัวของแพทย์ในการรักษา โดยรายได้จากงานหัตถการถือเป็นจุดแข็งทางธุรกิจที่สำคัญของ TRP เนื่องจากเป็นองค์ความรู้เฉพาะบุคคลที่ลอกเลียนแบบหรือถ่ายทอดให้กันได้ยากในระยะเวลาสั้น ๆ และส่งผลให้ธุรกิจมีอัตรากำไรขั้นต้น (Marginal Profit) ที่ดีและมั่นคงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มงานบริการฉีดความงามทั่วไป เช่น โบท็อกซ์ หรือฟิลเลอร์) ที่มีการแข่งขันตัดราคาอย่างรุนแรงในตลาดปัจจุบัน”นางพรพิวรรณ กล่าว
สำหรับแผนงานและทิศทางการเติบโตในอนาคต นางพรพิวรรณ กล่าวว่า นอกเหนือจากการรักษาความแข็งแกร่งและเติบโตในธุรกิจหลักอย่างงานหัตถการศัลยกรรมใบหน้าแล้ว บริษัทฯ มีแผนที่จะขยับสัดส่วนพอร์ตโฟลิโอไปสู่สัดส่วน 80:20 ในอนาคต โดยจะเพิ่มสัดส่วนรายได้ร้อยละ 20 จากบริการด้านการดูแลสุขภาพองค์รวมและการยืดอายุขัย (Longevity)
"คนไข้ที่ก้าวเข้ามาที่โรงพยาบาลธีรพร ส่วนใหญ่ไม่ได้ก้าวเข้ามาเพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ แต่สิ่งที่พวกเขาต้องการกลับไปคือความสวยงาม ความเบิกบานใจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพื่อไปใช้ชีวิตในสังคมต่ออย่างมีความสุข ดังนั้น ภารกิจหลักร่วมกันภายใต้โครงสร้างการบริหารใหม่นี้ คือการร่วมมือกันสร้างตำนานบทใหม่ให้แก่ TRP ภายใต้กรอบของจริยธรรมที่เข้มงวดเช่นเดิม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากเพียงสถานพยาบาลศัลยกรรมทั่วไป ไปสู่การเป็น ‘สถาบันความงามและสถาบันชีวิต’ (Beauty & Longevity Institute) ที่โอบอุ้มและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้งดงามทั้งจากภายในและภายนอกอย่างยั่งยืน" นางพรพิวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ในกลุ่มบริการ Longevity (การดูแลสุขภาพองค์รวมและยืดอายุขัย) ที่ทางโรงพยาบาลธีรพร วางแผนจะขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีสัดส่วนรายได้ร้อยละ 20 ในอนาคตนั้น ได้แก่
-กลุ่มงานฉีดเพื่อความงาม (Aesthetic Injections): เช่น การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) และฟิลเลอร์ (Filler) ซึ่งทางผู้บริหารมองว่าบริการทางเลือกในกลุ่มการฉีดเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของหมวดหมู่ Longevity
-องค์ความรู้และทรัพยากรด้านความงามที่ซ่อนอยู่: โรงพยาบาลยังมีองค์ความรู้และทรัพยากรในด้านความงาม (Beauty) อีกหลากหลายด้านที่พร้อมจะนำมาพัฒนาและบูรณาการเข้ากับบริการกลุ่มนี้เพิ่มเติม
นางพรพิวรรณ กล่าวถึง ทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 และแนวโน้มผลประกอบการของโรงพยาบาลธีรพรว่า ยังคงขับเคลื่อนไปตามโครงสร้างเดิมและวิธีการดำเนินงานรูปแบบเดิม โดยคาดว่าจะสามารถสร้างผลการดำเนินงานและตัวเลขรายได้ได้ตามกรอบประมาณการที่ได้แจ้งไว้กับคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อย่างแน่นอน ซึ่งจะไม่มีสัดส่วนที่ต่ำลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารอยากให้นักลงทุนและผู้ถือหุ้นมุ่งเน้นและให้ความสำคัญกับการพิจารณาบรรทัดสุดท้ายในงบการเงินหรือกำไรสุทธิ (Bottom Line) เป็นหลัก เนื่องจากในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงธันวาคมของปีนี้ จะเป็นช่วงเวลาของการทุ่มเทเพื่อเตรียมความพร้อมและทำข้อตกลงในกลุ่มธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะยังไม่สามารถรับรู้รายได้เข้ามาในงบการเงินของปีนี้ได้ทันที โดยรูปแบบของธุรกิจใหม่ดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการเจรจาพูดคุยเชิงลึก ซึ่งมีทั้งโอกาสในการเติบโตในลักษณะออร์แกนิก (Organic) การร่วมมือเป็นพันธมิตร (Collaboration) หรือการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture หรือ JV) กับพันธมิตรรายอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของทิศทางธุรกิจใหม่ทั้งหมดนี้อย่างเป็นระบบในช่วงไตรมาสที่ 2/2570 เป็นต้นไป ขณะที่ในส่วนของงานหัตถการเดิมที่โรงพยาบาลมีอยู่นั้น ทีมแพทย์ของสถาบันมีความเชี่ยวชาญและทำได้ดีอย่างยอดเยี่ยมอยู่แล้ว เพียงแค่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอและการสื่อสารการตลาดใหม่ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจ เข้าถึงได้ง่าย และมีความถูกต้องตามหลักเกณฑ์วิชาการ
“บริษัทเปิดกว้างและมีแนวทางในการร่วมมือกับพันธมิตรรายรอบ (Collab) ไม่ว่าจะเป็นอาคารหรือธุรกิจใกล้เคียง รวมถึงสถานพยาบาลอื่น ๆ ที่ยินดีร่วมมือกันเพื่อสร้างการเติบโตในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ตลอดจนการพิจารณาจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการธุรกิจในบางส่วน หรือร่วมมือกับกลุ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านอื่น ๆ เช่น แพทย์โรคผิวหนัง หรือแพทย์ดูแลเส้นผม เพื่อเข้ามาร่วมขยายการบริการให้ครบวงจรยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สถาบันยังมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างไปสู่การเป็นศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์ (Academy) การทำวิจัย และการจัดสัมมนาทางวิชาการเพื่อยกระดับวงการศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าของไทย” นางพรพิวรรณ กล่าว
สำหรับการรุกตลาดต่างประเทศ (International Market) นั้น โรงพยาบาลธีรพร เพิ่งเริ่มเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกอย่างจริงจังเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา แม้จะเปิดดำเนินธุรกิจมานานกว่า 40 ปี โดยกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในช่วงแรกมาจากความศรัทธาในฝีมือแพทย์ระดับตำนานผ่านการบอกต่อและการเข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งจุดเด่นที่ดึงดูดลูกค้าต่างชาติคือความสามารถในการผ่าตัดปรับแก้ใบหน้าเสร็จสมบูรณ์ได้ภายในระยะเวลา 3 วันที่พำนักในประเทศไทย แผนรุกตลาดโลกนี้ริเริ่มโดย ผศ.นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ตั้งแต่ก่อนเข้ามาร่วมงานกับทางโรงพยาบาลอย่างเป็นทางการ และในปี 2569 นี้จะร่วมกันสานต่อและขยายฐานลูกค้าในสากลอย่างเต็มที่
โดยแผนการขยายตลาดต่างประเทศ ถือเป็นความท้าทายใหม่ที่บริษัทพร้อมเปิดเกมรุกอย่างจริงจังเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากภายนอกประเทศ โดยบริษัทเตรียมรื้อฟื้นและกลับไปเจรจากลุ่มลูกค้าจากประเทศกัมพูชาที่เคยเป็นฐานลูกค้าสำคัญในอดีต รวมถึงการเจาะตลาดเป้าหมายใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น จีน อินโดนีเซีย และอิสราเอล ผ่านช่องทางตัวแทนทางการแพทย์ (Agents) และความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ สำหรับประเด็นด้านราคาหุ้นของ TRP ในตลาดหลักทรัพย์ที่อาจปรับตัวต่ำกว่าราคาเสนอขายครั้งแรก (IPO) นั้น ขอสร้างความมั่นใจแก่ผู้ถือหุ้นว่า สถานการณ์ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงเป็นภาพรวมที่เกิดขึ้นเกือบทั้งตลาดทุนในปัจจุบันและไม่ได้สะท้อนถึงผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทแต่อย่างใด จึงอยากให้นักลงทุนมองหุ้น TRP เป็นหุ้นคุณค่าที่มีความยั่งยืน มีประวัติการจ่ายปันผลที่ดี และดำเนินงานภายใต้ความน่าเชื่อถือระดับสูงของทีมแพทย์ ซึ่งควบคุมมาตรฐานการสอนและกำกับดูแลโดย ผศ.นพ.ชลธิศ มายาวนานกว่า 40 ปี จนทำให้อัตราการฟ้องร้องหรือเคลมสิทธิ์ของคนไข้แทบเป็นศูนย์
โดยปัจจุบันมีการเริ่มลงนามสัญญากับเอเจนซี่ในประเทศอินโดนีเซียแล้ว ซึ่งมีทั้งรูปแบบการส่งคนไข้เข้ามารักษา และการจัดตั้งบุคลากรดูแลประจำการในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายพันธมิตรตัวแทนไปยังประเทศเวียดนามผ่านช่องทางหอการค้า ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทางโรงพยาบาลจะไม่มีนโยบายการแข่งขันด้วยการตัดราคาหรือลดราคาสินค้าเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างเด็ดขาด
“โรงพยาบาลธีรพรในอดีตเปรียบเสมือน ‘เสือที่มีลวดลายงดงามแต่เก็บตัวอยู่ในถ้ำ’ โดยไม่ได้ออกไปแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด แต่หลังจากนี้ TRP จะก้าวออกจากถ้ำอย่างสง่างาม โดยเลือกสรรกลุ่มเป้าหมายอย่างระมัดระวัง ไม่เน้นการเติบโตแบบก้าวร้าวหรือยอมลดคุณค่าของแบรนด์ ซึ่งดีเอ็นเอที่สำคัญที่สุดคือการรักษาตัวตนดั้งเดิมและความยั่งยืนของธีรพรเอาไว้ ภายใต้ปรัชญาของอาจารย์แพทย์ชลธิศ ที่มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตและการรักษาคุณธรรมมากกว่าการเน้นแสวงหาผลกำไรเพียงอย่างเดียว พัฒนาการของธีรพรที่เติบโตอย่างมั่นคงจากห้องแถวขนาดเล็กย่านท่าดินแดง สู่ห้องเช่าที่ไอคอนสยาม และขยายตัวสู่โรงพยาบาลในปัจจุบัน สะท้อนถึงความอดทนต่อคำสบประมาทเรื่องการไม่ขยายสาขานับร้อยสาขาเหมือนลูกศิษย์คนอื่น ๆ แต่เลือกที่จะดำรงความแข็งแกร่งอยู่ที่สาขาหลักเพียงแห่งเดียวอย่างมีเอกลักษณ์” นางพรพิวรรณ กล่าว
ในมิติทางการเงินและการประเมินแนวโน้มธุรกิจ ย้อนหลังพบว่าตัวเลขรายได้รวมของโรงพยาบาลธีรพรเคยเติบโตพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดที่ระดับกว่า 800 ล้านบาท ก่อนจะปรับตัวลดลงเนื่องจากขาดมาตรการการตลาดเชิงรุก ประกอบกับปัจจัยลบของสภาพเศรษฐกิจและจากเรื่องปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์กับประเทศกัมพูชา ส่งผลให้ชาวกัมพูชา ลดการใช้บริการของโรงพยาบาล จากในอดีตที่เคยเดินทางเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ บริษัทตั้งเป้าสกัดการชะลอตัวของยอดขายให้หยุดนิ่งอย่างรวดเร็ว โดยคาดหวังว่าในปี 2570 ยอดขายจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับ 3 หลัก และภายในระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า เมื่อมีการเปิดให้บริการกลุ่มธุรกิจ Longevity เข้ามาเสริมทัพ จะช่วยขับเคลื่อนรายได้รวมให้พุ่งสู่ระดับ 4 หลักได้อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้ลงทุนและสาธารณชนควรพิจารณาคือ บรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน (Bottom Line) ของโรงพยาบาลธีรพรที่สะท้อนถึงการบริหารงานบนฐานจริยธรรมที่เข้มงวด ซึ่งต่างจากคลินิกศัลยกรรมความงามทั่วไปที่อาจโฆษณาตัวเลขรายได้ขั้นต้นไว้สูงแต่ขาดจริยธรรมในการดำเนินงาน สำหรับธุรกิจความงามที่บริหารจัดการอย่างโปร่งใสตามหลักการแพทย์และจริยธรรมนั้น อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit) ควรอยู่ที่ระดับตัวเลขสองหลักแก่ ๆ หรือตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไป
สำหรับประเด็นที่ผลประกอบการในงบการเงินล่าสุดแสดงผลกำไรปรับตัวลดลงนั้น มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางบัญชีเรื่อง "ค่าเสื่อมราคา" (Depreciation) ของอาคารโรงพยาบาลสูง 5 ชั้นแห่งใหม่เป็นสำคัญ ซึ่งเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจในการขยายกำลังการผลิตเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว และทางฝ่ายบริหารมั่นใจว่าจะสามารถเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่ (Capacity) และแก้ไขโครงสร้างตัวเลขกำไรให้กลับมาโดดเด่นและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ตามเป้าหมายขององค์กรอย่างแน่นอน
สัดส่วนรายได้หลักในปีนี้ของ TRP จะยังคงมาจากกลุ่มงานหัตถการ (Procedures / Surgeries) ในสัดส่วนที่มากกว่าร้อยละ 90 เช่นเดิม ขณะที่กลุ่มงานผิวพรรณและความงามหรือสกิน (Skin) แม้จะเห็นว่ามีการเติบโตและได้รับความนิยมสูงจากการที่มีคลินิกความงามประเภทเน้นการฉีดสารเติมเต็มกระจายตัวอยู่อย่างหนาแน่นตามห้างสรรพสินค้าหรือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ทั่วไป แต่กลุ่มตลาดดังกล่าวมีสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมาก ในส่วนของโรงพยาบาลธีรพรยังคงยึดมั่นในการให้บริการหัตถการที่สำนักงานใหญ่เพียงแห่งเดียว โดยไม่มีนโยบายขยายสาขาจำนวนมากเหมือนธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากงานหัตถการของธีรพรเป็นงานฝีมือที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับมิติด้านความปลอดภัย ความชำนาญของแพทย์เฉพาะทาง และองค์ประกอบของห้องปฏิบัติการผ่าตัดที่ถูกต้องเหมาะสมตามมาตรฐานกฎหมายและหลักการแพทย์ การเปิดสาขาจำนวนมากจึงไม่ตอบโจทย์ทั้งในเชิงความถูกต้องของการทำศัลยกรรมตกแต่งและความคุ้มค่าทางธุรกิจ

นพ.ธนจักร สินรัชตานันท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารรุ่นใหม่ของบริษัท เอสเตติก คอนเนค จำกัด (มหาชน) หรือ TRP กล่าวว่า จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ธีรพรและแบรนด์ในเครือเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ คือทักษะและฝีมืออันเป็นเลิศของทีมแพทย์ที่ได้รับการถ่ายทอดสายตรงจากดีเอ็นเอของความเจาะลึกและการเป็นนวัตกร (Innovator) ของอาจารย์แพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ องค์ความรู้ด้านการแพทย์เหล่านี้เป็นเทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่มีการบันทึกไว้ในตำราศัลยกรรมของชาติตะวันตก แต่ได้รับการทดสอบและยอมรับว่าปลอดภัยจากผู้เข้ารับบริการทั้งชาวไทยและต่างชาติทั่วโลก อีกทั้งยังได้รับการดูแลภายใต้ปรัชญาที่ยึดถือคนไข้เสมือนเป็นญาติในครอบครัว มากกว่าการเป็นลูกค้าหรือผู้ป่วยทั่วไป ซึ่งดีเอ็นเอด้านการรักษาควบคู่การต้อนรับที่เป็นมิตรนี้ได้รับการปลูกฝังอย่างยาวนานกว่า 30 ปี จนกลายเป็นรูปธรรมและนามธรรมที่ผู้มาเยือนสัมผัสได้ทันทีว่าธีรพรไม่ใช่เพียงแค่โรงพยาบาล แต่คือบ้านหลังหนึ่งที่อบอุ่น
