ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและจำนวนผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การเลือกพันธมิตรด้านการผลิตกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจึงมองว่า การเลือกโรงงานผลิตไม่ควรพิจารณาเพียงต้นทุนการผลิต แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานการผลิต ความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา ตลอดจนศักยภาพในการสนับสนุนการเติบโตของแบรนด์ในอนาคต

ดร.วราวุฒิ เรืองบุตร กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท ไวส์ พลัส โกรว์ จำกัด (Wise Plus Grow Co., Ltd.) เปิดเผยว่า การแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ใครผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น การเลือกโรงงานผลิตจึงเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เพียงการเปรียบเทียบราคา เพราะโรงงานที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ลดความเสี่ยง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน
Wise Plus Grow ระบุว่า ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังคงตัดสินใจเลือกโรงงานจากราคาค่าผลิตเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง โรงงานผลิตเครื่องสำอางไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้รับจ้างผลิต แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแบรนด์ตั้งแต่การวางแนวคิด การวิจัยและพัฒนาสูตร การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากโรงงานขาดความพร้อมหรือศักยภาพที่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ปัจจัยสำคัญประการแรกที่ผู้ประกอบการควรพิจารณา คือการเลือกโรงงานที่ได้รับการรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมทุกกระบวนการตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ การบรรจุ และการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าทุกชิ้นมีคุณภาพสม่ำเสมอและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกัน การได้รับการรับรอง ISO 22716:2007 สำหรับระบบการผลิตเครื่องสำอาง และ ISO 9001:2015 ด้านระบบบริหารคุณภาพ ยังสะท้อนถึงมาตรฐานการดำเนินงานที่สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอน
นอกเหนือจากมาตรฐานการผลิตแล้ว ทีม Research & Development (R&D) ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ เพราะไม่ได้มีหน้าที่เพียงคิดค้นสูตรใหม่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการคัดเลือกสารสกัดที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ การวิเคราะห์แนวโน้มตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Clean Beauty, Vegan และ Cruelty-Free ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในตลาดโลก

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเริ่มต้นสร้างแบรนด์ การเลือกโรงงานที่ให้บริการแบบ One Stop Service จะช่วยลดความซับซ้อนของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การพัฒนาแนวคิดและสูตรผลิตภัณฑ์ การจัดหาวัตถุดิบ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ตลอดจนการจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องตามกฎหมาย
ปัจจุบัน Wise Plus Grow ให้บริการรับผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์แบบครบวงจร ครอบคลุมการผลิตในรูปแบบ OEM, ODM และ OBM รองรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และเครื่องสำอาง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาตั้งแต่การพัฒนาสูตร การคัดเลือกส่วนผสม ไปจนถึงการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมรองรับการผลิตทั้งในรูปแบบ Small Batch สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต


ด้วยประสบการณ์ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากกว่า 10 ปี โรงงานของ Wise Plus Grow ได้รับการรับรอง GMP (Good Manufacturing Practice), ISO 22716:2007, ISO 9001:2015 และ Green Industry จากกระทรวงอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้ระบบบริหารคุณภาพ ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมให้บริการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างมั่นใจ
ดร.วราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายเพิ่มเติมว่า การสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมั่นตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิต การเลือกโรงงานที่มีมาตรฐานระดับสากล มีทีมวิจัยและพัฒนาที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมในการให้บริการอย่างครบวงจร จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้ผลิต แต่คือการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่จะช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ และวางรากฐานให้แบรนด์สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว