อสมท จุดชนวนศึกรีดมูลค่าสินทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เดินหน้าเปิดประมูลสิทธิ์เช่าระยะยาวที่ดินทำเลทอง 3 แปลงรวด นำทัพโดย "ขุมทรัพย์รัชดา-ห้วยขวาง 50 ไร่" มูลค่าเกือบหมื่นล้าน จุดตัดรถไฟฟ้า 2 สาย เผยยักษ์ใหญ่อสังหาฯ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แห่ชิงซอง รีด Cash Flow ก้อนโตหนุนสภาพคล่อง ควบคู่ยุทธศาสตร์ลีนองค์กรสุดทาง-ปรับโครงสร้างบุคลากรลดวูบเหลือ 900 คน พร้อมเดิมพันอนาคตทุ่มนวัตกรรม "หนัง AI" หั่นต้นทุนผลิต 10 เท่า ลุยตลาดซีรีส์แนวตั้งบนแอป MCOT Connect ตั้งเป้าพลิกฟื้นผลประกอบการกลับมากวาดกำไรภายในไตรมาส 1-2 ปี 2570 รับมือยุคไร้ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลปี 2572

บทบาท “รัฐวิสาหกิจไฮบริด” แบกภารกิจรัฐแต่ต้องหาเงินเอง
ดร.ญาดา กาศยปนันทน์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT เปิดเผยถึงทิศทางอนาคตขององค์กรสื่อเก่าแก่ที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตสื่อดั้งเดิมที่ผู้ชมลดลงอย่างต่อเนื่อง ว่า อสมท ในฐานะรัฐวิสาหกิจที่ต้องบริหารจัดการตนเองโดยไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ จำเป็นต้องเร่งปรับตัวสู่ "Digital Platform" อย่างเต็มรูปแบบ หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้คือการนำทรัพย์สินที่ดิน (Asset) ที่ไม่ได้ใช้งานในภารกิจหลักมาสร้างมูลค่า โดยไฮไลต์อยู่ที่ที่ดินทำเลทองย่านรัชดา-ห้วยขวาง ขนาด 50 ไร่ ซึ่งเตรียมเปิดประมูลสิทธิ์เช่าระยะยาวเพื่อระดมทุนมหาศาลมาใช้ในการพัฒนา Content รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์เพื่อลดต้นทุนมหาศาลจากการจ้างนักแสดง และทีมโปรดักชันแบบเดิม ควบคู่ไปกับการรักษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ในฐานะสื่อกลางที่น่าเชื่อถือที่สุดผ่านโครงการ "ชัวร์ก่อนแชร์" มุ่งเป้าพลิกฟื้นผลประกอบการและวางรากฐานสู่อนาคตที่ไร้เงาใบอนุญาตทีวีดิจิทัลในปี 2572
“ความยากลำบากของ อสมท คือเป็น‘รัฐวิสาหกิจที่มีลักษณะพิเศษ’ คือแม้จะมีกระทรวงการคลังและธนาคารออมสินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่บริษัทไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐเลย ในขณะที่ต้องแบกภารกิจสองด้าน คือเป็นทั้ง ‘สื่อของรัฐ’ที่ต้องนำเสนอภาพลักษณ์ภาครัฐ และเป็น ‘สื่อของประชาชน’ ที่ต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ เมื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงถูกมองว่าเป็นสื่อเอกชนในการประมูลใบอนุญาตต่าง ๆ ทำให้เสียเปรียบด้านเงินทุนเมื่อเทียบกับยักษ์ใหญ่ภาคเอกชน” ดร.ญาดา กล่าว

เปิดขุมทรัพย์ที่ดินรัชดา-ห้วยขวาง และแผนประมูล 3 แปลงรวด
สำหรับความคืบหน้าการพัฒนาที่ดินซึ่งเป็นสินทรัพย์สำคัญ อสมท เตรียมเปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่และแปลงย่อยรวม 3 แห่ง ได้แก่

1.ที่ดินย่านรัชดา-ห้วยขวาง พื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่เศษ เป็นแปลงที่ได้รับความสนใจสูงสุด ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ใกล้ถนนรัชดาภิเษก ด้านเหนือติดศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและกระทรวงวัฒนธรรม ด้านทิศใต้ติดถนนเทียมร่วมมิตร ด้านทิศตะวันนออกติดลำชวดกระทุ่มโพง ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย และศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน มีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญครบครัน จุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะที่สำคัญ ซึ่งเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้า 2 สาย ได้แก่ สายสีส้ม (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี) และสายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ – ท่าพระ และหัวลำโพง – บางแค) และความได้เปรียบของการอยู่ติดสถานี Interchange โครงการนี้จะถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้าใต้ดินโดยตรงแบบไร้รอยต่อ (Seamless Integration) ดึงดูดทั้งปริมาณผู้คน (Traffic) และเพิ่มมูลค่าให้กับพื้นที่เช่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นพื้นที่พาณิชย์ผืนใหญ่ที่สุดในย่านนี้ ที่มูลค่ามหาศาล ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรับผังเมืองจาก "สีน้ำตาล" เป็น "สีแดง" (พื้นที่พาณิชยกรรม) ภายในปี 2570 ซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาอาคารสูงและโครงการขนาดใหญ่ได้หลากหลายรูปแบบ ปัจจุบันราคาประเมินปัจจุบันอยู่ที่กว่า 400,000 บาท/ตารางวา รวมมูลค่าที่ดินทั้งผืนเกือบ 10,000 ล้านบาท (ประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท)

สำหรับแผนพัฒนาที่ดินระยะยาว อสมท เปิดโอกาสให้นักลงทุนเสนอแนวคิดอย่างกว้างขวาง โดยไม่จำกัดรูปแบบธุรกิจ ทั้งโครงการขนาดใหญ่ หรือศูนย์พาณิชยกรรมในรูปแบบต่างๆสามารถรองรับทั้งอาคารสำนักงาน , ศูนย์การค้า หรือโรงแรมชั้นนำ เพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีอาคารพักอาศัยและสำนักงานบริษัทชั้นนำอยู่โดยรอบ โดยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา อสมท ได้ประกาศเปิดจำหน่ายเอกสารโครงการให้เช่าที่ดิน 50 ไร่เศษ ย่านรัชดา – พระราม 9 ในระยะยาว ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างมาก โดยจะปิดจำหน่ายเอกสารโครงการฯ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นอกจากนี้ ยังให้ความสนใจเช่าใช้ที่ดินในระยะสั้นเป็นจำนวนมาก ทั้งการใช้พื้นที่จัดกิจกรรม Music Festival เทศกาล/งานดนตรีระดับโลก, สถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาความเหมาะสมต่อไป

“โดยทางเข้า – ออก ที่ดิน 50 ไร่เศษ ขอ อสมท ได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อขออนุญาตใช้ที่ดินของ รฟม. เป็นทาง เข้า – ออก สู่ทางสาธารณะ จำนวน 2 ช่องทาง ช่องทางละ 20 เมตร) รวมถึงมีทางเข้า – ออก ภาระจำยอมด้านกระทรวงวัฒนธรรมอีกด้วย ขณะนี้มีผู้ประกอบการด้าน Property ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สนใจเข้ามาซื้อซองประมูลแล้วหลายราย แม้ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ปัจจุบันจะค่อนข้างนิ่ง แต่บริษัทมั่นใจในศักยภาพของพื้นที่ที่เป็นจุดตัดรถไฟฟ้า 2 สายและเป็นพื้นที่ที่ยังมีชีวิตชีวา โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดแก่ผู้ซื้อซองในวันที่ 2 กันยายน 2569 นี้ ทั้งนี้รายได้จากการประมูลในรูปแบบ Upfront และค่าเช่ารายปี (ที่จะปรับขึ้น 10% ทุก 3 ปี) จะถูกนำมาใช้เป็นสภาพคล่องหลักในการลงทุนธุรกิจอนาคตในช่วงปี 2570-2571” ดร.ญาดา กล่าว
2.ที่ดินย่านหนองแขม จำนวนทั้งหมด 40 ไร่ ซึ่งติดที่ดินของกลุ่มช่อง 3 ติดมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เป็นพื้นที่อยู่อาศัยหนาแน่น (ผังสีเขียว) เตรียมประกาศประมูลต่อจากแปลงรัชดาภิเษก เป็นลำดับถัดไป มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท
3.ที่ดินย่านบางไผ่ จำนวนทั้งหมด 59 ไร่เศษ มูลค่า 300 กว่าล้านบาท เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยแนวราบ (ผังสีเหลือง)เตรียมออกประมูลภายในปีนี้เช่นกัน

นวัตกรรม "หนัง AI": ทางออกการลดต้นทุนละคร 10 เท่า
ดร.ญาดา กล่าวต่อว่า ในการพัฒนาเนื้อหา (Content) อสมท วางแผนจะก้าวข้ามข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ปกติละคร 1 เรื่องต้องใช้เงินสูงถึง 10-20 ล้านบาท ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ จะมีความคุ้มค่าในการผลิตภาพยนตร์ AI คุณภาพสูงที่มีความยาวประมาณ 90 นาที มีต้นทุนเพียง 2-3 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าการจ้างนักแสดงจริงมหาศาล อีกทั้งยังมีความหลากหลาย สามารถผลิตได้หลากหลายแนว ทั้งดราม่า แฟนตาซี หรือแนวหนังจีน โดย อสมท อยู่ระหว่างเจรจากับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI (โดยเฉพาะจากประเทศจีน) เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ร่วมกันโดยกลยุทธ์การฉายคอนเทนต์เหล่านี้จะถูกออกแบบให้ดูได้ทั้งแนวตั้ง (ผ่านมือถือ/แท็บเล็ต) และแนวนอน (ผ่านทีวี) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคทุกกลุ่ม
ยุทธศาสตร์สู่ยุคดิจิทัลและสตรีมมิ่ง (MCOT Connect)
ทั้งนี้ อสมท มีแผนเตรียมย้ายฐานที่มั่นจากหน้าจอทีวีไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มตัวผ่านแอปพลิเคชัน MCOT Connect โดยจะมีโมเดลรายได้ที่ผสมผสานทั้งการดูฟรี (Free Content) สำหรับข่าวสารที่เป็นประโยชน์ตามภารกิจ และการเก็บค่าสมาชิก (Subscription) สำหรับความบันเทิงพรีเมียม นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการดึงคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมจากโลกออนไลน์กลับมานำเสนอผ่านหน้าจอทีวีเพื่อดึงฐานคนดูรุ่นใหม่ (Gen Alpha/Gen Z) ให้กลับมาใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น
“ยอมรับว่าการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวทำได้ยากเนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบาย กสทช. เกี่ยวกับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลที่จะสิ้นสุดในปี 2572 อสมท จึงต้องเตรียมแผนรองรับไว้ทั้งสองทาง คือการรักษาคุณภาพสื่อทีวีที่เน้นความจริงแท้ (Fact-based) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตเต็มรูปแบบ โดยหวังว่ารัฐบาลจะยังเล็งเห็นความสำคัญของ "ทีวีของรัฐ" ในการเป็นช่องทางสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วประเทศและน่าเชื่อถือที่สุด”ดร.ญาดา กล่าว
สถานะทางการเงินลดรายจ่ายเพื่อความอยู่รอด
ในปัจจุบัน อสมท สามารถบริหารจัดการให้ภาวะขาดทุนลดลงผ่านการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพเอาไว้ โดยรายได้จากการปล่อยเช่าที่ดินระยะสั้น (เช่น กิจกรรม S2O) และรายได้จากการประมูลที่ดินระยะยาวจะกลายเป็น "เงินทุนสายเลือดใหม่" ที่นำมาใช้ในการขับเคลื่อนโครงการดิจิทัลทั้งหมดเพื่อให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน
โดยความคืบหน้าการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับวิกฤติสื่อทีวีดิจิทัล ที่รายได้จากโฆษณาลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างรายได้ผ่านช่องทางใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI Content บนแพลตฟอร์มดิจิทัล และการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ดินทำเลทอง 3 แปลง คือ ทำเลรัชดา-ห้วยขวาง, ทำเลหนองแขม และ ทำเลบางไผ่ เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงิน โดยเฉพาะที่ดินย่านรัชดา-ห้วยขวาง ที่กำลังได้รับความสนใจจากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ระดับแนวหน้า ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามทิศทางในระยะสั้นและระยะกลาง อสมท เร่งบริหารจัดการต้นทุนและบุคลากรควบคู่ไปกับการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Non-Broadcasting ให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้าหมายหลักคือการรักษากระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน และวางโรดแมปนำพาองค์กรกลับมาสร้างผลกำไรให้ได้ภายในช่วงไตรมาส 1 หรือ 2 ของปี 2570 ทั้งนี้บริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพื้นที่เชิงพาณิชย์และนวัตกรรมสื่อรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนในอนาคต

รุกตลาด AI Content ชู "หนังแนวตั้ง" ตอบโจทย์ผู้ชมยุคดิจิทัล
ดร.ญาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า อสมท กำลังเร่งพัฒนาคอนเทนต์ในรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ ซึ่งจะมีหลากหลายธีม อาทิ ภาพยนตร์ จีนกำลังภายในที่นำมาทำใหม่ , ภาพยนตร์ ดราม่า และ ภาพยนตร์ฝรั่ง โดยจะเน้นการผลิตเพื่อลงในแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยเฉพาะในรูปแบบ "หนังแนวตั้ง" ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการในตลาดสูงมาก โดยตั้งเป้าผลิตอย่างน้อยกลุ่มละ 20 เรื่องขึ้นไป
ในการผลิตคอนเทนต์ AI นี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคุณภาพและต้นทุนที่แตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม โดยหากเป็นเกรดสำหรับออกอากาศทางทีวีจะต้องใช้คุณภาพสูงสุดเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่ผู้ชมมักจับสังเกตได้ง่าย เช่น รายละเอียดของเครื่องประดับ หรือ ต่างหู ที่อาจหายไปในบางเฟรม แต่สำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เน้นความสนุกและภาพสวยงามในรูปแบบแนวตั้ง จะสามารถบริหารต้นทุนได้ยืดหยุ่นกว่าเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการดูแบบเพลินๆ ของผู้ชม
ปรับโครงสร้างบุคลากร จาก 1,400 สู่ 900 คน พร้อมลีนองค์กรสุดทาง
ดร.ญาดา กล่าวต่อว่า ในด้านการบริหารจัดการภายใน ยอมรับว่าปัญหาหลักขององค์กรไม่ใช่เรื่องอุปกรณ์พัสดุแต่คือเรื่อง "บุคลากร" ซึ่งในบริบทของรัฐวิสาหกิจการลดจำนวนพนักงานเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก อย่างไรก็ตาม อสมท ได้ดำเนินโครงการสมัครใจลาออกไปแล้วจนถือว่ามาถึงจุดที่ทำได้มากที่สุดในขณะนี้ โดยปัจจุบันมีพนักงานและลูกจ้างประจำรวมประมาณ 900 คน ลดลงจากช่วงปี 2563 ที่เคยมีสูงถึง 1,400 คน
หลังจากนี้ แผนงานจะมุ่งเน้นไปที่การ "หารายได้เพิ่ม" เป็นหลัก มากกว่าการลดค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว โดยใช้ช่องทาง AI Channel เป็นกลยุทธ์สำคัญ สำหรับเป้าหมายทางการเงินนั้น บริษัทมุ่งหวังการสร้าง Cash Flow หรือกระแสเงินสดหมุนเวียนให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเป้าหมายการกลับมามีกำไร (Turnaround) ที่เห็นผลสัมฤทธิ์ชัดเจนนั้นคาดว่าจะอยู่ในช่วงไตรมาส 1 หรือ 2 ของปี 2570
กางตัวเลขการเงิน: คุมงบปี 67 ไม่เกิน 1,200 ล้านบาท
ข้อมูลจากงบการเงินระบุว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,400 ล้านบาท แต่สำหรับปี 2567 นี้ ในครึ่งปีแรกใช้ไปกว่า 600 ล้านบาท ทำให้คาดการณ์ว่าจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งปีให้อยู่ในระดับ 1,200 ล้านบาทเศษ โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาสภาพคล่องล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่น
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรธุรกิจรายใหญ่ โดยล่าสุดได้เข้าพบผู้บริหารเครือบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) หรือ "สหพัฒน์" เพื่อนำเสนอโปรเจกต์ AI ใหม่ๆ สำหรับวางโฆษณา ซึ่งได้รับการแลกเปลี่ยนไอเดียเชิงบวกในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ปรับสมดุลรายได้ ดิจิทัลต้องนำหน้าทีวี