อีกทั้งการก้าวเข้ามาบริหารงานร่วมกับ นางพรพิวรรณ นิรมลเฉิดฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ในครั้งนี้ ถือเป็นโครงสร้างแบบไฮบริด (Hybrid) ที่ผสานจุดแข็งระหว่างแพทย์ผู้มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการบริหารงานที่เป็นระบบของมืออาชีพ เพื่อยกระดับจากธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กสู่โครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่ ความน่าสนใจของการร่วมทัพบริหารในครั้งนี้คือความผูกพันเชิงพื้นที่ เนื่องจากทีมบริหารที่กำลังร่วมกันสร้างขึ้นมานั้น ล้วนเป็นกลุ่มคนที่เติบโตและคุ้นเคยกับย่านฝั่งธนบุรีมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ทำให้มีความเข้าอกเข้าใจในวัฒนธรรมและเป้าหมายร่วมกันเป็นอย่างดีเพื่อขับเคลื่อนให้โรงพยาบาลธีรพรกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ (Attraction) ระดับนานาชาติ
ในด้านของนวัตกรรมการรักษาพยาบาล TRP ยังคงเติบโตอย่างมั่นคงจากกลุ่มศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า (Facial Plastic Surgery) ที่เน้นอวัยวะส่วนที่อยู่เหนือไหล่ขึ้นไปทั้งหมด และเตรียมขยายความเชี่ยวชาญไปยังหัตถการที่เกี่ยวข้องในส่วนอื่น ๆ เพื่อเสริมความงามควบคู่กับเรื่องสุขภาวะยืดอายุขัย (Longevity) โดยผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นเรือธง (Flagship Service) ประจำปี 2569 นี้คือ เทคโนโลยี MET หรือสเต็มเซลล์ไขมัน (MCell) ซึ่งเป็นการนำเนื้อเยื่อไขมันของร่างกายคนไข้มาผ่านกระบวนการสกัดและปลูกถ่ายเซลล์ไขมันสดกลับเข้าไปใหม่เพื่อแก้ไขโครงสร้างและฟื้นฟูผิวพรรณอย่างเป็นธรรมชาติ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ความงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังสร้างความอ่อนเยาว์และส่งเสริมสุขภาวะที่ดีจากภายในร่างกายอย่างแท้จริง
“การปรับกลยุทธ์ของธีรพรจากอดีตที่ตั้งรับรอให้ลูกค้าเดินทางเข้ามาเองตามคำบอกเล่าและชื่อเสียงของอาจารย์แพทย์ มาสู่การทำตลาดเชิงรุก (Offensive Marketing) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ปัจจุบัน TRP มีกองทัพผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติ เช่น นางพรพิวรรณ ที่มีประสบการณ์ตรงจากประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาแข่งขันกับเกาหลีใต้ รวมถึงทีมบริหารที่เคยมีประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ผมเองก็มีความคุ้นเคยกับตลาดภูมิภาคอาเซียนมาตั้งแต่เด็ก การเปิดเกมรุกครั้งนี้จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเจาะกลุ่มลูกค้าจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่มีความต้องการด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าคุณภาพสูง เดินทางสะดวก และได้รับการเสนอระดับราคาที่สมเหตุสมผลและจับต้องได้ง่ายกว่าการเดินทางไปรับการรักษาที่ประเทศเกาหลีใต้ ในด้านความยั่งยืนและการแข่งขันในอุตสาหกรรมความงามที่มีความรุนแรง TRP มุ่งเน้นการรักษาจุดยืนดั้งเดิมนั่นคือการบริการที่เป็นมิตรและเข้าถึงได้ง่ายอย่างยั่งยืน” นพ.ธนจักร กล่าวในที่สุด