เครือโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล เขย่าวงการสาธารณสุขไทยด้วยการประกาศปฏิรูปครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี เปิดตัวแพลตฟอร์มผู้ช่วยแพทย์อัจฉริยะ“Addwise Comorbid” ยกระดับสู่ New Standard of Care ปลดล็อกขีดจำกัดการรักษาเดิมๆ สู้ภัยเงียบ “โรคร่วม-ภัยซ่อนเร้น” ในผู้ป่วยโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ มุ่งเป้าทลายกำแพงข้อมูลสุขภาพที่กระจัดกระจาย เปลี่ยนผ่านสู่ Value-Based Care ดูแลคนไข้ทั้งระบบแบบ Whole Person Care มุ่งผลลัพธ์สุขภาพที่ยั่งยืนมากกว่าแค่การรักษาตามอาการ
%20%E0%B8%99%E0%B8%9E.%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C%20%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99%E0%B9%8C%20%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88.jpg)
นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้บทบาทและบริบทของระบบการดูแลสุขภาพได้ก้าวล้ำไปอีกขั้นหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากในความเป็นจริงทางคลินิกพบว่า ผู้ป่วยรายหนึ่งมักไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคเพียงแค่โรคเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงทางสุขภาพสูง และมักจะพบอาการของโรคร่วมหรือโรคอุบัติร่วม (Co-morbidities) หลายโรคพร้อมกันในคนเดียว ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดคือ โรคร่วมและความเสี่ยงอันตรายเหล่านั้นจำนวนมากยังไม่มีการแสดงอาการแสดงออกภายนอกให้ผู้ป่วยรู้ตัวในระยะแรกเริ่ม ขณะเดียวกัน ข้อมูลสุขภาพที่สำคัญอย่างมหาศาลของผู้ป่วยก็มักจะกระจัดกระจายอยู่ตามระบบและฐานข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา กระบวนการดึงข้อมูลและรวบรวมรายละเอียดเหล่านี้กลับมาให้ครบถ้วนเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคนั้น จำเป็นต้องใช้เวลานานและต้องอาศัยพยายามรวมถึงขีดความสามารถของบุคลากรอย่างหนัก
ด้วยเหตุนี้ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล จึงได้ร่วมมือกันวิจัยและพัฒนาพร้อมเปิดตัว “Addwise Comorbid” แพลตฟอร์มผู้ช่วยแพทย์อัจฉริยะ หรือ Clinical Intelligence Platform ครั้งแรกในประเทศไทย ที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยแพทย์ประเมินและค้นหาความเสี่ยงของโรคร่วม (Comorbidity) หรือภาวะแทรกซ้อนอย่างเป็นระบบรอบด้านอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 9 ระบบสำคัญของร่างกาย ช่วยให้แพทย์มองเห็นข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมต่อการดูแลไปยังแพทย์เฉพาะทางและทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team: MDT) ตามความเหมาะสม เพื่อยกระดับการดูแลให้แม่นยำ ปลอดภัย และต่อเนื่องมากขึ้น
“ระบบจะทำหน้าที่ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมารวบรวมและประมวลผล เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจของแพทย์ ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพรวมของตัวผู้ป่วยได้ครอบคลุมและลึกซึ้งมากกว่าเพียงแค่โรคหรืออาการเจ็บป่วยเฉพาะหน้าที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าหรืออาการที่คนไข้เดินทางมาเข้ารับการรักษาในวันนั้น ซึ่งสอดคล้องกับหัวใจหลักของวิชาชีพแพทย์ที่ได้รับการพร่ำสอนและสืบทอดกันมาตั้งแต่เริ่มต้นการเรียนแพทย์นั่นคือการดูแลคนไข้ทั้งตัว (Whole Person Care) ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเฉพาะจุดหรือเฉพาะอาการที่แสดงออกเท่านั้น”นพ.อนันตศักดิ์ กล่าว
%20Addwise%20Comorbid.jpg)
“Addwise Comorbid” ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มบริการสุขภาพยุคใหม่ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญอย่างยิ่งของเครือโรงพยาบาลในการขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ โดยหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2-3 ปีก่อน ทางเครือโรงพยาบาลได้เคยนำเสนอแนวคิด The New Era of Digital Health ซึ่งในขณะนั้นเป้าหมายสำคัญสูงสุดคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) เข้ามาช่วยยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในขั้นตอนต่าง ๆ ระยะเวลาการรอคอยที่ยาวนาน หรือความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับโรงพยาบาล โดยมุ่งเน้นการให้บริการ (Service) เป็นหลักผ่านเครื่องมือสำคัญ อาทิ แอปพลิเคชัน Health Up รวมถึงระบบ Tare Digital Engagement และการใช้ข้อมูล (Data) เป็นรากฐานในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพดิจิทัล (Digital Health Ecosystem) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ป่วย”นพ.อนันตศักดิ์ กล่าว
แพลตฟอร์มดังกล่าว จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวเข้าสู่หน้าใหม่หรือ Next Chapter ของระบบเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล (Digital Health) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการใช้ดิจิทัลเพื่อประโยชน์ในการบริการความสะดวกสบายทั่วไป สู่การนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในการดูแลสุขภาพและรักษาคนไข้ให้มีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมุ่งสร้างคุณค่าทางการแพทย์ (Medical Value) ในการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง โดยระบบบริการสุขภาพยุคใหม่กำลังก้าวพ้นจากการเชื่อมต่อฐานข้อมูลทั่วไป ไปสู่ระบบสุขภาพที่เข้าใจตัวตนและสภาพร่างกายของผู้ป่วยอย่างแท้จริง ผ่านการผสานและรวบรวมข้อมูลความชาญฉลาดทางคลินิก (Clinical Intelligence) เข้ากับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของทีมแพทย์ เพื่อช่วยให้สามารถมองเห็นระดับความเสี่ยงทางสุขภาพได้รวดเร็วกว่าเดิม ตัดสินใจวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่สุขภาพของผู้ป่วยอย่างมั่นใจ
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงทิศทางสำคัญในการก้าวสู่ระบบสาธารณสุขยุคใหม่ที่มุ่งเน้นคุณค่าและการรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ หรือ Value Based Care ซึ่งเครื่องชี้วัดความสำเร็จของระบบนี้จะไม่ได้วัดจากจำนวนหรือความล้ำสมัยของเทคโนโลยีที่นำมาติดตั้ง และไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งหรือปริมาณของการเข้ารักษาพยาบาล ทว่าเป้าหมายสุดท้ายจะถูกดึงกลับมาที่คำถามสำคัญว่า ผู้ป่วยได้รับผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นจริงหรือไม่ ได้รับกระบวนการดูแลรักษาที่เหมาะสม รวดเร็ว ปลอดภัย และมีความต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่ ตลอดจนระบบสามารถตรวจพบโรคสำคัญได้รวดเร็วตั้งแต่ในระยะแรกเริ่มก่อนที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นหรือไม่
%20Addwise%20Comorbid.jpg)
ความมุ่งมั่นดังกล่าวได้รับการหล่อหลอมและถ่ายทอดออกมาเป็นคำจำกัดความของคำว่า Partners for life สำหรับเครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแค่การอยู่เคียงข้างและดูแลผู้ป่วยในเวลาที่เกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาแล้วเท่านั้น แต่คือการสร้างระบบที่สามารถรู้จัก เข้าใจ และเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างลึกซึ้งและดีพอที่จะช่วยประเมินความเสี่ยงได้ล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเชื่อมต่อผู้รับบริการเข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาที่เหมาะสมและมีความต่อเนื่องยาวนานในทุก ๆ ช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในมิติของการป้องก่อนเกิดโรค การตรวจรักษาโรค ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพร่างกายให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์
ภายใต้ประสบการณ์ทางการแพทย์ที่สะสมมายาวนานกว่า 40 ปี เมื่อนำมาประสานร่วมกับเทคโนโลยีข้อมูลที่ทันสมัย และขีดความสามารถเฉพาะทางของบุคลากรทางการแพทย์ในเครือพญาไทและเครือเปาโล สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาหรือเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ทั่วไปในท้องตลาด แต่คือการปฏิรูปและสร้างระบบนิเวศการดูแลสุขภาพอัจฉริยะ (Intelligent Health Care Ecosystem) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและผลลัพธ์การรักษาไปสู่มาตรฐานใหม่แห่งการรักษาพยาบาล หรือ New Standard of Care อย่างแท้จริง โดยเครือโรงพยาบาลเชื่อมั่นว่า มาตรฐานใหม่นี้ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยความทันสมัยและซับซ้อนของเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว ทว่าขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถนำเทคโนโลยี ข้อมูล และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวผู้ป่วยได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นเพียงใด เพื่อความสามารถในการมองเห็นความเสี่ยงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และสร้างความสุขรวมถึงผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ป่วยทุกคนอย่างยั่งยืน