ทั้งนี้ อสมท ตั้งเป้าที่จะปรับสัดส่วนรายได้จาก Non-Broadcasting (CAT) ให้สูงกว่าธุรกิจทีวีดั้งเดิม (BCAT) เนื่องจากปัจจุบันค่าโฆษณาทางทีวีอยู่ในระดับที่ต่ำมากและเม็ดเงินไหลไปสู่สื่อออนไลน์เป็นหลัก การรุกเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลจึงเป็นทางออกเดียวที่องค์กรจะสามารถแข่งขันได้ในเวทีที่เท่าเทียม โดยบริษัทพร้อมที่จะเป็นต้นแบบสื่อที่มีจริยธรรมควบคู่ไปกับความทันสมัยในโลกออนไลน์
อสมท กางพิมพ์เขียวบริหารที่ดิน 3 แปลงทอง! รัชดา-หนองแขม-บางไผ่ ชูโมเดล "Open Purpose" ดึงเอกชนเช่าระยะยาว 30 ปี ปั้นรายได้ระยะยาวคู่ขนานอีเวนต์ใหญ่ หวังสร้าง Cash Flow มั่นคงรับยุคเปลี่ยนผ่านสื่อ
สำหรับผลประกอบการ 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน 2569) อสมท มีรายได้จากธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีก่อน และมีการขาดทุนลดลง ปรับตัว "ดีขึ้น" ร้อยละ 9 ด้านค่าใช้จ่ายลดลงจากช่วงปีก่อน ร้อยละ 8 อีกทั้ง บมจ.อสมท ได้รับเงินค่าตอบแทนจากการเรียกคืนคลื่นความถี่ฯ จาก สำนักงาน กสทช. จำนวน 491 ล้านบาท ซึ่งได้นำเงินจำนวนนี้ไปชำระเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินและมีเงินสดคงเหลือบางส่วนมาใช้เสริมสภาพคล่อง ทำให้ภาพรวมการดำเนินงาน "ดีขึ้น" อย่างไรก็ตาม บมจ.อสมท ยังคงเดินหน้าปรับปรุงรูปแบบธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและพัฒนาธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต โดยยังคงมุ่งมั่นในดำเนินธุรกิจสู่การเป็นองค์กรคุณภาพเป็นสื่อที่สร้างสรรค์ให้กับสังคมไทย ผสานแนวคิด ESG ตามแนวคิด “สื่อดี สังคมดี”

ถอดบทเรียนความสำเร็จ "รัชดา 50 ไร่" จากพื้นที่ว่างสู่ศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก
ด้าน นายพรชิต เปี่ยมศรี ผู้อำนวยการฝ่ายเลขานุการ และรักษาการผู้อำนวยการฝ่าย Asset Management บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ MCOT กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ขององค์กร โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนที่ดินศักยภาพสูงในมือให้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ "Open Purpose" ที่เปิดกว้างให้นักลงทุนนำเสนอโครงการพัฒนาที่ดินได้ทุกรูปแบบเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มแรงดึงดูดแก่ภาคเอกชน
สำหรับที่ดินแปลงไฮไลต์ย่านรัชดา-ห้วยขวาง 50 ไร่เศษ ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการจัดทำโซนนิ่งเพื่อเตรียมเปิดให้เช่าระยะยาว 30 ปี โดยในระหว่างนี้ อสมท ได้ปรับแผนสร้างรายได้ระยะสั้นผ่านกิจกรรมอีเวนต์ระดับโลกอย่าง S2O และกองถ่ายทำภาพยนตร์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจนมียอดจองพื้นที่ล่วงหน้าต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเตรียมขยายโมเดลความสำเร็จนี้สู่ที่ดินแปลงหนองแขมขนาด 40 ไร่ และแปลงบางไผ่ เพื่อสร้างกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่สม่ำเสมอ โดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงด้วยการให้เช่าแทนการร่วมทุน เพื่อรักษาความมั่นคงในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐอย่างยั่งยืน
“ความคืบหน้าการบริหารจัดการที่ดินผืนงามย่านรัชดา-ห้วยขวาง จำนวน 50 ไร่ ว่าปัจจุบัน อสมท กำลังอยู่ในช่วงการจัดโซนนิ่ง (Zoning) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดประมูลให้เช่าในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในช่วงระหว่างรอดำเนินการตามแผนงานหลัก บริษัทได้เปิดพื้นที่ให้เช่าระยะสั้นสำหรับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งผลงานที่ผ่านมาจากการจัดงาน S2O ได้สร้างความตระหนักรู้และดึงดูดผู้ประกอบการรายอื่นให้เข้ามาสอบถามข้อมูลพื้นที่อย่างไม่ขาดสาย” นายพรชิต กล่าว
นายพรชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน อสมท กำลังเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 2 ราย สำหรับการจัดกิจกรรมในรูปแบบอีเวนต์ระยะยาว (Long-term Event) ซึ่งมีระยะเวลาโครงการประมาณ 2 เดือนต่อราย โดยมองว่าการปล่อยเช่าในลักษณะรายเดือนมีความคุ้มค่ามากกว่ารายวัน กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นกองถ่ายทำภาพยนตร์ และเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ (Music Festival) ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างรายได้เสริม (NPV) ในระหว่างที่รอการลงทุนขนาดใหญ่
สยายปีกโมเดลธุรกิจสู่ "หนองแขม-บางไผ่" ชูจุดขาย "Open Purpose" ดึงนักลงทุน
นอกจากนี้ อสมท เตรียมนำความสำเร็จจากโมเดลที่ดินรัชดามาปรับใช้กับที่ดินแปลงอื่น คือ "หนองแขม" และ "บางไผ่" โดยเฉพาะที่ดินแปลงหนองแขมซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 40 ไร่ พร้อมอาคารสูง 4 ชั้น สำนักงาน และสตูดิโอเดิม ซึ่งได้รับมอบคืนมาจากไทยทีวีสีช่อง 3 หลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
โดยยุทธศาสตร์หลักที่ อสมท นำมาใช้คือการเปิดกว้างวัตถุประสงค์โครงการ (Open Purpose) โดยไม่จำกัดว่าเอกชนต้องพัฒนาที่ดินไปในทิศทางใด นื่องจาก อสมท ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ การระบุวัตถุประสงค์ที่ตายตัว เช่น ต้องทำ Data Center เท่านั้น อาจเป็นการสร้างความเสี่ยงและจำกัดโอกาสในการแข่งขัน การเปิดกว้างจะช่วยให้นักลงทุนสามารถนำเสนอโครงการที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และผังเมือง (โซนสีเหลือง) ได้อย่างอิสระ อาทิ ศูนย์สุขภาพ (Health Center) หรือโครงการพาณิชย์อื่นๆ เป็นต้น
จัดการข้อจำกัดทางกฎหมาย "ภาระจำยอม" ย้ำโปร่งใสตามสภาพจริง
สำหรับที่ดินแปลงหนองแขม มีประเด็นเรื่องทางเข้า-ออกซึ่งเป็น "ภาระจำยอม" ร่วมกับทางช่อง 3 ซึ่งทาง อสมท จะนำเสนอข้อมูลตามความเป็นจริง ว่าที่ดินมีข้อจำกัดด้านการสัญจรแบบพาณิชย์ที่ต้องมีการเจรจาเงื่อนไขร่วมกันต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม พื้นที่ภายในยังคงมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน และมีถนนสาธารณะที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้โดยตรงจากด้านอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมของโครงการ
ทำไมต้อง "เช่าระยะยาว 30 ปี"? หัวใจสำคัญของการคุมความเสี่ยง
ในการวิเคราะห์วิธีจัดหาผลประโยชน์ อสมท ได้เปรียบเทียบระหว่างการเช่า การร่วมทุน (Joint Venture : JV) และการขาย ซึ่งได้ข้อสรุปว่า "การเช่า" เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท เนื่องจาก
1.รักษาเจ้าของกรรมสิทธิ์: อสมท ยังคงถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินในฐานะหน่วยงานรัฐ ไม่มีการขายที่ดินออกไป
2.บริหารความเสี่ยง: การร่วมทุนมีความเสี่ยงสูงกว่าในแง่ของการบริหารจัดการและผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน
3.ความมั่นคงของผู้เช่า: สัญญาเบื้องต้นจะกำหนดที่ 30 ปีตามกฎหมายหน่วยงานรัฐ และให้สิทธิ์พิเศษที่เรียกว่า "First Right" แก่คู่สัญญาเดิม ซึ่งหมายความว่าผู้เช่าปัจจุบันจะมีสิทธิ์ในการเจรจาต่อสัญญาเป็นลำดับแรกเมื่อใกล้ครบกำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจในการลงทุนระยะยาว
“การบริหารจัดการที่ดินทั้ง 3 แปลงนี้ ไม่ใช่เพียงการหารายได้ แต่เป็นการปรับโครงสร้างสินทรัพย์ของ อสมท ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” นายพรชิต กล่าวในที่สุด