ด้าน นพ.เจตน์ จอห์น เทพทรงวัจ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลและสารสนเทศทางการแพทย์ รพ.พญาไท 2 และที่ปรึกษาฝ่ายข้อมูลและสารสนเทศทางการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า Addwise Comorbid ถูกพัฒนาขึ้นจากโจทย์สำคัญที่ต้องการยกระดับ software ที่ใช้ตรวจรักษาคนไข้ เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นข้อมูลสุขภาพและประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบและรอบด้านยิ่งขึ้น
Software พัฒนาจากการใช้ Review of Systems (ROS) มาช่วยในการประเมินอาการและความเสี่ยงของโรคร่วมอย่างเป็นระบบ โดย Algorithm ของ Software พัฒนาโดยยึดหลักการของ Evidence-Based Medicine โดยใช้ Clinical Practice Guideline ที่มีการตีพิมพ์และประกาศใช้ในปัจจุบัน เพื่อช่วยจัดระบบข้อมูล และชี้ให้แพทย์เห็นประเด็นความเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม ก่อนนำไปประกอบการประเมินและวางแผนการดูแลที่เหมาะสม
"คุณค่าของระบบไม่ได้อยู่เพียงว่าเทคโนโลยีฉลาดแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าสามารถช่วยให้แพทย์ดูแลผู้ป่วยได้อย่างเป็นระบบและปลอดภัยขึ้นอย่างไร Addwise Comorbid จึงทำหน้าที่เป็น Clinical Decision Support System โดยการประเมิน วินิจฉัย และตัดสินใจด้านการรักษายังคงอยู่ภายใต้ Clinical Judgment ของแพทย์ผู้ดูแล" นพ.เจตน์ กล่าว

นพ.ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ ผู้อำนวยการฝ่ายมาตรฐานการแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโล กล่าวว่า อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของกระบวนการดูแลรักษาคือการยกระดับบุคลากรสู่บทบาท “Longevity Assistant” (LA) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น Clinical Navigator ที่จะช่วยเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และแพลตฟอร์ม Addwise Comorbid เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรับฟัง รวบรวมข้อมูลสุขภาพ ตลอดจนความเข้าใจในพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วย เพื่อให้ข้อมูลทุกมิติมีความครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด ก่อนส่งต่อสู่การประเมินและการตัดสินใจรักษาของแพทย์อย่างแม่นยำ
เมื่อ Addwise Comorbid ช่วยชี้ให้เห็นประเด็นความเสี่ยง แพทย์จะยังคงเป็นผู้ประเมินและตัดสินใจทางคลินิก ขณะที่ Longevity Assistant จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและประสานกระบวนการดูแลตามแนวทางที่แพทย์กำหนด ทั้งการเชื่อมต่อไปยังแพทย์เฉพาะทางหรือทีมสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team : MDT) และช่วยให้การติดตามดูแลมีความต่อเนื่องมากขึ้น ถือเป็นบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อ “ข้อมูลและเทคโนโลยี” เข้ากับ “การดูแลที่เกิดขึ้นจริง” ตลอด เส้นทางของคนไข้ (Patient Journey)
“เทคโนโลยีช่วยให้เรามองเห็นข้อมูลได้เป็นระบบ แต่ Human Touch ช่วยให้เราเข้าใจบริบทของผู้ป่วยได้ลึกขึ้น Longevity Assistant จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อม Clinical Intelligence เข้ากับ Clinical Workflow ทำให้ข้อมูล ความเชี่ยวชาญของแพทย์ และการดูแลผู้ป่วยสามารถเดินหน้าไปด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพและต่อเนื่อง” นพ.ทวนทศพร กล่าว
พร้อมกันนี้ เครือโรงพยาบาลฯ ยังได้พัฒนา Addwise Comorbid Academy ควบคู่ไปกับตัวแพลตฟอร์ม เพื่อวางมาตรฐานการนำระบบไปใช้จริง ครอบคลุมทั้งการฝึกอบรมแพทย์ การพัฒนาศักยภาพของ Longevity Assistant และการวางระบบรับรองความสามารถ (Certification) เพื่อให้เทคโนโลยี บุคลากร และกระบวนการดูแลรักษาทั้งหมด ทำงานอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน
“นี่คือหมุดหมายสำคัญของ Intelligent Health Ecosystem ที่เครือโรงพยาบาลพญาไทและเครือโรงพยาบาลเปาโลกำลังขับเคลื่อน โดยการตกผลึกประสบการณ์และความเชี่ยวชาญทางการแพทย์กว่า 40 ปี มาผสานเข้ากับพลังข้อมูล นวัตกรรมเทคโนโลยี และการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อปักธงสู่ New Standard of Care มาตรฐานการรักษาพยาบาลยุคใหม่ ที่ไม่ได้วัดความก้าวหน้าจากความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการหลอมรวม 'ข้อมูล เทคโนโลยี และจิตวิญญาณความเชี่ยวชาญของแพทย์' ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เราสามารถมองผู้ป่วยให้ครบและลึกซึ้งกว่าโรคที่เห็น พร้อมส่งมอบการดูแลที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมและตรงจุดที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล”นพ.ทวนทศพร กล่าวในที่สุด